ผมนี่แหละ มะนาวต่างนุด

    ตอนที่ 97 บุกฐานลับ

    ตอนที่97 บุกฐานลับ


    เสิ่นอี้สังหรณ์ใจว่าทหารของดาวเจอรัลอาจยังวนเวียนอยู่รอบภูเขาด้านนอกเขาไม่ต้องการเสี่ยงภัยโดยใช่เหตุ จึงเอ่ยเตือนพรอคที่เจ็ดให้เปิดใช้งานอุปกรณ์อำพรางทันที


    พรอคที่เจ็ดเข้าใจเจตนาจากเสิ่นอี้เป็นอย่างดีจึงหยิบอุปกรณ์อำพรางออกมาจากกระเป๋าใบเล็กซึ่งแขวนแนบลำตัวบริเวณหน้าอกออกมากดปุ่มเปิดการใช้งาน


    เสิ่นอี้พลันสัมผัสได้ถึงรังสีบางเบาครอบคลุมตัวเขาทันใดพลางรู้สึกอุ่นใจที่จะไม่ถูกทหารจระเข้ตรวจสอบพบพวกตนได้


    สักพักหนึ่งอินทรีดำในร่างของสว่านขนาดใหญ่สามารถเจาะทะลุผ่านก้อนหินซึ่งเป็นหินก้อนสุดท้ายที่หล่นมาปิดปากปล่องทางลงสู่โถงใต้ดินพอดี


    อินทรีดำกลับคืนสู่ร่างอินทรีดำดังเดิมพร้อมกับส่งเสียงแจ้งเตือนเจ้านายผ่านทางความคิดด้วยความกังวลใจว่า


    “เจ้านายพวกมันยังบินลาดตะเวนแถวนี้อยู่เลย ลำหนึ่งเพิ่งบินผ่านไปเมื่อตะกี้นี่เอง”


    “เข้าใจแล้วพวกเรารอสักครู่แล้วค่อยออกไป”


    เสิ่นอี้ตอบกลับอินทรีดำจากนั้นเขาส่งสัญญาณกับพรอคที่เจ็ดให้รอคอยอีกสักครู่ ก่อนโผล่ออกจากอุโมงค์ที่เกิดจากการเจาะของอินทรีดำ


    สักพักหนึ่งชายหนุ่มได้รับสัญญาณจากอินทรีดำที่อยู่ต่อหน้าแล้วพบว่าสภาพแวดล้อมด้านนอกปลอดภัย โดยไม่มียานตรวจการณ์ของพวกจระเข้หลงเหลืออยู่อีก


    เขารีบมุดตัวตามหลังอินทรีดำออกมาอย่างกระชั้นชิดโดยมีพรอคที่เจ็ดมุดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็วเช่นกันทั้งสองคนและตัวออกมายืนด้านนอก โดยมีปืนลำแสงเอวาสพร้อมปะทะศัตรูกันคนละกระบอก


    ต่อจากนั้นทั้งสามคนหรือตัวต่างวิ่งเกาะกลุ่มกันไปยังทิศทางหนึ่งซึ่งมีพรอคที่เจ็ดเป็นคนนำ เนื่องจากมันเคยลอบเข้าไปสำรวจฐานลับแห่งนั้นมาก่อน


    “ไม่มีวิธีเดินทางที่เร็วกว่านี้หรือ”เสิ่นอี้สอบถามพรอคที่เจ็ดด้วยความแปลกใจ


    เขาไม่อยากให้ทุกคนต้องเสียเวลาเกินไปอีกครั้งยังกังวลใจหากอุปกรณ์อำพรางไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเพราะพบร่องรอยหักพังบางส่วนจึงไม่อยากเสียชีวิตไปก่อนทำภารกิจสำเร็จ


    “หากขโมยหรือแย่งยานตรวจการณ์พวกมันยิ่งจะดึงดูดความสนใจของพวกมันมากกว่า พวกเราไปถึงช้าหน่อยแต่รับรองว่าปลอดภัยแน่อุปกรณ์อำพรางนี่ทนทานกว่าที่คิด อย่าเห็นว่ามันชำรุดแล้วจะมีประสิทธิภาพลดลงล่ะ”


    พรอคที่เจ็ดกล่าวตอบเสิ่นอี้พร้อมกับวิ่งเหยาะๆ เคียงคู่กันไป มันคิดว่าเดินทางไปถึงล่าช้าแต่ปลอดภัยดีกว่าต้องกระทำการเสี่ยงเพื่อให้ไปถึงโดยเร็ว


    เสิ่นอี้พยักหน้ารับคำแนะนำจากพรอคที่เจ็ดด้วยความเข้าใจเขาจำต้องวิ่งเคียงคู่กับพรอคที่เจ็ดตรงไปด้วยความกระวนกระวายใจ


    ครั้นเหลือบมองเห็นยานตรวจการณ์บินเข้ามาใกล้พรอคที่เจ็ดคว้าแขนของเสิ่นอี้ไว้แล้วหยุดยืนนิ่งกับที่ทันทีส่วนอินทรีดำเกาะอยู่บนไหล่ของเสิ่นอี้นิ่งสงบอย่างรู้งานเช่นกัน


