ในตอนสายของวันรุ่งขึ้นรองแม่ทัพอู๋มากราบทูลแม่ทัพใหญ่ว่าองค์ชายหยาซ่างขอเข้าเฝ้า หยางเสียจึงจัดเตรียมสุธารสชาไว้คอยถวายในส่วนรับรองของกระโจมองค์รัชทายาทแคว้นเสี้ยนนั้นน่าจะทรงมีพระชนมายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางความสูงของพระวรกายนั้นมากกว่านางเพียงหนึ่งคืบเห็นจะได้ แม้พระเนตรคู่นั้นแลดูเศร้าสร้อยและอ่อนล้าแต่หยางเสียยังคงรู้สึกได้ถึงอำนาจบารมีที่แฝงอยู่ในท่าทีขององค์ชายผู้สืบราชสกุลเล่อเมื่อถวายพระสุธารสชาแล้วหญิงสาวจึงได้ถอยตัวออกมาอยู่ห่างๆให้ท่านแม่ทัพพอเรียกหาได้สะดวก
องค์ชายฝานจิ้งมีพระดำริจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆเป็นการต้อนรับทั้งสองพระองค์ งานคงจะมีขึ้นหลังจากองค์หญิงผิงอ้ายทรงหายจากประชวรแล้วจากนั้นก็ทรงปรารภถึงการศึกระหว่างแคว้นลู่เหลียงและแคว้นเสี้ยนแววพระเนตรขององค์รัชทายาทผู้เยาว์ด้วยวัยและประสบการณ์ก็หม่นลงอีกครั้ง
“ไม่มีแล้วซึ่งแคว้นเสี้ยนที่เป็นไทรัชทายาทอย่างกระหม่อมไม่สามารถกระทำสิ่งใดเพื่อรักษาชีวิตของประชาชนและแผ่นดินมาตุภูมิได้เลยกระหม่อมไม่คู่ควรกับราชทินนามที่เสด็จพ่อพระราชทานด้วยซ้ำ”
พระสุรเสียงขององค์ชายต่างแคว้นสั่นเครือด้วยความเจ็บปวด
“ไม่สามารถเป็นไทได้ในตอนนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสูญเสียความเป็นไทตลอดไปมิใช่หรือแม้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ในวันข้างหน้าได้แต่สิ่งที่เราเริ่มต้นทำในวันนี้ย่อมส่งผลถึงอนาคตแน่นอนขึ้นอยู่กับองค์ชายเท่านั้นว่าทรงปรารถนาให้แคว้นเสี้ยนกลับมาหยัดยืนอีกครั้งหรือไม่” องค์ชายฝานจิ้งทรงทราบดีว่าองค์ชายหยาซ่างกำลังเสียพระทัยจากการสูญเสียครอบครัวและบ้านเกิดเมืองนอนแต่หากพระองค์ทรงปล่อยอีกฝ่ายให้จมกับความเศร้าโศกความรู้สึกผิดและความรู้สึกว่าพระองค์ไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้นำของแคว้นเสี้ยนไปเรื่อยๆแล้ว ผลเสียก็จะตกอยู่กับองค์ชายและประชาชนของพระองค์เอง ท้ายที่สุดก็จะต้องทรงรับความเจ็บปวดนั้นแต่เพียงลำพัง
เมื่อองค์ชายหยาซ่างทรงฟังพระดำรัสของจอมทัพแห่งต้าฉางแล้วก็ทรงนิ่งไปชั่วครู่ก่อนตรัสตอบไปว่า “การได้เห็นดินแดนมาตุภูมิเป็นเอกราชนั้นเป็นสิ่งที่กระหม่อมปรารถนาเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ต้องระเห็จออกจากแผ่นดินเสี้ยนมา ไม่เคยมีวันใดที่จะไม่คิดถึงบ้านเมืองและการกอบกู้เอกราชและศักดิ์ศรีคืนกระหม่อมรู้ดีแก่ใจว่าเวลานี้ทุกคนล้วนประสบความยากลำบากด้วยกันทั้งสิ้นมิเพียงแคว้นเสี้ยนที่ต้องสูญเสียอำนาจการปกครอง แคว้นอื่นก็ถูกตีแตกเช่นกันประกอบกับกระหม่อมเองยังขาดประสบการณ์และความชำนาญในการรบทั้งยังสูญเสียทหารฝีมือดีไปมากหากเร่งทำศึกในเวลานี้ก็คงเหมือนกับฆ่าตัวตาย”
“ข้าแน่ใจนักว่าต้องมีชาวเสี้ยนที่ยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์และรอวันที่พระองค์จะนำพาพวกเขาต่อสู้เพื่อกอบกู้แผ่นดินคืนมา”องค์ชายฝานจิ้งตรัสให้กำลังใจ
