แล้วเชี่ยวเหลานเฟยเฟิ่งมาถึงโรงหมอหลังจากที่ก่อนหน้านี้ให้รุ่ยเสียไปตามแม่นมหลิวมาดูแลถังซีหานพร้อมกับรับปากว่าจะซื้อขนมมาฝาก
นางเดินเข้าทางประตูด้านหลังของโรงหมอซึ่งเป็ประตูที่มีเพียงนางเท่านั้นที่ผ่านเข้าออกได้
หลงจู๊ประจำของโรงหมอเมื่อเห็นองค์หญิงตัวน้อยเดินเข้ามาในห้องรับรองก็ให้คนนำน้ำชาและขนมมารับรอง ส่วนเขาก็นำเอาสมุดบัญชีและบันทึกต่างๆ รวมทั้งกล่องเก็บตำลึงเงินมาวางตรงหน้าอย่างรู้งาน“นี่ขอรับ นายหญิง”
บ่าวคนงานในร้านไม่ว่าจะเป็โรงหมอหรือเหลาอาหาร รู้จักเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งในฐานะนายหญิงมิใช่องค์หญิง
ฐานะที่แท้จริงของนางมีเพียงหลงจู๊ซิวในโรงหมอเพียงคนเดียวที่รู้เพราะเขาเป็คนเก่าแก่ของพระมารดาของนาง
หลงจู๊ซิวจึงเริ่มรายงาน “เรียนนายหญิงเดือนนี้ข้าน้อยเห็นว่าโรงหมอของเรามีคนป่วย้ามารักษาจำนวนมากขึ้น ท่านหมอทั้งสี่คนก็ล้วนตึงมือจึงได้รับหมอมาเพิ่มหนึ่งคนขอรับ ชื่อ ท่านหมอกัวซึ่งเป็ศิษย์ร่วมสำนักกับท่านหมอเชี่ย ส่วนเื่อื่นล้วนปกติดีขอรับนายหญิงโปรดตรวจสอบ”
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งพยักหน้ารับรู้
นางให้สิทธิ์แก่หลงจู๊ซิวในการตัดสินใจทุกเื่ของโรงหมอ โดยไม่ต้องส่งข่าวเข้าไปในวังเพราะนางไม่้าให้ใครรับรู้ถึงเื่ที่นางมีกิจการค้าขายนอกราชวังแต่หากมีเื่ใดเร่งด่วนที่เขาตัดสินใจเองไม่ได้เขาก็มีวิธีส่งข่าวหาผู้เป็นายได้ไม่ยาก
แล้วเขาก็ทำหน้าที่ได้ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ขณะที่เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งไล่สายตาดูบัญชีทั้งรายรับและรายจ่ายเด็กหญิงพยักหน้าอย่างพอกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือน
รุ่ยเสียก็ป้อนขนมองค์หญิงตัวน้อยไปพลาง
ขณะที่หลงจู๊ซิวยังคงยืนอยู่ในห้อง ไม่ได้ออกไปข้างนอกเผื่อนายหญิงของตนมีคำถามขึ้นมาอีก
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งพยักหน้าอย่างพอใจนางปิดสมุดบัญชีไว้แล้วบอก “พวกท่านทุกคนทำงานได้ดีมากปีใหม่นี้ข้าอนุญาตให้ทุกคนหยุดงานได้ห้าวัน โดยไม่หักเบี้ยรายเดือนแล้วก็ในปีหน้า ให้เพิ่มเบี้ยแก่พวกเขาตามที่ท่านเห็นสมควรส่วนท่านให้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตำลึงทอง”
บ่าวคนงานที่ไม่ใช่หมอที่โรงหมอแห่งนี้ได้รับเบี้ยรายเดือนคนละหนึ่งตำลึงเงินซึ่งถือว่าสูงมาก ที่นางให้เบี้ยรายเดือนมากเพราะไม่้าให้พวกคนงานหาช่องเล็กช่องน้อยเพื่อเอาเปรียบคนป่วยที่มารักษาและให้ดูแลผู้ป่วยทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือแม้แต่ขุนนางให้เท่าเทียมกัน
