บทที่ 12
แท่งโลหะสีขาวส่องแสงแม้จะไม่ได้กระทบกับแสงแดดแต่ประสิทธิภาพของมันเหนือกว่ามิธริลดิบอย่างเทียบไม่ติดนั่นทำให้การจัดการมันยากกว่าเดิมหลายเท่าเช่นกัน
“สลามันเดอร์ เร่งไฟหน่อย”
“จัดให้เลย”
มณีบยยอดอกของสลามันเดอร์ตัวน้อยส่องแสงเล็กน้อยแต่ไฟในเตาหลอมกลับทวีความร้อนแรงขึ้นจนเด็กหนุ่มแสบผิวกาย แร่มิธริลที่ถูกเสริมแกร่งในเตาหลอมค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีส้มโดนขั้นตอนนี้กินเวลากลายชั่วโมง
เคร้ง
ค้อนตีเหล็กที่เปี่ยมไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ฟาดลงบนผิวโลหะสีส้มแดงหากเป็นแร่ปกติคงจะเบี้ยวไปแล้วแต่นี่คือมิธริล แรงกระแทกจากค้อนแรงค์ B ทำให้แร่ชั้นสูงเปลี่ยนรูปร่างไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแถมผลสะท้อนจากแรงปะทะยังทำให้เขาปวดง่ามมือ
“จัดการยากกว่าที่คิดแฮะ”
เอเลนโอดครวญเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าทำไมเคเรมถึงไม่อาจจัดการกับมิธริลได้เพราะแร่ชนิดนี้นอกจากจะขึ้นรูปยากแล้วบางครั้งสะเก็ดไฟที่แลบออกมายังทำร้ายร่างกายของผู้ที่สร้างมันขึ้นมาด้วยซ้ำ
560
เด็กหนุ่มกระดกน้ำยาเพิ่มพลังชีวิตเป็นครั้งที่ห้าขวดเปล่าถูกโยนเอาไว้เบื้องหลัง ดวงตาสีทับทิมจับจ้องแร่มิธริลราวกับศัตรูจากชาติปางก่อน โชคยังดีที่ค้อนตีเหล็กที่เปี่ยมไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ไม่ใช่ค้อนธรรมดาไม่เช่นนั้นคงจะหากคาที่ไปแล้วเมื่อต้องต่อสู้กับมิธริลจนในที่สุดเอเลนก็อดไม่ได้ที่จะลองผนึกพลังเวทมนต์ดู
“หืม?”
เอเลนส่งเสียงด้วยความแปลกใจเมื่อแรงสะท้อนลดลงอย่างมากก่อนจะสบถในความโง่เขลาของตัวเอง
“เราคิดมาตลอดว่าทักษะผนึกเวทย์ของเราไม่เอาไว้ใช้สำหรับการต่อสู้เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะเอามาใช้กับทักษะการตีเหล็กได้ด้วย”
เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มแก้งๆหลังจากที่ตัวเขาโง่งมมานานอันที่จริงแล้วความคิดของเขานั้นถูกต้องตามหลักสากลทั่วไป เพราะไม่มีช่างตีเหล็กคนไหนในโลกจะสามารถเพิ่มระดับของทักษะผนึกเวทย์ที่เป็นทักษะต่อสู้ แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อการตีเหล็ก
ลำพังทักษะผนึกเวทย์ไม่มีทางที่จะทให้แร่มิธริลเปลี่ยนรูปได้อย่างรวดเร็วแต่นั่นเป็นเพราะทักษะพลังเวทมนต์พื้นฐานของเขาต่างหากที่ทำให้พลังเวทย์ที่ใช้ออกผ่านทักษะมีคุณภาพสูงขึ้นไม่ใช่นั้นเขามี่ทางรับดาบมิธริลได้โดยที่ศาสตราวุธในมือมีค่าความทนทานลดลงไม่มาก
