“อ่อนหัด”
หลังจากโจมตีฉีเฮ่าก็พูดอย่างเยือกเย็น ท่วงท่าของเขายังคงสง่างามและเป็นอิสระ เมื่อย่ำลงไปเขาก็พาตัวเข้ามาอยู่เบื้องหน้าเย่เฉิน ฝ่ามือทั้งสองข้างมีพลังปราณวนเวียนอยู่และเมื่อมันมาบรรจบกันก็กลายเป็นรอยพิมพ์ฝ่ามือห้าดารา
ฮึบ!
เย่เฉินเคลื่อนตัวขยับกระบี่เทียนเชวียทันที
เมื่อฉีเฮ่าเห็นดังนี้เขาจึงเอนตัวไปด้านข้างเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้ากระบี่ยักษ์และรอยพิมพ์ฝ่ามือห้าดาราก็มุ่งตรงไปเพื่อตบลงบนหน้าอกของเย่เฉินจนแทบจะกระทบกับเย่เฉิน
“เจ้ากำลังดูแคลนความสามารถในการต่อสู้ที่แท้จริงของข้าใช่ไหม?” เย่เฉินพูดอย่างเย็นชา ในตอนที่รอยพิมพ์ฝ่ามือห้าดาราได้กระทบลงบนตัวเขาเขาก็ลอยถอยไปอย่างรวดเร็ว
“ช้าเกินไปแล้ว”ฉีเฮ่าพุ่งเข้าไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูงสุด
“ช้าไปอย่างนั้นหรืออย่างนั้นก็เร็วขึ้นอีกหน่อย” เย่เฉินยิ้มอย่างสบายใจ เขาถอยหลังไปอย่างรวดเร็วเหวี่ยงกระบี่เทียนเชวียออกไปทางฉีเฮ่า แล้วก็อาศัยจังหวะนี้เตะเท้าลงไปร่างที่กำลังถอยหลัง ก็พุ่งไปข้างหน้าในทันที
เปรี้ยง!
ฉีเฮ่าฟาดฝ่ามือเข้าไปยังกระบี่เทียนเชวียที่กำลังจะเข้ามาถึงตัวหลังจากเหวี่ยงกระบี่เทียนเชวียออกไป เย่เฉินก็จู่โจมเข้าไปในทันที
ฝ่ามืออสุนีบาต!
หลังจากเสียงสะเทือนของอสุนีบาตเย่เฉินจึงฟาดฝ่ามืออสุนีบาตลงไปทันที
ร่างกายของฉีเฮ่าหยุดนิ่งและเขาก็โต้กลับทันที
ตูม!
ฝ่ามือที่น่ากลัวทั้งสองปะทะกันกลางอากาศอย่างกะทันหันส่งเสียงดังกึกก้อง ฉีเฮ่าดูเหมือนจะมีพลังไม่เพียงพอเขาซึ่งมีระดับขั้นการฝึกตนในขั้นพลังธาตุแต่กลับถูกแรงฝ่ามือของเย่เฉินสะท้อนจนถอยหลังไปครึ่งก้าว
“การต้านทานเบื้องหน้าไม่นึกเลยว่าฉีเฮ่าจะร่วงลงไปแล้ว” เสียงของความโกลาหลเกิดขึ้นที่ด้านล่าง
“เจ้าจะไปรู้อะไรก่อนหน้านี้ฉีเฮ่าเคยเอาชนะกระบี่จวี้เชวียมาก่อนแค่ตอนนี้เขายังไม่ทันได้รวบรวมพลังปราณด้วยความเร็วที่เพียงพอจึงทำให้พลังปราณไม่เพียงพอ เขาจึงสูญเสียความเคลื่อนไหวไปครึ่งหนึ่ง”
“แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้แต่เย่เฉินคนนี้ก็ไม่ธรรมดาเลย!”
