ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 83 การตื่นขึ้นของกายราชันย์เซียน

    อีกทางด้านหนึ่งอาณาจักรเมฆาหวน

                กองกำลังส่วนใหญ่ของอาณาจักรเมฆาหวนได้ตรึงกำลังป้องกันไว้ที่เมืองหน้าด่านของอาณาจักรทำให้การตีแตกเป็นไปได้ยากมากส่วนกองกำลังที่ส่งไปยังเมืองเล็กเมืองน้อยต่างถูกทหารของเมืองจินเฟิงที่นำโดยเฟิ่งเทียนและหานหลี่ ที่แยกกันจัดการระหว่างทางที่พวกเขาเดินทางเพื่อไปโจมตีเมืองต่างๆ  ของอาณาจักรเมฆาหวนจึงทำให้ยังไม่มีเมืองใดที่ตกเป็นของอาณาจักรตะวันฉาย

                “รายงานฝ่าบาทตอนนี้กองกำลังของพวกเรายังไม่สามารถบุกเข้าไปยังเมืองหน้าด่านของอาณาจักรเมฆาหวนได้  ส่วนกองกำลังที่แยกออกไปบุกยังเมืองต่าง ๆพ่ายแพ้ทั้งหมดขอรับ”

                ปั้งงง

            “เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ เมืองเล็ก ๆ แค่นี้ทำไมยังบุกโจมตีกันไม่แตกสักทีแล้วกองกำลังที่นำไปบุกเมืองต่างๆ ทำไมถึงพ่ายแพ้ได้เมืองพวกนั้นมีกองกำลังจำนวนมากอย่างนั้นหรือ?”

            “กองกำลังที่แยกออกไปถูกโจมตีระหว่างเดินทางไปยังเมืองต่างๆ โดยทหารเมืองจินเฟิงแห่งอาณาจักรเมฆาหวน กองกำลังของพวกมันมีจำนวนประมาณสามถึงสี่ล้านขอรับ”

            “บัดซบสงครามเพิ่งจะเริ่มได้สองวัน พวกเราสูญเสียไปเท่าไหร่แล้ว”

            “ตอนนี้กองทัพเราสูญเสียไปประมาณห้าถึงหกแสนนายแล้วขอรับ”

            ระยะเวลาเพียงสองวันที่เริ่มสงครามอาณาจักรตะวันฉายสูญเสียทหารมากถึงห้าถึงหกแสนนายแล้วถือว่าเป็นการสูญเสียเป็นอย่างมาก

            เหล่าทหารของเมืองจินเฟิงที่เข้าบุกอาณาจักรตะวันฉายต่างเคลื่อนพลพุ่งทะยานไปสู่เมืองต่างๆ ในอาณาจักรตะวันฉายอย่างไม่หวาดกลัวต่อทหารศัตรูของอีกฝ่าย 

            การยกกองทัพมาอาณาจักรตะวันฉายโดยการนำของเฟิ่งหยูทำให้กองทัพเมืองจินเฟิงในวันนี้สามารถยึดครองเมืองได้สำเร็จถึงสิบห้าแห่งจ้าวเมืองขุนนางตลอดจนชาวเมือต่างยอมสวามิภักดิ์ ส่วนเมืองที่ยอมจำนนโดยที่ไม่ต้องสู้รบมีทั้งหมดอีกสิบสี่เมืองเหลือเพียงแห่งเดียวที่สงครามยังคงดำเนินต่อไปนั่นคือเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉาย ซึ่งการบุกทลายยึดเมืองในครั้งนี้ต่างสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารของเมืองจินเฟิงได้เป็นอย่างดี

            ทางด้านเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉาย

            “พวกเจ้าจะยอมจำนนเสียแต่โดยดีหรือไม่?” เฟิ่งหยูเอ่ย

            “ไม่ใช่กงการอะไรของเจ้าตระกูลของข้า ปกครองอาณาจักรตะวันฉาย เจ้าก็น่าจะรู้ว่าตระกูลของข้ามีอิทธิพลและทรงพลังขนาด เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะรอดออกไปได้เจ้าจะต้องตายแบบไม่มีที่ฝังศพอย่างแน่นอน”