ที่สำคัญห้ามใครเอ่ยบอกถึงจำนวนเบี้ยรายเดือนที่ได้รับจากโรงหมอเด็ดขาด
มิฉะนั้น จะถูกไล่ออก
หนึ่งตำลึงเงินสามารถทำให้ความเป็อยู่ของครอบครัวพวกเขาอยู่ในขั้นที่สามารถกินเนื้อได้ทุกมื้อเลยก็ว่าได้
ดังนั้น บ่าวคนงานทุกคนจึงทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีใครอยากทุบหม้อข้าวตนเองเพราะพวกเขารู้ว่านายหญิงเป็คนที่เคร่งครัดมากแค่ไหน
จบประโยคนี้ หลงจู๊ซิวก็ยิ้มจนหน้าบาน เขาค้อมตัวลง“ขอบคุณขอรับนายหญิง”
แล้วเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งก็กล่าวต่อ “เงินนี่ ข้าให้นำไปจัดงานฉลองปีใหม่ให้พวกเขาและครอบครัวได้อิ่มหนำสำราญกันเต็มที่วันนี้ปิดเร็วหน่อยก็ได้”
ตอนที่นางเดินผ่านที่ด้านหน้า เห็นคนป่วยไม่มากเท่าไหร่คงเพราะใกล้วันปีใหม่ ทุกคนจึงเริ่มตระเตรียมงานฉลองกันให้ปิดโรงหมอเร็วหน่อยคงไม่เสียหาย
รุ่ยเสียนำเงินสามสิบตำลึงเงินสำหรับการเลี้ยงฉลองปีใหม่ใส่ในกล่องแล้วยื่นวางตรงหน้าหลงจู๊ซิว
“ขอบคุณนายหญิงแทนทุกคนด้วยขอรับ”หลงจู๊ซิวกล่าวตอบอย่างซาบซึ้งใจ
เห็นองค์หญิงน้อยเหมือนจะลืมอะไรไปบางอย่าง รุ่ยเสียจึงเอ่ยท้วง“ของขวัญปีใหม่ด้วยเ้าค่ะนายหญิง”
“อ้อ” เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งใช้นิ้วดันขมับคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ย“คนงานทุกคนข้าให้คนละห้าตำลึงเงิน ส่วนหมอให้สามตำลึงทอง รวมทั้งท่านหมอกัวด้วยถือเป็การรับขวัญ และท่าน เอ่อ....เอาด้วยเหรอ”
เบี้ยรายเดือนก็เยอะแล้วนะ
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งเลิกคิ้วเป็เชิงถาม แววตามีแววหยอกล้อ
หลงจู๊ซิวถึงกับหัวเราะแห้ง “แหม นายหญิงขอรับหากท่านจะกรุณา ข้าน้อยก็ไม่ปฏิเสธนะขอรับ”
องค์หญิงตัวน้อยจึงหัวเราะเบาๆ “เอาล่ะนี่สามตำลึงทองของท่าน”
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งนำตำลึงทองยื่นให้เขาด้วยตัวเอง
รุ่ยเสียคำนวณเงินอีกครั้ง สำหรับเป็ของขวัญปีใหม่ให้ทุกคนแล้วแยกออกมาใส่กล่องอีกกล่อง ยื่นไว้ตรงหน้าหลงจู๊ซิวอีกกล่อง
“ขอบคุณนายหญิงขอรับข้าน้อยจะดูแลโรงหมอให้ดีสมกับที่นายหญิงไว้วางใจขอรับ” หลงจู๊ซิวให้คำมั่น