ค้อนตีเหล็กที่เปี่ยมไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้เปล่งแสงเล็กน้อยจากทักษะผนึกเวทย์ก่อนจะฟาดลงบนแร่มิธริลที่ถูกเสริมแกร่งจนแร่กู่ร้องราวกับเสียงของวิหคพร้อมกับแสงสีขาวที่ระเบิดออกมาเป็นระยะๆ
เคร้ง
จากก้อนโลหะในตอนแรกบัดนี้ได้ยืดขยายออกจนมีรูปร่างยาวแต่ก็ยังห่างไกลจากความเป็นดาบมากนัก ความยาวในตอนนี้มีอยู่ประมาณสามในสี่ส่วนของซันโทเรียนเล่มที่เซลีนถืออยู่
“เซลีนเป็นผู้หญิง ถ้าทำดาบยาวกว่านี้จะกลายเป็นภาระต่อการใช้งานของเธอมากกว่า”
เอเลนพึมพำระหว่างที่อยู่ในเหมืองเมย์รี้ดเอเลนได้สังเกตการณ์ใช้ดาบซันโทเรี่ยนของเซลีนด้วย แม้กระบวนท่าที่ใช้ออกจะสมบูรณ์แบบแต่คนช่างสังเกตุแบบเขากลับอดไม่ได้ที่จะเห็นสีหน้าราวกับกำลังฝืนของเซลีน ทุกๆครั้งที่จบกระบวนท่าเด็กสาวจะชี้ดาบลงพื้นเสมอราวกับว่าไม่อาจแบกน้ำหนักของมันไหว
“ดาบที่ยาวขนาดนั้นไม่แปลกเลยที่น้ำหนักมันจะถ่ายเทไปยังด้านหน้า มิน่าเคเรมถึงได้จงใจทำให้ด้ามดาบและบั้งหนักกว่าปกติเพื่อรักษาสมดุล”
หากเปลี่ยนให้เขาเป็นคนถือซันโทเรียนจะแสดงประสิทธิภาพได้ดีกว่า เอเลนพลันฉุกคิดว่าดาบที่เขาทำจะต้องทำเพื่อให้เซลีนเป็นผู้ใช้งานเท่านั้นดังนั้นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปร่างของดาบเล็กน้อยเพื่อให้เซลีนสำแดงพลังของมันออกมาได้ถึงขีดสุด
[ทักษะแปรสภาพ ทำงาน]
โดยไม่รู้ค้อนที่ฟาดลงไปนอกจากทักษะผนึกเวทย์แล้วยังแฝงไปด้วยพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เจ้าของพลังที่แท้จริงอย่างแทโอมีพลังมากพอจะผสานแร่มิธริลดิบหลายๆก้อนเป็นเนื้อเดียวกันจนกลายเป็นดาบยักษ์แต่เอเลนกลับเลือกจะใช้ทักษะนี้ผ่านการตีเหล็กเพื่อดัดแปลงสูตรการผลิตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เคร้ง
เอเลนเพิ่มความยาวของดาบอีกเพียงเล็กน้อยพร้อมดึงความทรงจำเวลาเซลีนร่ายรำซันโทเรียนออกมาเป้นจ้อมูลประกอบ ใบดาบค่อยสมบูรณ์ขึ้นทุกครั้งที่ลงค้อนบริเวณคมดาบค่อยๆถูกขัดเกลาจนคมกล้าคาดว่าอีกไม่นานคงพร้อมสำหรับการใช้งาน
เคร้ง
คมดาบที่ควรจะเป็นสีขาวสว่างเมื่อดูดซับพลังเวทมนต์พลันเปลี่ยนเป็นผลึกที่ดูงดงาม ใบดาบนั้นกว้างกว่าซันโทเรียนดั้งเดิมโดยมีความกว้างประมาณสามนิ้วต่างจากซันโทเรียนเดิมที่มีลักษณะแคบยาวเหมาะแก่การแทงมากกว่าฟันซึ่งตรงกันข้ามกับหลักการการใช้ดาบ