            น้ำเสียงขององค์รัชทายาทของอาณาจักรตะวันฉายฟังเหมือนต้องการที่จะคุกคามเฟิ่งหยูรู้ดีว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นเฟิ่งหยูก็หาได้สนใจไม่มันไม่สามารถสั่นคลอนความตั้งใจของเขาได้ในเมื่อเขาต้องการรวมอาณาจักรทั้งสองเข้าด้วยกัน ก็จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้

            พลังสังหารเริ่มหมุนวนในอากาศอย่างรุนแรงในตอนนี้ผู้คนมากมายที่อยู่ด้านหลังขององค์รัชทายาทต่างก็จับจ้องไปยังเฟิ่งหยู

            ดวงตาขององค์รัชทายาทเต็มไปด้วยจิตสังหาร

            “หากว่าวันนี้ข้าสังหารเจ้าไม่ได้ข้าก็ไม่ขออยู่อีกต่อไป”

            “ตัดแขนและขาของมันออกอย่าได้ฆ่ามันให้ตายเร็วนัก!”

            องค์รัชทายาทเอ่ยสั่งองครักษ์เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เมื่อกล่าวจบองครักษ์ที่อยู่ด้านข้างก็เคลื่อนไหวทันที เมื่อจ้าวหยวนและเหล่าแม่ทัพทั้งหลายเห็นองครักษ์ของรัชทายาทอาณาจักรตะวันฉายพุ่งตรงมายังเฟิ่งหยูปราณทั่วร่างของพวกเขาก็พลันปะทุขึ้นในทันที

            “ตาย”

            เหล่าองครักษ์ปลดปล่อยการโจมตีออกมาพริบตาเดียวเหล่าองครักษ์ทั้งหมด พวกเขากลับต่างถูกกันไว้โดยจ้าวหยวนและเหล่าแม่ทัพทั้งหลายของเมืองจินเฟิงพวกเขาจึงไม่สามารถเข้าใกล้เฟิ่งหยูได้เลยแม้แต่น้อย

            “เจ้าจะสู้กับข้าก็เข้ามามัวแต่กระดิกหางอยู่นั่นแหละ หรือว่าเจ้ากลัวข้ากัน....”

            “บุก”

            เฟิ่งหยูสั่งจ้าวหยวนและเหล่าแม่ทัพ

            ทั้งหมดพุ่งตรงไปยังศัตรูที่อยู่ด้านหน้าพร้อมกับปะทะกันอย่างรุนแรง เฟิ่งหยูกระโจนเข้าไปหาองค์รัชทายาทเขาเรียกดาบราชันออกมา พลันปลดปล่อยพลังเพลิงฟ้าสวรรค์รวมเข้ากับตัวดาบราชัน

            ดาบของเฟิ่งหยูพลันเปลี่ยนเป็นสีฟ้าสว่างสดใสองครักษ์สองคนพุ่งตรงเข้าหาเฟิ่งหยูทันทีก่อนที่จะถึงตัวองค์รัชทายาทแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับเป็นเฟิ่งหยูอยู่เหนือพวกเขาแล้ว หัวใจพวกเขาเริ่มสั่นไหวแสงดาบนั้นทำให้พวกเขาแทบลืมตาไม่ขึ้น

            “เพลงดาบมังกรเพลิง!”

             เฟิ่งหยูกล่าวหลังจากนั้นดาบของเฟิ่งหยูก็เต็มไปด้วยความร้อนแรงของเพลิงฟ้าสวรรค์ซึ่งทำให้ผู้คนประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งเพราะมันร้อน สว่าง รุนแรง  และรวดเร็วยิ่งจนไม่มีใครสามารถมองดาบของเฟิ่งหยูได้ทัน

            ความรู้สึกอันตรายได้บุกเข้าไปในหัวขององครักษ์ทั้งสองพวกเขาทั้งสองหยุดพุ่งเข้าหาเฟิ่งหยูและปลดปล่อยพลังปราณมหาศาลออกมาเพื่อป้องกันดาบของเฟิ่งหยู

            อย่างไรก็ตามพลังปราณของพวกเข้าถูกทำลายลงในทันทีเมื่อปะทะกับดาบราชันย์มีเพียงเสียงแตกหักเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่พลังปราณถูกทำลายในอากาศเพลงดาบมังกรเพลิงของเฟิ่งหยูได้โอบล้อมร่างขององครักษ์ทั้งสองที่อยู่ในขั้นเทวะระดับสองทั้งสองคน 

            ในตอนนี้ความเงียบงันเต็มไปด้วยบรรยากาศ  แสงสว่างจากรอบๆ ตัวดาบเริ่มจางหายไปในขณะที่มีเพียงแค่เฟิ่งหยูเท่านั้น

            องครักษ์ทั้งสองคนได้หายไปในสายตาของพวกเขา เปลวไฟสีฟ้าบางส่วนยังคงเผาไหม้อยู่ในอากาศ

            “พวกเขาตายแล้วอย่างนั้นหรือ?”