    สักพักหนึ่งยานตรวจการณ์ของศัตรูบินผ่านตำแหน่งที่มีเสิ่นอี้และพรรคพวกยืนอยู่เขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเท่าใดนัก พลางแอบเหล่ตามองยานตรวจการณ์กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ทุกขณะแล้วค่อย ๆ บินผ่านหัวไปด้วยใจเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง


    ครั้นเหลือบมองเห็นว่ายานตรวจการณ์ที่มีลำแสงสแกนเคลื่อนตัวผ่านตนเองและพรรคพวกไปโดยไม่มีอาการสะดุดแต่อย่างใดเขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที


    อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้และคณะยังคงหยุดยืนนิ่งอยู่กระทั่งยานตรวจการณ์ของศัตรูบินห่างออกไปไกลแล้ว พรอคที่เจ็ดจึงเริ่มวิ่งนำเสิ่นอี้พลางเอ่ยให้เสิ่นอี้รับฟังอย่างสบายใจว่า


    “เห็นไหม? ข้าบอกแล้วว่าอุปกรณ์อำพรางยังทำงานได้ดีอยู่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”


    “เชื่อแล้ว”เสิ่นอี้พยักหน้ารับรู้ขณะเริ่มวิ่งเคียงคู่ไปกับพรอคที่เจ็ดอีกครั้ง


    หลังจากทั้งสามวิ่งกันมาได้พักใหญ่ๆ เสิ่นอี้สอบถามพรอคที่เจ็ดขึ้นมาด้วยความสงสัยเนื่องจากไม่ได้รับรู้ถึงระยะทางไปฐานลับชัดเจนนักว่า


    “พรอคที่เจ็ด.....ตกลงว่าพวกเราต้องใช้เวลาไปฐานลับนั่นนานแค่ไหน”


    “ไม่นานหรอกแค่สามรอบมืดเท่านั้นแหละ” พรอคที่เจ็ดตอบกลับเสิ่นอี้ด้วยความผ่อนคลาย


    “ฮะ! อะไรนะ?!”เสิ่นอี้พลันหยุดวิ่งแล้วถามพรอคที่เจ็ดเสียงสูงอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน


    เขาเพิ่งรู้ว่าคำว่าไม่นานสำหรับเผ่าพรอคแล้ว มันได้กินเวลาในแต่ละวันของที่นี่ซึ่งมีอยู่วันละยี่สิบชั่วโมงรวมเป็นเวลาทั้งหมดหกสิบชั่วโมงทำให้เขารู้สึกอ่อนล้าขึ้นทันทีทันใดที่ต้องวิ่งนานขนาดนั้น


    “พวกเราเดินทางตอนกลางคืนไม่ได้จำเป็นต้องพัก”


    พรอคที่เจ็ดพลันหยุดวิ่งรอเสิ่นอี้พลางหันหน้ากลับมาอธิบายให้เสิ่นอี้ฟังตามจริงเนื่องจากเวลากลางคืนของดาวเจทีจะมีสัตว์ร้ายออกหากินซึ่งเสี่ยงอันตรายมากเกินไปโดยเฉพาะหากพวกตนต้องใช้ปืนลำแสงเอวาสเข้าต่อกร ซึ่งจะเรียกให้ทหารของดาวเจอรัลมาตรวจสอบได้


    หากเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้นพรอคที่เจ็ดไม่มั่นใจแล้วว่าอุปกรณ์อำพรางจะยังสามารถปิดกั้นการตรวจสอบจากยานตรวจการณ์หลายลำได้เนื่องจากพลังลำแสงสแกนจากยานตรวจการณ์ทั้งหลายมีอานุภาพสแกนสูงหากส่องสว่างรวมกันในตำแหน่งเดียว


    “เข้าใจแล้ว”เสิ่นอี้กล่าวตอบพรอคที่เจ็ดด้วยความเข้าใจ


    สุดท้ายเขาจำเป็นต้องยอมรับความจริงที่จะเดินทางไปถึงยังฐานลับล่าช้าอีกสามวันแต่เพื่อความปลอดภัยตลอดเส้นทาง จึงเลือกที่จะเชื่อใจพรอคที่เจ็ดแทน


    ต่อจากนั้นเสิ่นอี้และคณะเริ่มวิ่งต่อไปเพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่ฐานลับสถานที่ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการซ่อมแซมไทม์แมชชีนและปล้นอาวุธมาจากเหล่าทหารจระเข้ทั้งหลาย


    ..........


