นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 96 เรื่องเล่าและบรรเลง

            ตอนที่ 96 เรื่องเล่าและบรรเลง

             

             

            “ตกลงนายจะลาไปสัก 1สัปดาห์ใช่มั้ย ได้คิดไว้หรือยังว่าจะไปเที่ยวไหน” องค์หญิงไพลินถามขึ้นขณะพวกเขาอยู่บนรถม้า ไลล่าและผู้คุ้มกันนั้นได้แยกตัวกลับไปหลังจากการเจรจาเสร็จสิ้น ส่วนองค์หญิงไพลินอาสาพานิทานกลับไปส่งที่สำนักงานของหน่วยพิทักษ์เมือง เธอเดินทางมาด้วยรถม้าอันแสนหรูหราประจำตัวของเธอจึงไม่มีปัญหาใด ๆ หากจะมีคนติดเพิ่มไปด้วย

             

            “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ไปเที่ยว ไปเปิดประสบการณ์ต่างหากเล่า” นิทานโวย แต่เสียงของเขานั้นเบาจนราวกับจะหลับอยู่รอมร่อ เวลานี้เขานั่งเอนหลังตัวไหลไปกับเบาะนุ่ม ๆ ของรถม้า แม้จะมีอริยะแปลงเพลิงอยู่ด้วยแต่ดูเหมือนนิทานจะเหนื่อยเกินกว่าจะวางตัวดี ๆ แล้ว ยังไงในรถม้านี้ก็มีแค่พวกเขา

             

            อริยะแปลงเพลิงก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะองค์หญิงไพลินก็ไม่ต่างกันนัก เธอถอดเสื้อนอกอันแสนอึดอัดออก นั่งเอาพัดมาพัดพั่บ ๆ แก้ร้อนพลางดื่มน้ำอย่างกระหาย การเจรจาก่อนหน้านี้ดูจะสูบพลังงานของเธอไปมากทีเดียว

             

            องค์หญิงไพลินได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะน้อย ๆ มือหนึ่งพัดให้ตน อีกมือหนึ่งหวีขนให้คีตาที่เวลานี้ดันไปนั่งข้างเธอแทนเจ้าของอย่างนิทานเสียอย่างนั้น

             

            “คิดว่าจะไปเมืองทางตอนใต้ที่ติดทะเลน่ะ คิดว่าน่าจะเป็นเมืองท่าข้างสมุทรนะ” นิทานตอบ

             

            องค์หญิงไพลินพยักหน้าน้อย ๆ เธอจดบันทึกจุดหมายของนิทานไว้ในหัว คิดว่าจะลอบส่งคนของเธอไปเฝ้าดูอีกทางดีหรือไม่

             

            “ฉันว่าจะปลอมตัวไปนั่นแหละ ยังพอเหลือเงินอีกนิดหน่อย เลยจะไปหาซื้อยันต์แปลงกายก่อน” นิทานเดาความคิดของเพื่อนของเขาออกอย่างรวดเร็วจึงรีบตอบดักเอาไว้

             

            องค์หญิงไพลินพยักหน้าน้อย ๆ แม้เธอจะพยักหน้ารับ แต่ก็ยังคงแอบคิดวิธีการันตีความปลอดภัยของเขาโดยที่เขาไม่รู้อยู่ดี อริยะแปลงเพลิงกลับเป็นคนที่เข้าใจหลานสาวของตนดีที่สุด เธอมององค์หญิงไพลินด้วยหางตาแล้วจึงทักนิทานขึ้น

             

            “ตราประจำตัวของข้าทำให้ข้ารับรู้ได้ทั่วทั้งอาณาจักรไฟกัลป์ ข้าต้องการเวลาเพียง 3นาทีเพื่อไปจนถึงจุดใดก็ตามที่ตราแจ้งเตือน” อริยะแปลงเพลิงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

             

            นิทานได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ สิ่งที่อริยะแปลงเพลิงต้องการจะสื่อก็คือตราบใดที่ศัตรูของเขาไม่แข็งแกร่งจนถึงระดับผู้แสวงวิถี หากเขาสามารถเอาชีวิตรอดได้เกิน 3นาที ความช่วยเหลือจากเธอจะไปถึง

             