            ฝูงชนตกใจหลังจากดาบมังกรเพลิงของเฟิ่งหยูปลดปล่อยออกไปไม่ถึงสิบลมหายใจองครักษ์ขั้นเทวะระดับสองกลับถูกสังหารโดยเฟิ่งหยู

            “ความแข็งแกร่งของเจ้ามันช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ

            “เจ้าเด็กนั่นจะต้องตาย”องค์รัชทายาทหรี่ตาลง พลังปราณสังหารของเราเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆเฟิ่งหยูนับเป็นภัยคุกคามต่ออาณาจักรตะวันฉายและต่อตระกูลของเขาแล้ว

            เฟิ่งหยูก้าวเข้าไปหาองค์รัชทายาท

            “ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการตัดแขนและขาของข้าหรอกหรือ?

            “ทำไมเจ้าถึงยังไม่เข้ามาโจมตีข้าอีก?”

            กล้ามเนื้อบนหน้าขององค์รัชทายาทแข็งค้างอย่างสมบูรณ์เมื่อเขาถูกเฟิ่งหยูท้าทายองค์รัชทายาทรู้สึกอับอายขายหน้า มันเป็นความอัปยศเป็นอย่างยิ่ง

            “เจ้าต้องตาย”

            องค์รัชทายาทกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเขาเงยหน้าขึ้นและมองไปที่เฟิ่งหยู

            พลังปราณสังหารปรากฏออกมาจากร่างขององค์รัชทายาทและกลายเป็นแสงสีขาว เฟิ่งหยูรู้สึกได้ถึงพลังปราณสังหารบางส่วนที่ออกมาเช่นกันรวมถึงพลังต่อสู้ที่เริ่มลุกไหม้อยู่รอบ ๆ กายของเขา

            เฟิ่งหยูไม่ต้องการให้คนอื่นปกป้องเขาเขาต้องการจะพึ่งพาตนเอง จึงหันไปสั่งการกับทุกคน

            “รีบ ๆจัดการให้เสร็จไม่ต้องสนใจข้า ดูสิว่าพวกเจ้าฝึกกันมามากขนาดไหน”

            “ขอรับ”

            “ไร้ประโยชน์!”

            องค์รัชทายาทยิ้มอย่างเย็นชาและประทับเท้าลงบนพื้นเขากระโดดขึ้นไปในอากาศด้วยความเร็วสูงสุดพลังปราณของเขากลายเป็นกระแสพลังที่แข็งแกร่งพุ่งไปยังเฟิ่งหยู

            “ฟิ้ว”เพลงดาบของเฟิ่งหยูทะลุผ่านชั้นบรรยากาศ แต่องค์รัชทายาทนั้นเร็วเกินไป เฟิ่งหยูปลดปล่อยพลังที่อัดแน่นอยู่ในดาบราชันของเขาทันที

            “ตู้ม!”

            ทั่วทั้งบรรยากาศกำลังสั่นสะเทือนและมีแรงกดดันปะทะร่างของเฟิ่งหยูมันเหมือนกับว่าเฟิ่งหยูฟันไปยังภูเขาใหญ่ภายใต้แรงกดดันที่มากมายเช่นนี้ทำให้เฟิ่งหยูถูกซัดปลิวไปไกลด้วยความหนักหน่วง

            เขาถูกลูกตุ้มเหล็กลูกหนึ่งซึ่งหนักมากชัดปลิวไปครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระอักเลือดออกมา

            “ทำไมทำไมไม่ทำตัวอวดเก่งเหมือนเมื่อสักครู่แล้วอย่างนั้นหรือ?” องค์รัชทายาทเย้ยหยัน

            “ไม่ว่าเฟิ่งหยูจะรวดเร็วขนาดไหนหรือแข็งแกร่งเพียงใด มันก็ไม่สำคัญเฟิ่งหยูที่ต่อกรข้ามระดับกับองค์รัชทายาทที่มีพลังระดับเทวะขั้นที่สองซึ่งมันห่างชั้นกันอย่างมาก” เหล่าขุนนางทั้งหลายของอาณาจักรตะวันฉายเอ่ยขึ้นมาอย่างดูถูก

            ทันใดนั้น

            ตู้มมม...