ภาพในหัวของเด็กหนุ่มกำลังเป็นรูปเป็นร่างอย่างช้าๆจนในที่สุดใบดาบยาวก็เสร็จสมบูรณ์ ความงดงามของมันเหนือกว่าอาวุธเล่มใดที่เอเลนเคยเห็นขนาดที่ว่าเขาเผลอเหม่อมองด้วยความหลงไหล
ฉ่า
ใบดาบถูกจุ่มลงในถังน้ำส่งผลให้เกิดไอน้ำจำนวนมากพวยพุ่งออกมา เมื่อไม่ได้รับพลังเวทมนต์อีกค้อนตีเหล็กที่เปี่ยมไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้และใบดาบผลึกแก้วพลันหม่นแสงและเปลี่ยนกับเป็นสีขาวดังเดิม
“ต่อไปก็เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด”
เอเลนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดโนมที่หาไปในครัวก็ยกน้ำมากให้ดื่ม เอเลนพูดขอบคุณและลูปหัวไปทีหนึ่งก่อนจะสั่งให้สลามันเดอร์ว่าไม่ต้องควบคุมไฟในเตาอีกต่อไป
หลังจากดาบเย็นตัวลงเอเลนก็ยกมันไปวางไว้บนโต๊ะที่มีสภาพเอียงทำมุมกับพื้นสามสิบองศา เป็นโต๊ะที่เอเลนทำขึ้นเพื่อเอาไว้เขียนรูนโดยเฉพาะ
คมดาบสีขาวสว่างกับแกนกลางดาบสีแดงสดงดงามแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ เลือดมอนสเอตร์ระดับสูงที่สุดที่เขามีและพู่กันถูกนำออกมาพร้อมกับหนังสือการเขียนอักษรรูนและการใช้งานที่เก็บได้จากเหมืองเมย์รี้ด เขาพลิกเนื้อหาในหนังสืออ่านจนครบอีกรอบหนึ่งก่อนจะผนึกพลังเวทมนต์อีกที่ปลายพู่กันแล้วจุ่มลงในขวดที่บรรจุเลือดมอนสเตอร์
ฉืบ
ปลายพู่กันตวัดไปมาด้วยความเร็วคงที่เมื่อเขียนจบรูนตัวหนึ่งจะเปล่งแสงสีขาวแต่เอเลนค้นพบความลับของการเขียนรูนแล้วว่าปัจจัยลับที่ทำให้รูนทั้งสิบตัวเชื่อมต่อกันกลายเป็นรูนที่สมบูรณ์นอกจากพลังเวทย์ คุณภาพของหมึกแล้วหัวใจสำคัญที่แท้จริงอีกอย่างก็คือความต่อเนื่อง
เว้นช่องว่าเพียงไม่ถึงวินาทีเอเลนก็เริ่มต้นวาดรูนตัวที่สองน้ำหนักการลงหมึกและการวัดสมบูรณ์แบบไม่ต่างจากเวลาที่เขียนรูนตัวแรก ด้วยค่าความชำนาญเข้าขั้นสัตว์ประหลาดทำให้เวลาเพียงพริบตาเดียวเอเลนสามารถเขียนรูนไปแล้วห้าตัว
ต้องขอบคุณพลังของกาลอนันต์ที่ทำให้อัตราการฟื้นฟูตามธรรมชาติ 300%นั้นครอบคลุมไปถึงอัตราการฟื้นฟูพลังเวทมนต์ด้วยไม่เช่นนั้นพลังเวทย์ของเขาคงไม่มีทางพอสำหรับการเขียนรูนรวดเดียวสิบตัว
ยิ่งเขียนรูนต่อเนื่องกันมากเท่าไหร่พลังเวทมนต์ยิ่งถูกสูบออกไปเร็วมากเท่านั้น เมื่อรูนตัวที่สิบถูกเขียนจนสมบูรณ์พลังอำนาจของตัวรูนก็สอดประสานประดุจนักดนตรีวงเดียวกันก่อนให้เกิดพลังมหาศาลปะทุออกมา เมื่อใบดาบถูกลับจนคมกริบดาบซันโทเรียนพลันสั่นระริกราวกับกำลังยินดีแต่มันก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
“อีกแค่นิดเดียว”