            องค์หญิงไพลินนึกเล็กน้อย แล้วจึงถอนปิ่นชิ้นหนึ่งบนหัวของเธอยื่นให้เขา ปิ่นนั้นเป็นสีขาวนวลทั่วทั้งชิ้น ปลายปิ่นมีลวดลายของวิหคตัวหนึ่งที่โผบินสู่ฟากฟ้า กางปีกปกป้องปิ่นไว้

             

            “เอ้า” องค์หญิงพูดสั้น ๆ แล้วจึงโยนปิ่นนั้นไปทางเขา

             

            นิทานใจตกวูบเมื่อเห็นสมบัติระดับอริยะขั้นกลางที่องค์หญิงไพลินซื้อมาจากงานประมูลวันนี้ด้วยเงินกว่า 25ล้านไกอาถูกโยนมาทางเขาอย่างลวก ๆ เช่นนี้

             

            นิทานรีบเอื้อมตัวไปคว้าหมับ หัวใจเต้นเร็วแรงเมื่อเขานึกภาพของสมบัติระดับนี้ตกแตกเสียหาย แม้มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นก็ตามแต่เขาก็อดหายใจไม่ทั่วท้องไม่ได้อยู่ดี

             

            ปิ่นวิหคสวรรค์มีความสามารถในการสร้างม่านพลังเพื่อปกป้องผู้ใช้ เนื่องด้วยมันเป็นวัตถุเสริมอาคมระดับอริยะขั้นกลางจึงมีเพียงอริยะที่เป็นเอกด้านการโจมตีเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงตัวเขาได้หากเขาใช้งานมัน เป็นการประสานเข้าคู่กับตราของอริยะแปลงเพลิงอันดีเยี่ยม

             

            หากเขาเปิดใช้ม่านพลัง แทบจะการันตีได้เลยว่าเขาจะอยู่รอดได้เกิน 3นาทีระหว่างรอความช่วยเหลือไปถึง

             

            เขากำลังจะยื่นปิ่นวิหคสวรรค์คืนให้องค์หญิงไพลินพร้อมกล่าวปฏิเสธหากเธอกลับไวยิ่งกว่า

             

            “ให้ยืมค่ะ ถ้าคุณเพื่อนตายโหงไปก่อนจะขึ้นเป็นนักสลักเราได้โดนคุณตาอารากะกินหัวสิคะ” องค์หญิงไพลินกล่าวขัดพลางเอนหลัง หวีขนของคีตาต่ออย่างสบายใจ ไม่แยแสท่าทีและสีหน้าปูเลี่ยนๆ ของนิทานแม้แต่น้อย

             

            นิทานกำลังจะพูดเถียงหากองค์หญิงไพลินกลับไม่เปิดโอกาสเขาแม้แต่น้อย

             

            “หรือคุณเพื่อนคิดว่าคุณเพื่อนจะทำสมบัติเราหายในเวลาแค่ไม่กี่อาทิตย์คะ ต้องมาเอาคืนด้วยนะ ไม่งั้นนายเตรียมไม่ได้รับเงินเดือนอีกไปตลอดชีวิตได้เลย” เธอฉีกยิ้มกว้าง ตอกย้ำไม่ให้เขาได้พูดอะไรแม้แต่น้อย

             

            “หวังว่าจะไม่มีดอกเบี้ยนะ” นิทานส่ายหัวยอมแพ้ เขาเสียบปิ่นไว้ด้านในผมเพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตา

             

            “รีบขึ้นเป็นนักสลักไว ๆ ก็พอ ตอนไปเจรจากับคุณตาอารากะลากเราไปด้วยได้นะ เดียวเราช่วยไถคุณตาเพิ่มอีก” องค์หญิงไพลินฉีกยิ้ม

             

            “เธอเนี่ยน้า ขอบคุณมาก” นิทานหัวเราะร่วน เพื่อนของเขาไม่มีมาดขององค์หญิงเลยแม้แต่น้อยจริง ๆ

             

            เพียงไม่นานรถม้าก็เดินทางมาถึงสำนักงานหน่วยพิทักษ์เมือง การประมูลนั้นกินเวลาหลายชั่วโมงมาก ยังไม่รวมการเจรจากับอารากะหลังจากนั้นอีก ขณะนี้จึงดึกมากแล้ว หน่วยพิทักษ์เมืองเหลือเพียงทหารยามที่ประจำการอยู่หน้าประตูเท่านั้น ตัวตึกทั้งหมดมืดมิดและเงียบสงัด นิทานกล่าวขอบคุณรวมถึงร่ำลาแล้วจึงลงจากรถม้า เขายังไม่รีบเดินเข้าสำนักงานหากรอดูจนรถม้าจากไปลับสายตาแล้วจึงหันกลับเข้าสำนักงาน