            พลังลมปราณที่มากมายมหาศาลได้พวยพุ่งขึ้นสู่ขึ้นสู่ท้องฟ้าจนสัมผัสได้องค์รัชทายาทและเหล่าองครักษ์ที่ติดตามของมันพลันหันกลับมามองด้วยความตกใจเส้นสายพลังลมปราณสีฟ้าบริสุทธิ์ปรากฏเด่นชัดสู่สายตาของของเขาเส้นสายพลังลมปราณนี้พวยพุ่งสู่ท้องฟ้าจนเห็นได้อย่างชัดเจน 

            เฟิ่งหยูที่ทั่วร่างอาบชโลมไปด้วยเลือดตอนนี้เขาสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงสีหน้าและแววตาของเขาพลันประกายด้วยจิตสังหารอันรุนแรงเฟิ่งหยูพุ่งทะยานเข้าหาองค์รัชทายาทอย่างรวดเร็วเพียงไม่นานเขาก็สามารถเข้าใกล้ตัวขององค์รัชทายาทได้

            องค์รัชทายาทเห็นท่าไม่ดีจึงได้ระเบิดพลังปราณออกมาทั้งหมด

            เฟิ่งหยูรวบรวมลมปราณไว้ที่หมัดทั้งสองข้างของเขาหมัดของเขาพลันส่องแสงสีฟ้าสดใสอย่างงดงาม แต่มันกลับแฝงไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้แสงที่ส่องประกายทำให้เกิดความหนักอึ้งในอากาศ พลังฟ้าดินรอบตัวมากมายถูกดูดเข้าไปรวมอยู่ในหมัดทั้งสอง

            “หมัดมังกรพิฆาต”

            เฟิ่งหยูปล่อยหมัดทั้งสองออกไปอย่างรวดเร็วเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์รวมกับพลังฟ้าดินกลายเป็นลูกไฟสีฟ้าขนาดใหญ่ความหวาดกลัวพลันบังเกิดขึ้นในจิตใจขององค์รัชทายาทแต่ทว่ามันก็เป็นถึงชนชั้นเทวะผู้หนึ่ง มีหรือจะทำให้ยอมดูถูกเช่นนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการศึกครั้งนี้ องค์รัชทายาทต้องทุ่มสุดตัวอย่างแน่นอน

            “กระบองสะบั้นปฐพี”

            ฉับพลันองค์รัชทายาทตอบโต้ด้วยสุดยอดท่าไม้ตายของเขาเองในมือทั้งสองขององค์รัชทายาทกุมกระบองขนาดใหญ่ไว้ในมือก่อที่จะยกแขนและฟาดมันออกไปพร้อมกับพลังปราณธรรมชาติที่หลากหลายที่ถูกอัดแน่นรวมตัวกันที่กระบอกเหล็กเมื่อกระบวนท่าของเฟิ่งหยูมาถึงตัวองค์รัชทายาทกระบองสะบั้นปฐพีก็ถูกฟาดออกไปอย่างไร้ปราณี

            เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงห้วงมิติที่สงบนิ่งพลันเกิดรอยฉีกขาด พื้นดินแตกแยกออกจากกัน

            ตู้มมมมมมม...

            เสียงของพลังทั้งสองชนิดปะทะกันจนเกิดเป็นหลุมใหญ่ยักษ์ตรงใจกลางของพลังทั้งสองเฟิ่งหยูถึงกับกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง จากการปะทะกันของพลังมหาศาล ทำให้ตึก อาคารต่าง ๆที่อยู่บริเวณนี้แหลกเหลวลงไป กินพื้นที่โดยรอบอย่างกว้างขวาง

            เฟิ่งหยูค่อยๆ พยุงตัวขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้พลังลมปราณของเขาแทบจะหมดสิ้นไปหมดแล้ว  แต่ทว่าองค์รัชทายาทหาได้เป็นเช่นนั้นไม่มันยังคงเหลือพลังลมปราณมากกว่าสองส่วน ซึ่งมันก็มากพอที่จะสังหารเฟิ่งหยูได้แล้ว

            องค์รัชทายาทยกกระบองเหล็กขอเขาขึ้นอีกครั้งพลังลมปราณที่มากมายมหาศาลกว่าครั้งก่อนได้ปะทุขึ้น

            “จงเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับความผิดที่เจ้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้า ตายซะ!!”