เอเลนไม่ได้ออกอาการดีใจจนกว่างานจะเสร็จสมบูรณ์ใบดาบถูกนำไปพักไว้ที่หนึ่งขั้นตอนที่ยากทั้งหมดลล้วน่านพ้นไปได้ด้วยดีทำให้ความกดดันของเขาลดลงมาก ที่เหลือก็แค่สร้างบั้งและด้ามดาบให้เรียบร้อยอาวุธชิ้นใหม่จึงจะถือกำเนิด
ทองคำก้อนถูกนำออกมาเขาใช้มีดแกะสลักขนาดเล็กผนึกพลังเวทย์ตามเทคนิคที่เพิ่งได้รับรู้มาบรรจงแกะสลักบั้งดาบอย่างสุดฝีมือโดยใช้เทวรูปสักการะของเทพีเซเลสเทียร์เป็นต้นแบบโดยเพิ่มปีกเข้าไปสองข้างโดยออกแบบให้ปีกทำหน้าที่โอบอุ้มใบดาบเอาไว้ ส่วนด้ามเนื่องจากซันโทเรียนเล่มเดิมนั้นมีด้ามที่เป็นลักษณะตรงไม่เหมาะกับสรีระมือของมนุษย์ซักเท่าไหร่เอเลนจึงดัดแปลงเล็กน้อยให้ด้ามมีลักษณะโค้งมนเพื่อจะได้จับถนัดมือส่วนปลายด้ามดาบเอเลนก็ใช้ทองคำแกะสลักเป็นรูปวางกลม
เมื่อส่วนประกอบทั้งหมดพร้อมเอเลนก็จัดการประกอบเข้าด้วยกันบั้งดาบถูกสอดเข้าไปปีกเทพธิดาโอบอุ้มใบดาบเอาไว้ตามที่เขาคิดเมื่อประกอบเข้ากับด้ามและปลายด้ามจนเสร็จเอเลนก็จบงานด้วยการพันแผ่นหนังสีน้ำตาลที่ด้ามดาบทำให้สามารถจับดาบได้ถนัดขึ้น
และเสียงของโลกก็ดังขึ้น
[ท่านสร้าง เปลวอัคคีสุริยันต์ ซันโทเรียน]
[ท่านผลิตยุทธภัณฑ์เกรด S สำเร็จ]
[ค่าความชำนาญเพิ่มขึ้น 200 หน่วย]
[ทักษะการตีเหล็ก(เริ่มต้น) ระดับเพิ่มขึ้นเป็น 68]
[ทักษะแปรสภาพ เพิ่มระดับเป็น 10]
“เกรด S!”
เอเลนอุทานเสียงแผ่วขึ้นโดยไม่สนใจเลยว่าทักษะแปรสภาพเองก็มีระดับเพิ่มขึ้นและด้วยความตื่นเต้นเอเลนก็รีบเปิดดูรายละเอียดของดาบซันโทเรียนเล่มใหม่ใจจะขาดแต่เขากลับรู้สึกตัวว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องทำงานของเขา
“เซลีน?”
เอเลนเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเพราะเพื่อนนักผจญภัยของเขาไม่รู้ว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งนี้เจ้าสองภูติตัวแสบก็ไม่ร้องเตือนเขาเลยซักนิดทั้งยังหนีหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ เอเลนมองเซลีนและเด็กสาวอีกคนที่มาด้วยความแปลกใจว่าทำไมพวกหล่อนต้องหน้าแดงด้วย
“สะ เสื้อ”
เป็นเด็กสาวผมสีเงินแปลกตาที่เป็นคนเอ่ย ใบหูของหล่อนแดงก่ำราวกับลูกตำลึงพร้อมชี้มาที่เขา เอเลนก้มลงมองพบว่าตอนนี้ตัวเขาเปลือยท่อนบนก็รีคว้าเสื้อมาสวมก่อนที่ทั้งสามจะได้คุยกันอย่างจริงๆจังๆเสียที
“สะ เสร็จแล้วเหรอ”
เซลีนกระแอมไอถามขึ้นพร้อมพยายามลืมภาพกล้ามเนื้ออันสมูรณ์ของเด็กหนุ่ม
“อา สดๆร้อนๆเลย”
เอเลนตอบพลางมองเด็กสาวผมเงินที่มาด้วย
“แล้วคนๆนี้คือ?”