             

            นิทานและคีตาตั้งใจจะกลับหอพักของหน่วยพิทักษ์เมืองเลยแล้วจึงหาเวลาไปใช้วันหยุดกับผู้พันลาลันตาในวันพรุ่งนี้ ศิลาส่งผ่านของเขากลับส่องสว่างขึ้นก่อน

             

            เมื่อเขาตอบรับ เสียงของผู้พันลาลันตาจึงดังออกมา

             

            “งานประมูลเป็นไง สนุกมั้ย ฉันรู้นะว่านายยังไม่นอนง่าย ๆ มาหาฉันที่ห้องทำงานหน่อย” ผู้พันลาลันตาพูดขึ้นสบาย ๆ ไม่มีท่าทีง่วงนอนแม้แต่น้อยแม้ว่าเวลานี้จะดึกมากแล้ว แม้แต่น้ำเสียงและการเรียกยังดูกระฉับกระเฉงคล้ายกับนี่เป็นเพียงเวลางานปกติ

             

            คีตาได้ยินเช่นนั้นก็หูตกอย่างเซ็ง ๆ หากก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก

             

            เรียกอะไรดึกขนาดนี้เนี่ย ไม่หลับไม่นอนหรือไง นิทานบ่นอุบอิบ

             

            เขายักไหล่ ในเมื่อเขายังไม่รีบนอนจริง ๆ แถมรีบไปคุยวันหยุดตั้งแต่วันนี้ก็สะดวกดีนิทานจึงเดินอาด ๆ เข้าทางประตูหลัง อ้อมไปห้องทำงานของผู้พันลาลันตา

             

            เขาเคาะประตูสามครั้ง เมื่อได้ยินเสียงตอบรับจึงเปิดประตูเข้าไป ผู้พันลาลันตาวันนี้เธอนั่งบนเก้าอี้อย่างปกติชน มิได้ใช้เก้าอี้วางของแล้วนั่งไขว่ห้างบนโต๊ะอย่างที่ทำเป็นประจำ

             

            ผมเผ้าสีดำของเธอค่อนข้างยุ่งเหยิงกว่าปกติ ผมหางม้าของเธอหลุดลุ่ยในหลาย ๆ จุด ขอบตาของเธอปรากฏรอยคล้ำเล็กน้อย ในมือของเธอยังคงถือเอกสาร ทางด้านข้างมีกองเอกสารมหึมาอีกกองหนึ่งวางตั้งไว้

             

            “ยุ่งอยู่เหรอครับ” นิทานถามขึ้น ส่วนคีตาก็รู้งานของมันดี มันเดินไปนั่งข้างผู้พันลาลันตาที่เหนื่อยล้า เอียงตัวพิงเธอหวังช่วยปลอบโยนความเหนื่อยล้าได้บ้าง

             

            “นิดหน่อยน่ะ ยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้งก็มีแต่เรื่องตลอดเลย แต่ละฝั่งก็เริ่มเคลื่อนไหวกันถี่ ๆ แล้วล่ะนะ” ผู้พันลาลันตาตอบ เธอเอียงคอไปอิงขนนุ่ม ๆ ของคีตา สีหน้าอ่อนโยนเต็มไปด้วยความสุข

             

            พอได้ยินเช่นนั้นนิทานก็พลันสะอึกเล็กน้อย ในเมื่อเธอยุ่งแบบนี้เขาจึงรู้สึกผิดน้อย ๆ หากจะทวงสัญญาแล้วใช้วันหยุดของเขา

             

            “นายอยากจะใช้วันหยุดเพื่อออกไปหาประสบการณ์ใช่มั้ยล่ะ ฉันอนุมัติ” ผู้พันลาลันตาพูดขึ้น

             

            นิทานเอียงคอมองอย่างฉงน หากผู้พันลาลันตากลับหัวเราะน้อย ๆ

             

            “องค์หญิงบอกมาน่ะ ไม่ต้องห่วง ไปตามสบายเลย” ผู้พันลาลันตาวางเอกสารลงแล้วจึงหยิบกระดาษใบหนึ่งมาเซ็นชื่อแล้วส่งให้นิทาน