            องค์รัชทายาทฟาดกระบวนท่าของเขาลงมากระบองขนาดใหญ่ฟาดลงมา พลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวแผดเผาอากาศจนสั่นไหวอย่างรุนแรง

            “นี่ข้าจะต้องตายแล้วอย่างนั้นหรือ  ไม่ ข้ายังตายตอนนี้ไม่ได้ข้ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าต้องทำ ข้าจะทำเช่นไรดี เฟิ่งหยูครุ่นคิด ไม่ได้ข้ายังตายตอนนี้ไม่ได้ฉับพลันทั่วร่างของเฟิ่งหยูพลันมีกระแสพลังหนึ่งวิ่งพล่านไปทั่วตัวเขามันเป็นเส้นพลังสีทองสดใด เมื่อมันวิ่งวนจุดชีพจรของเฟิ่งหยูทุกจุดร่างกายของเฟิ่งหยูพลันเปล่งประกายสีทองขึ้นมา”

            ตู้มมม...

            แต่ทว่าก่อนที่กระบอกเหล็กจะถึงตัวเฟิ่งหยูพลันเกิดคลื่นพลังมหาศาลอัดกระแทบไปที่ร่างขององค์รัชทายาท จนร่างของเขาปลิวออกไปอย่างง่ายดาย

            “โฮกกกกกกกก!!!!”

            เสียงร้องที่แสนจะดุร้ายพร้อมกับร่างของสัตว์ชนิดหนึ่งพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับองค์รัชทายาทได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อพลังปราณธรรมชาติที่อยู่รอบตัวของเฟิ่งหยูเริ่มหลอมรวมกลายร่างเป็นมังกรและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มังกรสีทองส่องสว่างมองเห็นไปไกลนับหมื่นลี้ผู้คนที่เห็นต่างล้มตัวลงกราบไหว้

            ไม่นานนักลำแสงสีทองทั้งหมดกลับพุ่งเข้าสู่หน้าฝากของเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว

            ร่างกายของเฟิ่งหยูพลันขยายขึ้นสูงขึ้นกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้นจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นรูปร่างที่ผู้ชายส่วนมากฝันอยากจะมีเรือนร่างที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้

            “กายราชันเซียน”

            “กายราชันเซียนตื่นขึ้นมาแล้ว”ผู้อาวุโสตระกูลเฟิ่งพลันร้องตะโกนออกมาด้วยความยินดีเขาเป็นผู้อาวุโสที่ได้เห็นเหตุการณ์ตอนที่เฟิ่งหยูวัดความสามารถจึงรับรู้ได้ทันทีว่ากายของเฟิ่งหยูคือกายราชันเซียนเพียงแต่เขาไม่รู้ว่าเฟิ่งหยูปลุกมันขึ้นมาเมื่อใด

            ความโกลาหลเริ่มเกิดขึ้นอีกครั้งทางฝ่ายของอาณาจักรตะวันฉายที่องค์รัชทายาทตอนนี้นอนหมดสติอยู่หลังจากถูกพลังของเฟิ่งหยูกระแทกเข้าไปเต็ม ๆทำให้องค์รัชทายาทของอาณาจักรตะวันฉายหมดสติ

            เฟิ่งหยูก้าวไปพร้อมกับจับคอองค์รัชทายาทของอาณาจักรตะวันฉายขึ้นด้วยมือเพียงข้างเดียว

            “พวกเจ้าจะยอมจำนนหรือไม่หากพวกเจ้าไม่ยอมจำนน ข้าก็จะสังหารเขาซะและทำลายทุกอย่างที่พวกเจ้าสร้างขึ้นมา หากพวกเจ้ายอมจำนน ข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า รวมถึงองค์รัชทายาทของพวกเจ้า....”

            เกร้งงง....

            เกร้งงง....

            เกร้งงง....

            เสียงโยนอาวุธลงพื้นพร้อมกับคุกเขาลงของผู้คนเมืองหลวงอาณาจักรตะวันฉาย

            “เฮฮฮฮฮฮ!!!!” เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของทหารจากฝ่ายอาณาจักรเมฆาหวนดังสนั่นไปทั่วทั้งเมือง