พวกเขาทุกคนในโรงหมอแห่งนี้ล้วนได้รับสิ่งดีๆมาั้แ่เมื่อครั้งที่องค์หญิงเชี่ยวหลานฟางอิ่ง นอกจากเบี้ยรายเดือนสูงลิ่วแล้วยามเจ็บป่วยพวกเขาก็ล้วนได้รับการรักษาจากหมอที่นี่โดยไม่มีการเรียกเก็บค่ารักษาแม้แต่น้อย และยังเผื่อแผ่ไปยังครอบครัวของพวกเขาด้วยทุกคนจึงทำงานที่นี่อย่างเต็มใจและมีความสุขยิ่ง
เพราะเมื่อสุขภาพกายแข็งแรงดี จิตใจล้วนเบิกบานทำให้บ่าวคนงานทำหน้าที่ออกมาได้ดี คนป่วยไม่ว่าจะยากดีมีจน ล้วนได้รับความเอาใจใส่จากคนของโรงหมอทำให้พวกเขาล้วนยินดีที่จะจ่ายค่ารักษาอย่างเต็มใจแม้ค่ารักษาจะแพงกว่าโรงหมอที่อื่นก็ตาม ทำให้โรงหมอมีรายได้เข้ามาเป็กอบเป็กำเช่นเดียวกัน
เมื่อคนป่วยคนสุดท้ายก้าวออกจากโรงหมอหลงจู๊ซิวก็ให้คนปิดประตู พร้อมกับบอกเล่าให้ทุกคนได้ฟังไม่เพียงบ่าวคนงานที่โห่ร้องด้วยความดีใจแม้แต่หมอทั้งห้าคนก็ดีใจแทบเก็บอาการไม่อยู่
หลังจากเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งออกจากโรงหมอนางก็ตรงไปยังเหลาอาหารและก็มีการเพิ่มเบี้ยรายเดือนแก่บ่าวคนงานทุกคนเฉกเช่นโรงหมอให้จัดงานเลี้ยงและเงินของขวัญสำหรับปีใหม่เช่นกัน และนางก็นั่งกินมื้อเที่ยงในเหลาอาหารจนอิ่มจากนั้นก็ไปเดินให้อาหารย่อยที่ตลาด
ส่วนกล่องเก็บเงินทั้งหมด รุ่ยเสียเรียกให้องครักษ์ลับนำไปไว้ในตำหนัก
เมื่อตระเวนเข้าร้านนั้นออกร้านนี้จนพอใจพร้อมขนมเต็มไม้เต็มมือเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งก็หันกลับไปยังเส้นทางด้านหลังตำหนักของตนแต่เมื่อผ่านมาถึงทางแยกเลี้ยวไปทางด้านหลังของกำแพงราชวัง นางและรุ่ยเสียก็ได้ยินเสียงเหมือนคนสู้กันอยู่
ทั้งสองจึงเดินไปยังต้นกำเนิดของเสียงที่ได้ยิน รุ่ยเสียกันองค์หญิงตัวน้อยให้อยู่ด้านหลังตัวเอง
เดินเข้าไปในตรอกไม่ไกลจนมาโผล่ที่วัดร้างแห่งหนึ่ง
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังรับมือกับทหารห้านายไม่ต้องบอกว่าใครได้เปรียบ..ใครเสียเปรียบ
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งรู้สึกแปลกใจที่ทหารพวกนี้มุ่งสังหารชายหนุ่มคนนั้นให้จงได้หากชายหนุ่มคนนั้นทำความผิด ต้องส่งตัวให้ทางการ แต่ที่เห็น คงตั้งใจฆ่าปิดปากเสียมากกว่า
ก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะถูกรุมฆ่าตายจริงๆไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจ เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งจึงะโขึ้นเสียงดัง “ทางนี้ขอรับทางนี้ขอรับ หัวหน้ามือปราบ มีคนกำลังถูกฆ่า”
รุ่ยเสียถึงกับอ้าปากค้างปกติองค์หญิงของนางไม่ชอบยุ่งเื่ของบุคคลอื่นแม้แต่น้อย
แต่ครั้งนี้ ทำไม?