องค์ชายหยาซ่างทรงค้อมพระเศียรรับ “กระหม่อมก็หวังเช่นนั้นการศึกเป็นเรื่องใหญ่ คงต้องใช้เวลาเตรียมตัวพอสมควร เวลานี้น้องหญิงก็สุขภาพร่างกายอ่อนแอนักในยามยากเช่นนี้ กระหม่อมไม่เห็นหนทางใดอีกนอกจากหันมาขอพึ่งพระบารมีของพระองค์แม้จะยังไม่สามารถตอบแทนน้ำพระทัยได้ในเร็ววันแต่กระหม่อมและชาวเสี้ยนทุกคนจะจดจำไปจนชั่วลูกชั่วหลานว่าองค์ชายแห่งต้าฉางได้เคยมีพระเมตตาประทานความช่วยเหลือแก่พวกเราในวันซึ่งอับจนที่สุดจากนี้ไปเราชาวเสี้ยนขอถวายความภักดีและถวายการรับใช้ให้กับพระองค์เยี่ยงชาวต้าฉาง”
รัชทายาทแคว้นเสี้ยงทรงเอ่ยคำสัตย์ปฏิญาณออกมาจากพระทัยองค์ชายฝานจิ้งตรัสไว้ถูกต้องแล้วว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้อนาคตแม้ต้องล้มลุกคลุกคลานในวันนี้ แต่ก็ยังพอเห็นหนทางที่จะนำไปสู่จุดหมายได้ในที่สุดในวันนี้องค์ชายฝานจิ้งทรงเป็นเหมือนแสงเทียนนำทางให้พระองค์ในความมืดมิดทั้งๆที่จะทรงปฏิเสธคำขอของพระองค์เพื่อเลี่ยงสงครามกับลู่เหลียงก็ได้พระองค์จะทรงตอบแทนน้ำพระทัยนี้ด้วยการตามถวายการรับใช้จนถึงที่สุดและจะไม่มีวันคิดคดทรยศกับแผ่นดินต้าฉางเป็นอันขาด
เมื่อองค์ชายหยาซ่างทรงพระดำริดังนั้นแล้วก็ทรงยอบพระวรกายลงหมายจะทำความเคารพองค์ชายฝานจิ้งทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ทรงปราดเข้าประคองขึ้นทันที แม้อีกฝ่ายทรงพระเยาว์กว่าแต่ก็เป็นถึงองค์รัชทายาทของแคว้นและไม่ใช่เชลยศึกของต้าฉางไม่มีความจำเป็นที่องค์ชายจะทรงแสดงความเคารพต่อพระองค์ถึงเพียงนี้
“ไยต้องลดพระองค์ลงถึงเพียงนี้” แม่ทัพใหญ่ด่านเจิ้งถงทรงทราบดีว่าในยามสงครามนั้นความลับทางการทหารนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากและจะรั่วไหลไม่ได้การให้คนนอกเข้ามาในค่ายก็เท่ากับเสี่ยงไปแล้วครึ่งหนึ่งยามนี้ทุกดินแดนต่างระส่ำระสาย มิตรอาจผันเป็นศัตรูได้เพียงชั่วข้ามคืนผลประโยชน์และอำนาจไม่เข้าใครออกใคร แต่ทรงยอมเสี่ยงวางเดิมพันครั้งนี้เพราะแม้องค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์นักแต่ก็มีพระทัยเด็ดเดี่ยวทรงปรารถนาจะกอบกู้บ้านเมือง นั่นมีความหมายเท่ากับว่าชาวเสี้ยนและชาวต้าฉางมีศัตรูร่วมกันแล้วหากวันใดลู่เหลียงยกทัพมา ชาวเสี้ยนคงช่วยเหลือต้าฉางทำสงครามด้วยเช่นกันเพราะยามนี้จำต้องรอโอกาสจึงยอมเป็นไผ่ลู่ลม ทำตนเป็นไม้น้อยอิงไม้ใหญ่ไปก่อน คงต้องสังเกตการณ์ต่อไปหากไม้อ่อนดังเช่นรัชทายาทแคว้นเสี้ยนผู้นี้กลายเป็นไม้แข็งทิ่มแทงต้าฉางขึ้นมาในวันใดจะทรงหักไม้นี้ด้วยพระองค์เอง!
“แม้กระหม่อมถือกำเนิดจากเสี้ยนแต่วันนี้อยู่ได้ด้วยต้าฉางแม้นวันหน้าหากต้องพลีชีพเพื่อต้าฉางกระหม่อมก็ไม่เสียดายพ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายหยาซ่างถวายสัตย์ด้วยพระสุรเสียงหนักแน่น องค์ชายฝานจิ้งไม่ได้ทรงเอ่ยวาจาใดตอบเพียงแค่ตบพระหัตถ์ลงบนพระอังสาของอีกฝ่ายพร้อมแย้มพระโอษฐ์แสดงความขอบคุณ
ห้วงดำริแห่งแม่ทัพใหญ่แคว้นต้าฉางใคร่ครวญหมายอย่าให้หนนี้พระองค์ทรงมองคนผิดเลย...