“เพื่อนนักผจญภัยของชั้นเอง”
“ลูน่ามาเรียค่ะ นักผจญภัยระดับเงิน คลาสพลธนู”
เอลฟ์สาวกล่าวแนะนำตัวเองพร้อมกับยื่นมือ
“เอเลนครับ คลาสช่างฝีมือ”
เอเลนตอบพร้อมกับยื่นมื่อไปจับตอบก่อนที่ดวงตาสีทับทิมพลันสะดุดเข้ากับใบหูที่ยาวออกมาด้านข้างและดูเหมือนลูน่ามาเรียจะสังเกตเรื่องนี้ออกเซลีนที่เห็นดังนั้นจึงรีบพูดขึ้น
“ลูน่าเป็นเอลฟ์น่ะ แล้วก็การจ้องหูเอลฟ์มากๆมันเป้นการเสียมารยาทนะ”
“ขอโทษด้วยครับ”
เอลเนที่เพิ่งรู้สึกตัวได้แต่เกาหัวแก้เก้อซึ่งลูน่าก็ไม่ถือสาอะไร
“ไม่เป็นไรค่ะ จากปฏิกิริยาแสดงว่าคุณคงไม่เคยเจอเอลฟ์สินะคะ”
“เคยได้ยินแต่เรื่องเล่า เพิ่งเคยเห็นตัวจริงก็วันนี้แหละครับ”
เอเลนตอบไปตามความจริงบางครั้งพวกลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มก็มักจะพูดคุยเกี่ยวกับพวกเอลฟ์อยู่บ้าง เผ่าพันธุ์ผู้เป็นพันธมิตรแห่งผืนป่าและว่ากันว่าพวกเขามีเส้นผมสีเงินเงางามทั้งยังมีรูปร่างที่สวยงามแถมอายุยืนยาวเป็นร้อยๆปีแต่ก็แลกมาด้วยการที่มีประชากรน้อยนิดอาศัยรวมกันอยู่ที่ป่าแห่งหนึ่ง
“ได้ยินมาจากเซลีนว่าคุณเอเลนช่ำชองในการผลิตอาวุธมาก ไม่คิดเลยว่าคุณเอเลนจะเป็นผู้ใช้ภูติ”
ด้วยความที่เป็นเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติจึงใฝ่ฝันที่จะเจอภูติตตัวจริงซักครั้ง
“ครับ พวกเขาสองคนนั้นเขามาๆน่ะครับ แถมยังขี้อายแบบสุดๆถ้าเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่ผมพวกเขาจะซ่อนตัวทันที”
“น่าเสียดายนะคะ ดิฉันอยากจะเจอพวกเขาสักครั้ง”
ลูน่ามาเรียอดผิดหวังไม่ได้
“ห้องทำงานนายเปลี่ยนไปนิดหน่อยรึเปล่า?”
เซลีนถามขึ้นพร้อมกับสอดส่ายสายตาไปรอบห้อง
“เป็นพลังของโนมเขาน่ะ ชั้นขอให้เขาปรับสภาพห้องให้เหมาะแก่การทำงาน”
“มิน่าชั้นถึงได้รู้สึกแปลกตั้งแต่เข้ามา”
เซลีนพยักหน้าอย่างเข้าใจลูน่ามาเรียจึงรีบเสริม
“ที่เซลีนรู้สึกแบบนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะร้อนค้อนเพลิงในตอนนี้ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของภูติด้วยนั่นแหละค่ะ”
พูดจบลูน่ามาเรียก็หันมาทางเอเลน
“โดยเฉพาะคุณเอเลนคุณอาจจะไม่รู้แต่ตัวคุณตอนนี้มีกลิ่นอายไม่ต่างจากภูติเลย”
“คุณลูน่ามาเรียเห็นเหรอครับ?”