องค์หญิง ปรึกษาข้าก่อนดีหรือไม่
รุ่ยเสียก็แอบบ่นในใจ แต่ก็ไม่วายช่วยองค์หญิงตัวน้อยะโขึ้น
ทหารทั้งห้าชะงัก
เสียงะโที่เร่งเร้าของเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งและรุ่ยเสียทำให้พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงให้ใครมาพบ จึงตัดสินใจะโหายไปที่ด้านหลังของวัดร้าง
ทั้งสองจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ชายหนุ่มคนดังกล่าว
สภาพดูไม่ได้เอาเสียเลย
เขาพยายามพยุงร่างกายให้ยืนขึ้นอย่างทุกลักทุกเล แล้วเอ่ย“ขอบคุณพวกท่านทั้งสอง”
แม้จะจากสภาพที่เห็นยังตัดสินไม่ได้ว่าชายคนนี้เป็คนดีหรือคนร้ายแต่การที่คนของทางการทำตัวเยี่ยงศาลเตี้ยเช่นนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่คนดีที่ไหนทำเช่นกัน
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งจึงยื่นยารักษาแผลให้เขาสองขวด ยาเหล่านี้นางพกติดกายไว้ตลอดเวลา
“ขวดนี้ใช้สำหรับทาแผลภายนอกส่วนขวดนี้ใช้กินเพื่อบรรเทาอาการช้ำใจ”
คราแรก ชายหนุ่มมองเด็กชายตรงหน้า ไม่สิ หากพิจารณาให้ดีนางเป็เด็กหญิงตัวน้อยมากกว่า อย่างค้นหาแต่เมื่อเห็นประกายของแววตาที่ไม่มีแววลอกแลก จึงคลายใจแล้วรับขวดยาทั้งสองขวดพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ “ขอบคุณ”
แม้จะแปลกใจอยู่บ้างที่นางไม่เอ่ยปากถามแต่ก็เป็สิ่งที่ถูกต้องมิใช่หรือ เพราะยิ่งรู้มาก อาจจะทำให้รักษาชีวิตไว้ยากขึ้น
รุ่ยเสียถึงกับคิ้วกระตุกกับน้ำเสียงที่เ็าของชายหนุ่มตรงหน้า
องค์หญิงของนางอุตส่าห์มาช่วยชีวิตเขาไว้แท้ๆแต่ดูท่าทางชายคนนี้จะไม่สำนึกบุญคุณเอาเสียเลย
เชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งพยักหน้าเป็เชิงบอกว่า ไม่เป็ไร
นางไม่ถือสากับท่าทีของอีกฝ่าย ดีเสียอีกจะได้ไม่รู้สึกเป็หนี้บุญคุณอันใดกัน
เมื่อต่างฝ่ายต่างเงียบเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งจึงหันไปพยักหน้ากับรุ่ยเสีย เพื่อที่จะกลับ
ยังก้าวเท้าไปยังไม่ถึงสามก้าวองค์หญิงตัวน้อยเหมือนจะเหยียบอะไรเข้าสักอย่าง นางจึงหยิบขึ้นมา ตอนแรกนางจะขยับปากเอ่ยถาม
แต่เมื่อเห็นว่าเป็สิ่งใด องค์หญิงตัวน้อยถึงกับชะงัก
เพราะมันคือ หยกสีดำเนื้อดี ถูกแกะสลักเป็รูปปลา
นางจะไม่สงสัยเลยหากสิ่งที่เก็บได้ไม่คล้ายกับสิ่งที่อยู่บนข้อมือของนาง
หยกแทนใจที่คังซิงเหวินให้นางเมื่อปีที่แล้ว
ส่วนชายหนุ่มก็สอดส่ายสายตามองหาของสำคัญที่หล่นหายไประหว่างที่ปะทะกับกลุ่มทหารทั้งห้าคนเมื่อเห็นว่าอยู่ในมือของเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ของข้า”