             

            เมื่อเขารับมาอ่านจึงได้ทราบว่ามันคือคำอนุมัติ หากที่แปลกไปคือในเอกสารนี้กลับระบุไว้ถึง 2สัปดาห์แทนที่จะเป็น 1สัปดาห์

             

            “ที่ตกลงไว้มีแค่ 1สัปดาห์นี่ครับ” นิทานถามขึ้น ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีใจแต่หากเขาหยุดนานไปเขากลัวว่าคนอื่นในหน่วยจะทำงานหนักและลำบากขึ้น

             

            “ที่เพิ่มขึ้นมาคือรางวัลจากภารกิจราชวงศ์ ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้เลือกที่รักหรอก คนอื่นในหน่วยสามก็ได้เหมือนกัน นู่น ไอ้นภามันเริ่มใช้วันหยุดตั้งแต่พรุ่งนี้แล้ว” ผู้พันลาลันตาอธิบาย

             

            “อย่างงี้เจ้าหน้าที่จะพอเหรอครับ ผู้พันบอกว่ายุ่งนี่นา” นิทานเป็นห่วง

             

            “อันนั้นเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องจัดการ ไม่ใช่สิ่งที่นายต้องกังวล พวกนายได้รางวัลจากการทำงานหนัก ส่วนด้านหลังน่ะหน้าที่ฉัน” ผู้พันลาลันตาปัดมือไปมา

             

            “ขอบคุณนะครับ แล้วเรื่องที่อยากคุยล่ะครับ” นิทานถามขึ้น จะอย่างไรผู้พันลาลันตาก็เป็นคนเรียกเขามา

             

            “ฉันก็ถามไปแล้วไง งานประมูลเป็นไงบ้าง เห็นโดนองค์หญิงไพลินลากไปมาไปทั่วเลยนี่ เล่าให้ฟังบ้างสิ” ผู้พันลาลันตายิ้มบาง เธอลุกเดินจากโต๊ะไปยังตู้ด้านข้าง บรรจงชงชาและหยิบขนมมานั่งกินพลางยื่นถ้วยชาให้

             

            นิทานรับถ้วยชามางง ๆ หากก็ไม่คิดมาก เขานั่งลงแล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องวุ่น ๆ ในวันนี้

             

            “ผมซื้อวัตถุสลักคำดี ๆ มาด้วยล่ะครับ เหมาะกับผมมาก ๆ เลย ผมว่าผมน่าจะเก่งขึ้นเยอะเลย…” นิทานยิ้มแล้วเริ่มเล่า

             

            “เหรอ แพงมั้ยน่ะ” ผู้พันลาลันตาจิบชา นั่งฟังด้วยรอยยิ้ม

             

            “ไพลินซื้อของขวัญให้คีตาด้วยนะครับ เป็นสมบัติที่อาจจะปลุกพลังทางสายเลือดของคีตาได้…” นิทานพูดจ้อ เขามีหลายเรื่องเลยที่อยากเล่าให้ผู้ใหญ่คนนี้ฟัง

             

            “องค์หญิงนี่ใจดีจริง ๆ นะ” ผู้พันพยักหน้ารับ

             

            “ท้ายงานมีเปิดตัวสมบัติระดับผู้แสวงวิถีด้วยล่ะครับ เป็นสายป้องกัน อริยะในงานรุมโจมตีกันใหญ่เลย ผมตาค้างไปกับพลังแต่ละคนเลยล่ะครับ..”

             

            “อืม อริยะน่ะ คนละระดับกับนักสลักเลยล่ะนะ” ผู้พันยิ้มบาง

             

            “จบงานแล้วผมโดนไพลินลากตัวไปคุยธุรกิจกับตัวแทนของกลุ่มการค้าอิสึกะด้วยครับ เขี้ยวกันมากเลยล่ะ แต่ก็จบได้ด้วยดี..” นิทานเล่าเหตุการณ์อย่างออกรสออกชาติ เขานึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วจึงเล่าอย่างละเอียด

             

            ผู้พันลาลันตาฟังนิทานเล่าเรื่องต่าง ๆ ด้วยรอยยิ้ม นิทานที่กำลังเพลินก็พลอยเล่าอย่างสนุกปาก เขามีหลายเรื่องจริง ๆ ที่อยากเล่าให้ผู้พันฟัง ยังไม่นับรวมเรื่องที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์อีก