“ข้าประเมินเจ้าต่ำเกินไปแล้ว”ฉีเฮ่าที่ถูกฟาดจนถอยหลังไปครึ่งก้าว กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่ขี้เล่นแต่เขากลับไม่ได้สูญเสียการทรงตัวแค่เพียงรำคาญใจเท่านั้นเพราะการอุ่นร่างกายเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
“ประเมินข้าต่ำไปเจ้าก็จะต้องพ่ายแพ้อย่างน่าสมเพช”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะรับมือกับเคล็ดวิชานี้ได้หรือไม่”ฉีเฮ่ามีดวงตาที่เยือกเย็น หยิกมือเข้าทำท่าทางทันที ความปรวนแปรเหนือศีรษะของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีรัศมีของกระบี่ที่วิเศษก็ปรากฏออกมา เสียงหวีดร้องดังสะท้านเกิดการเคลื่อนไหวไปมาอย่างนับไม่ถ้วน
“กระบี่พิรุณนภา”เสียงของฉีเฮ่าดังตามขึ้นมา เขาโบกมือ แสงรัศมีของกระบี่ก็โปรยปรายไปทั่วท้องฟ้ามองแล้วดูงดงามไม่ธรรมดา
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็ได้เคลื่อนตัว เขาดึงกระบี่เทียนเชวียที่ปักอยู่บนลานออกมาจากนั้นก็เติมพลังปราณเข้าไป
ฮึบ!
กระบี่เทียนเชวียนั้นหนักและใหญ่มากเมื่อเย่เฉินยกมันขึ้น จับมันชี้ไปบนท้องฟ้าจากนั้นก็ขยับเหวี่ยงไปมาอย่างบ้าคลั่ง และใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางกลายร่างเป็นกระแสพลังปราณวนเวียนขนาดใหญ่กระบี่พิรุณนภาที่ตกลงมาจากท้องฟ้าราวกับสายฝนตอนนี้ก็ล้วนถูกพลังปราณที่วนเวียนอยู่บดขยี้อย่างรุนแรง
เมื่อกระบี่พิรุณนภาถูกทำลายฉีเฮ่าก็ยังไม่รู้สึกหงุดหงิด แต่มุมปากกลับเปลี่ยนเป็นการเย้ยหยัน
เมื่อเห็นดังนั้นในใจของเย่เฉินก็ตกตะลึงเล็กน้อยตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงอากาศเย็นดุจน้ำแข็งพลุ่งพล่านมาจากพื้นดิน
“วิชามังกรดิน”ฉีเฮ่าประสานมือเข้าด้วยกัน ด้วยท่าทางที่ดุดันและเกรี้ยวกราด
โฮก!
ทันใดนั้นเสียงคำรามของมังกรก็ดังขึ้นมาจากเบื้องลึกใต้เท้าของเย่เฉิน
ในช่วงเวลาต่อมาพลังของมังกรเจียวหลงได้พุ่งทะลุพื้นขึ้นมา ส่งเสียงคำรามมุ่งเข้าหาเย่เฉิน
“ช่างเป็นวิชาลับที่ลึกลับจริงๆ”ด้านหน้ามีกระบี่พิรุณนภา ด้านหลังเป็นวิชามังกรดินทำให้ผู้ชมด้านล่างต่างตื่นตะลึง
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นมังกรหรือจะเป็นหนอนข้าก็จะทำให้หงายท้องให้หมด”
บนลานประลองเสียงอันเยือกเย็นของเย่เฉินดังขึ้นมา เขากำหมัดไว้แน่น เลือดในร่างกายหมุนเวียนอย่างรวดเร็วพลังลมปราณกลายเป็นคลื่นซัดสาดเข้าหากันอย่างบ้าคลั่งจากนั้นจึงส่งพลังรวมไว้ที่ปลายหมัดซัดเข้าใส่มังกรเจียวหลงอย่างรุนแรง
ด้วยหมัดอันทรงพลังมังกรเจียวหลงจึงกระเด็นออกไปในทันที ทำให้ผู้ชมด้านล่างต่างตกตะลึง
“นึกไม่ถึงว่าเย่เฉินจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้”