    วันนี้เป็นวันที่สามของการเดินทางเสิ่นอี้พบว่าคณะของตนจำเป็นต้องหยุดวิ่งเป็นระยะถี่กว่าเดิม เนื่องจากมียานตรวจการณ์บินผ่านหนาตากว่าเขตพื้นที่ที่ผ่านมา


    ทว่าเขายังรู้สึกโล่งอกอยู่บ้างที่อุปกรณ์อำพรางมีพลังงานมากพอในการส่งรังสีออกมาปิดกั้นร่องรอยของพวกตนเอง


    กระทั่งเขาและคณะวิ่งมาถึงอาคารทรงโดมขนาดใหญ่ซึ่งกินพื้นที่นับร้อยเอเคอร์ พร้อมด้วยบรรดาทหารจระเข้ของดาวเจอรัลบินตรวจการณ์เป็นระยะและทหารจระเข้ติดตั้งปืนลำแสงเอวาสที่มีรูปทรงคล้ายอักขระตัวทีในภาษาอังกฤษบนท่อนแขนทั้งสองข้าง


    “พรอคที่เจ็ดพวกจระเข้ไม่มีปืนลำแสงดีวาสกันทุกตัวหรอกหรือ”


    เสิ่นอี้สอบถามพรอคที่เจ็ดด้วยความแปลกใจเพราะพบเห็นเพียงทหารจระเข้บนยานตรวจการณ์พกปืนลำแสงดีวาสทว่าทหารจระเข้บนพื้นที่เดินตรวจการณ์เป็นระยะนั้นกลับใช้ปืนลำแสงเอวาสที่มีอานุภาพทำลายล้างต่ำกว่าหลายระดับ


    “อ้อ.....ข้าเดาว่าพวกมันคงยังพัฒนาปืนดีวาสได้ไม่สุดหรือไม่ก็ยังใช้พลังงานมากเกินไป ก็เลยมีให้ใช้เฉพาะทหารระดับสูงละมั้ง ”


    พรอคที่เจ็ดตอบเสิ่นอี้อย่างไม่แน่ใจมันจึงคาดเดาจากความเป็นไปได้และข้อมูลที่เคยรับรู้มาก่อนหน้า


    เสิ่นอี้พยักหน้าเข้าใจโดยไม่ได้กล่าวตอบอะไรเขาและคณะจำเป็นต้องค่อย ๆ เดินผ่านกลุ่มทหารจระเข้ แล้วหยุดเป็นพัก ๆเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับจากอุปกรณ์ทันสมัยของพวกมันเช่นกัน ทำให้การเคลื่อนตัวเข้าใกล้โดมขนาดใหญ่ตรงหน้าเป็นไปอย่างล่าช้ายิ่งนัก


    เสิ่นอี้กับอินทรีดำสื่อสารระหว่างกันทันทีเพราะการเดินทางเช่นนี้ย่อมมีความเสี่ยงสำหรับพวกตนมากเกินไปเสมือนอยู่ในสภาวะล่องหนไม่แท้จริง ฉะนั้นหากทหารจระเข้เดินผ่านตำแหน่งที่ตนยืนอยู่ย่อมหลีกไม่พ้นที่จะต้องชนกันอย่างจัง ซึ่งเขามั่นใจว่าอุปกรณ์อำพรางจะไม่สามารถทำให้สสารสลายได้อย่างหมดจด


    “อินทรีดำ.....เอาไงดีหากพวกเราเข้าใกล้โดมได้ทีละนิดแบบนี้ มันเสี่ยงเกินไปแล้ว”


    “เจ้านายให้อินทรีดำไปดึงดูดพวกมันดีไหมให้พวกมันสนใจอินทรีดำแทน แล้วเจ้านายกับเพื่อนก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในเลย”


    อินทรีดำเสนอความช่วยเหลือทันทีเพราะมันมั่นใจว่าสามารถพรางตัวกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมแต่สามารถดึงดูดความสนใจจากบรรดาทหารจระเข้ทั้งหลายมายังตนได้


    “ตกลง!.....งั้นเริ่มเลย!”เสิ่นอี้ตัดสินใจในฉับพลัน


    พอเขาเหลือบมองเห็นอินทรีดำบินออกจากไหล่ตนเองโดยพุ่งตัวไปยังทิศทางออกห่างจากโดมพลันเกิดความโกลาหลขึ้นทันทีเพราะเกิดเสียงสัญญาณแจ้งเตือนภัยของโดมดังขึ้นสนั่นไปทั่วบริเวณ


    “มานี่!” เสิ่นอี้เรียกพรอคที่เจ็ดพร้อมลากข้อมือของอีกฝ่ายวิ่งหลบหลีกสวนทางกับบรรดาทหารจระเข้เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่อาคารทรงโดมอย่างรวดเร็ว


    พรอคที่เจ็ดรับรู้แผนการของเสิ่นอี้ได้ในทันทีมันวิ่งตามเสิ่นอี้ไปด้วยอย่างกระชั้นชิด โดยไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มเหนื่อยแรงในการลากตนพ่วงไปด้วย


    ทั้งคู่จำเป็นต้องวิ่งหลบหลีกซ้ายขวาเพื่อไม่ให้ชนกับร่างของทหารจระเข้ที่วิ่งกรูอออกมาจากอาคารทรงโดมพร้อมอาวุธครบมือซึ่งภาพความวุ่นวายของทหารจระเข้พร้อมด้วยอาวุธในมือ ทำให้ทั้งคู่ต่างรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีทันใด

    คล้ายกับเรื่องผมนี่แหละ มะนาวต่างนุด ที่คุณอ่าน