             

            ผู้พันลาลันตาเพียงตอบคำ หากเธอก็ตั้งใจฟังเขาเล่าทุกประโยค มองเด็กชายตรงหน้าที่เล่าวีรกรรมของตนอย่างตื่นเต้นราวกับกำลังมองบุตรหลานของตนเอง เธอยิ้มน้อย ๆ ลูบคีตาทางด้านข้าง จิบชา พิงหลัง

             

            ความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานค่อย ๆ ละลายหายไปท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นที่เธอไม่ได้สัมผัสมานาน เธอหันไปมองรูปภาพบนโต๊ะ รูปเธอวัยสาวกำลังกอดกับสตรีคนหนึ่ง ตรงกลางมีเด็กชายตัวน้อยกำลังฉีกยิ้มแป้น

             

            เธอมองนิทานแล้วจึงนึกถึงลูกชายของเธอเอง หากเธอก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงรับฟังเรื่องราวของนิทานต่อไป ดวงจันทร์เคลื่อนคล้อย แสงจันทร์ส่องเข้ามาในห้องทำงานของเธอ หากคนนอกเดินผ่านมาเขาคงสังเกตเห็นห้องเพียงห้องเดียวที่กำลังเปิดไฟอยู่

             

            ภายในนั้นคือภาพอันแสนธรรมดา ชายหนุ่มคนหนึ่งเล่าเรื่อง สตรีวัยกลางคนนั่งฟังด้วยรอยยิ้ม เจ้าสุนัขตัวโตหาวปากกว้าง เป็นภาพธรรมดา ๆ อันแสนอบอุ่นที่เพียงมองก็ชวนให้อมยิ้ม

             

            ผู้พันลาลันตาหันมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอระบายรอยยิ้มอย่างมีความสุข ได้แต่หวังว่าคนตรงหน้านี้จะมีชีวิตที่สวยงามกว่าเธอ ชีวิตที่ไม่ต้องเปรอะเปื้อนคาวเลือดและฝุ่นควันแห่งสงคราม 

             

            ในฐานะอริยะผู้มีทั้งพลัง ฐานะ ตำแหน่ง และทรัพย์สิน อริยะผู้อยู่บนจุดสูงลิบในห่วงโซ่อาหาร อริยะผู้มีคนเพียงไม่กี่หยิบมือที่สามารถต่อต้าน

             

            เพียงเธอเอ่ยไม่กี่คำ สมบัติทรัพย์สิน ทรัพยากร บุคคล ไม่ว่าสิ่งใดที่เธอต้องการก็ดูจะง่ายไปหมด แม้ภาระในฐานะผู้พันจะมาก แต่ผลตอบแทนและอำนาจที่เธอมีก็มากพอ ๆ กัน

             

            แม้กระนั้น สำหรับผู้พันผู้อยู่ยอดสุดผู้นี้ ความสุขที่เธอชอบกลับหาได้ง่าย ๆ จากอะไรธรรมดา ๆ เช่นการนั่งฟังคนที่เธอห่วงใยดั่งลูกชายเล่าเรื่องในแต่ละวัน จิบชาสบาย ๆ กับขนมอร่อย ๆ

             

            เธอพลันนึกไปว่าหากเวลานี้มีดนตรีสบาย ๆ เล่นสักหน่อย มันคงจะดีไม่น้อยเลย เมื่อเธอคิดได้เช่นนั้น คีตาที่หาวปากกว้างทางด้านข้างเมื่อครู่พลันส่งเสียงกรนแผ่วเบาออกมาอย่างพอดิบพอดี

             

            เสียงกรนเบา ๆ และเสียงหายใจเป็นจังหวะของมันกลับสอดประสานลงตัวกับนิทานที่เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อผู้พันลาลันตาสังเกตเห็นเรื่องนั้นเธอก็อดหัวเราะน้อย ๆ ไม่ได้

             

            ‘เรื่องราวสนุก ๆ และดนตรีเพราะ ๆ สมการแห่งความสุขสินะ’ ผู้พันลาลันตาเอนหลังลง ตั้งใจฟังเด็กชายตรงหน้าเล่าให้ฟังว่าอริยะแปลงเพลิงน่ากลัวแต่ก็ใจดีแค่ไหนด้วยใบหน้าอ่อนโยน