“สงสัยว่าจะประเมินเขาต่ำไปแล้วจริงๆ”
“เจ้าเด็กดีไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าจะมีพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งโดดเด่นถึงเพียงนี้”เจ้าหมีสองที่อยู่ด้านล่าง เมื่อเห็นว่าเย่เฉินใช้หมัดจัดการกับมังกรเจียวหลงเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
พลังของมังกรเจียวหลงทำให้ฉีเฮ่าถึงกับสีหน้าเย็นลง และกดนิ้วของเขาทำท่ามุทราอีกครั้งในทันที
“เจ้านึกว่าข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกหรือ”เสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นมาจากจุดที่ไกลออกไป และมันก็เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วเย่เฉินได้พุ่งทะยานเข้ามาราวกับราชสีห์จากนั้นจึงฟาดฝ่ามืออสุนีบาตออกไปกลางอากาศ เพื่อขัดขวางการรวมพลังเคล็ดวิชาของฉีเฮ่า
การปลุกเคล็ดวิชาถูกขัดจังหวะฉีเฮ่ามีสีหน้าเคร่งเครียด รีบถอยหลังไปทันที
เย่เฉินไล่ตามเขาเข้าไปเขาได้ทิ้งกระบี่เทียนเชวียเอาไว้ ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่ต้องแบกรับน้ำหนักร่างจึงเบา และสง่างาม ด้านหลังมีเงาติดตาปรากฏอยู่
“รวดเร็วมาก”ไม่เพียงแต่ผู้ชมที่ด้านล่างเท่านั้น แม้แต่ฉีเฮ่าเองก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ฝ่ามืออสุนีบาต!
เย่เฉินก้าวไปหนึ่งก้าวกระแทกแผ่นหินสีครามชิ้นหนึ่งบนลานประลองจนแตกจากนั้นก็ลงมือต่ออย่างแข็งแกร่ง
ด้วยฝ่ามือนี้เขาใช้พลังออกไปมากถึงหกส่วน
ฝั่งตรงข้ามฉีเฮ่าหรี่ตาลง เพราะเขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานอันทรงพลังที่อยู่ในฝ่ามือที่กำลังพุ่งเข้ามาซึ่งฝ่ามือนี้ไม่ได้อยู่ระดับเดียวกันกับฝ่ามือก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
“เขาเก็บซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้”ดวงตาของฉีเฮ่าเย็นวาบ
ระหว่างความรวดเร็วต่างๆที่เกิดขึ้น ฉีเฮ่าก็หยุดนิ่ง ก้าวไปข้างหน้าโดยเร็วจากนั้นก็ผลักฝ่ามือเศียรพยัคฆ์ออกไป
ตูม!
การระเบิดเกิดขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งแต่ฉีเฮ่ากลับส่งเสียงออกมาหลังจากถูกโจมตีจนถอยหลังไป
“ทำไมถึงมีพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้”ฉีเฮ่ามีท่าทีเคร่งขรึมในทันที
เพียงแต่เขาได้หยุดร่างของตัวเองไว้ไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆเย่เฉินก็พุ่งมาข้างหน้าราวกับราชสีห์ ฝ่ามืออสุนีบาตของเขาก็เป็นฝ่ามืออันทรงพลังมหาศาล
“เกราะกำบังเสวียนกวง”ทันใดนั้น ฉีเฮ่าได้กัดปลายลิ้น และพ่นแก่นแท้โลหิตออกมาเบื้องหน้าเขาตอนนี้ก็กลายเป็นเกราะกำบังสีเลือดทันที
เปรี้ยง!
ฝ่ามือของเย่เฉินปะทะเข้ากับเกราะกำบังเกิดเสียงดังโครมครามไปทั่ว
“ทำลายมันให้ข้า”เสียงคำรามอันดุดันดังตามขึ้นมา เย่เฉินที่กำลังพุ่งไปข้างหน้า โบกแขนอันแข็งแกร่งแล้วทุบกำปั้นลงบนเกราะกำบังทันที
แคร้ก!
เสียงอันคมชัดดังขึ้นเกราะกำบังที่ฉีเฮ่าสร้างเอาไว้ แตกออกในทันที แม้แต่เขาเองก็ถึงกับตกใจจนต้องรีบถอยไปด้านหลัง
“เจ้าเด็กคนนี้เป็นตัวประหลาดอะไร”ฉีเฮ่าถีบตัวถอยไปด้านหลัง นี่เป็นครั้งแรกที่สีหน้าเขาแสดงให้เห็นถึงความตกใจ
“มันยังไม่จบ”เห็นได้ชัดว่าเย่เฉินคนที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นั้น ไม่ให้ฉีเฮ่าได้มีโอกาสหายใจเขาก้าวไปด้านหน้า ของฉีเฮ่า
“โล่กำบัง”ฉีเฮ่ากำลังจะเปิดผนึกวิชาอีกครั้ง แต่กลับถูกเย่เฉินขัดขวางไว้
“ข้าเข้ามาใกล้ขนาดนี้แล้วเจ้ารีบขอพรให้ตัวเองเถิด!”น้ำเสียงของเย่เฉินเยือกเย็นมาก ความลึกซึ้งของการโจมตีต่างๆของอสูรเดือดดาลก็ปรากฏขึ้นทันที
เขากำลังเป็นเหมือนเหล่าสัตว์ร้ายที่กำลังลงมาจากภูเขาและวิธีการลงมือก็เริ่มแปลกมากขึ้น บ้างก็เหมือนเสือ บ้างก็เหมือนลิงดุร้ายบ้างก็เหมือนราชสีห์ บ้างก็เหมือนหมาป่า ทั้งคว้า ตบ ฉีก ใช้มือและเท้า ไหล่และข้อต่อ ทุกส่วนในร่างกายล้วนกลายเป็นอาวุธร้ายแรง
“อีกแล้ว...เป็นวิชานี้อีกแล้ว”คนด้านล่างต่างประหลาดใจ
เมื่อทุกคนที่เคยได้เห็นเย่เฉินและจ้าวหลงทำการประลองกันต่างก็รู้ดีว่าเย่เฉินนั้นมีเคล็ดวิชาแปลกประหลาดเช่นนี้กระบวนท่าเหล่านี้ไม่มีความงดงาม แต่กลับเรียบง่ายและทรงพลัง อย่างไม่อาจจะเทียบได้
เมื่อคิดถึงจ้าวหลงในตอนนั้นเขาถูกกดทับเสียจนไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาได้เลยไม่ใช่หรือ?
“นั่นไม่ใช่เคล็ดการต่อสู้ขั้นพื้นฐานที่สุดหรอกหรือ? ทำไมถึงมาอยู่ในมือของเย่เฉิน เรื่องนี้มัน...มันน่าแปลกมาก”
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเย่เฉินไม่น่าจะใช่มนุษย์แต่เหมือนสัตว์ที่ดุร้ายมากกว่า?”
“น่าแปลกน่าแปลกมากจริงๆ”
“เจ้าเด็กน้อยเจ้านี้เก่งสุดๆไปเลย!”เจ้าหมีสองที่อยู่ตรงโต๊ะพนันเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจเขาถึงกับอุทานและถอนหายใจไปหลายต่อหลายครั้ง
โอ๊ย...!
บนเวทีการต่อสู้เสียงคำรามของฉีห่าวดังขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่าจ้าวหลงมากและมีเคล็ดวิชาลับมากมาย แต่ทุกครั้งที่เขาร่ายวิชาออกมาก็มักจะถูกเย่เฉินขัดขวางไปเสียทุกครั้งและยากยิ่งกว่าที่จะหลบหนีเพราะถูกเย่เฉินเข้ามาอยู่ด้านหลังจนต้องลำบากใจทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยฝ่ามือและรอยเท้า
ในตอนนี้ใบหน้าของเขานั้นไม่หลงเหลือความขี้เล่นอีกต่อไป ความหยิ่งยโสและความรู้สึกโอหังสูงส่งของการเป็นศิษย์พี่เมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ตอนนี้ได้กลายเป็นเหมือนสุนัขที่ไร้ที่พึ่ง ถูกเย่เฉินกดไว้จนไม่อาจเงยหน้าขึ้นได้
“เอ่อ...”ในตอนนี้ ศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางที่จะมาช่วยสู้ก่อนหน้านี้ ต่างตกตะลึง
ฉีเฮ่าเป็นใครเขาเป็นถึงศิษย์พี่ที่ทุกคนต่างหวาดกลัวมาโดยตลอดและไม่เคยนึกเลยว่าเขาจะต้องพ่ายแพ้ให้กับศิษย์ฝึกหัดแค่ขั้นรวมพลังคนหนึ่ง
“นี่...นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นศิษย์พี่ฉีเฮ่าต้องอับอายเช่นนี้”
“ศิษย์พี่ฉีอยู่ขั้นพลังธาตุเชียวนะ!”
“เย่เฉินเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นรวมพลังชัดๆทำไมถึงมีพลังการต่อสู้ที่โดดเด่นเช่นนี้”
“เขาต้องใช้วิชาปีศาจอย่างแน่นอน”ซูซินเยว่ที่เงียบมาตลอด ได้ส่งเสียงขึ้นอย่างเยือกเย็นจนน่าตกใจโดยเฉพาะเมื่อนางเห็นเย่เฉินทำการโจมตีฉีเฮ่า นางก็กัดฟันไว้ด้วยความเกลียดชัง
“วิชาปีศาจใช่ ต้องเป็นวิชาปีศาจ” ทันทีที่พูดเช่นนี้ ศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางต่างก็เห็นด้วย
“เย่เฉินเจ้าใช้วิชาปีศาจ ช่างน่าละอายแท้”เมื่อศิษย์ยอดเขาเหรินหยางคนแรกตะโกนขึ้นด้วยความโกรธศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางคนอื่นๆ ก็ตะโกนด่าตามเสียงแรกนั้น
ดังนั้นจึงก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ต่อเนื่องกันขึ้นทันที
คนเหล่านั้นต่างเป็นกลุ่มศิษย์ที่เป็นมิตรกับฉีเฮ่าทยอยกันตอบโต้ แต่ละคนต่างโกรธเพราะต้องการความเป็นธรรม ตะโกนต่อว่าด่าทออย่างโกรธเคืองจนกลายเป็นระลอกคลื่นต่อเนื่องกันไป
“ลงมาเดี๋ยวนี้นะเจ้ามันไม่คู่ควรกับศิษย์พี่ฉีเฮ่า”
ท่ามกลางฝูงชนมากมายไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด ได้โยนไข่ไก่ฟองหนึ่งขึ้นมาบนเวทีจนแตกใส่เย่เฉิน
จากนั้นศิษย์จำนวนมากมายของยอดเขาเหรินหยางก็ต่างทำตามกันไปเรื่อยๆ ไข่ไก่ ผักเน่าต่างถูกโยนขึ้นไปบนลานประลอง ต่างตะโกนส่งเสียงให้เย่เฉินออกไปจากลานประลองและหยุดการกระทำทั้งหมด
“สำนักเหิงเยว่ของข้าไม่อาจทนต่อวิชาปีศาจเช่นนี้ได้”
“เขาควรถูกส่งไปรับโทษร้ายแรงที่วิหารประกาศิต”
“ใช้วิชาปีศาจพฤติกรรมเช่นนี้ ช่างน่าสมเพชจริงๆ”