“เปล่าหรอก ยัยนี่มองไม่เห็นภูติหรอกอย่างมากก็เห็นแค่คลื่นมานาในบริเวณที่ภูติอยู่อาศัยเท่านั้น”
เซลีนตอบ
“เป็นธรรมชาติของเผ่าเอลฟ์ค่ะ ดวงตาขอเรามองเห็นสิ่งต่างๆด้ชัดกว่ามนุษย์มากแต่ก็ยังสู้ดวงตาแห่งภูติที่คุณมีไม่ได้หรอกนะคะ”
ธรรมดาแล้วพวกเอลฟ์จะมองเห็นสิ่งที่เรียกว่าคลื่นความถี่ของมานาที่เปรียบเสมือนลายนิ้วมือของมนุษย์ที่แต่ละคนจะมีไม่เหมือนกันได้ คลื่นมานาก็เช่นกันไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นพ่อลูกกันก็ตามคลื่นมานาอย่างมากก็แค่คล้ายคลึงกัน ลูน่ามาเรียสามารถจำแนกเผ่าพันธ์ได้ด้วยการอ่านคลื่นมานา
แต่กับพวกภูติคลื่นมานาที่ลูน่ามาเรียเห็นนั้นจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งไปเลย ถ้าเปรียบเทียบกันเลยคลื่นมานาของสิ่งมีชีวิตทั่วไปเปรียบเสมือนกับแสงเทียน คลื่นมานาของภูติอย่างสลามันเดอร์ โนม หรือแม้แต่ตัวเอเลนเปรียบเสมือนกองไฟขนาดใหญ่เพียงแต่เอเลนเป็นกองไฟที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
“เอาล่ะทั้งสองคนเลิกคุยเรื่องภูติกันก่อนได้มั้ย ชั้นมาที่นี่เพื่อมารับดาบนะ”
ยิ่งฟังทั้งสองคนคุยกันกลายเป็นว่าเซลีนจะหลุดออกจากวงสนทนามาขึ้นเรื่อยๆจึงกล่าวตัดบทเสียดื้อๆ ลูน่ามาเรียแม้อยากจะแซวแต่เธอเองก็อยากเห็นอาวุธที่เอเลนทำขึ้นเหมือนกันว่าจะมีประสิทธิภาพสูงแค่ไหน
“หึๆได้เลยครับคุณลูกค้า”
เอเลนพูดจบก็เรียกหน้าต่างสถานะของดาบออกมาก่อนจะผลักให้สองสาวดู
เปลวอัคคีสุริยันต์แจ้งอรุณ ซันโทเรียน
แรงค์ S
ประเภท อาวุธ
พลังโจมตี 15300
ความทนทาน 6000 / 6000
ผู้สร้าง เอเลน
เงื่อนไขการสวมใส่ นักดาบ อัศวิน
ซันโทเรียนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยความพยายามของช่างฝีมือผู้มีอนาคตที่สดใส อัดแน่นด้วยความพยายามอย่างเปี่ยมล้นหลอมขึ้นจากวัตถุดิบระดับสูงผ่านความร้อนด้วยเปลวไฟแห่งภูติและสลักด้วยรูนที่เกี่ยวข้องกับไฟ รูนจึงดูดซับเปลวเพลิงแห่งภูติมาเป็นพลังให้แก่ตัวมันเอง
- เพิ่มพลังโจมตีต่อสิ่งมีชีวิตธาตุลม ธาตุไม้ ธาตุน้ำแข็ง 150%
- เพิ่มพลังโจมตีทักษะดาบ 100 %
- ดูดซับพลังโจมตีธาตุไฟได้ 100000 หน่วย และจะสามารถปลดปล่อยพลังโจมตีที่เก็บสะสมนี้ไว้ได้ก็ต่อเมื่อมีพลังโจมตีสะสมเอาไว้อย่างน้อย 10000 หน่วย
- เพิ่มระดับทักษะดาบได้เร็วขึ้น
- (รูน) ทักษะ ตะวันแจ้งอรุณ ปลดปล่อยรังสีดวงอาทิตย์พลังโจมตีอยู่ที่ 300% ของพลังโจมตีอาวุธตั้งต้น เป้าหมายจะติดสถานะ เพลิงตะวันผลาญลดพลังชีวิตต่อเนื่อง 1000 หน่วยทุกๆวินาที มีระยะหน่วงทักษะ 1 ชั่วโมง
- (รูน) ทักษะผู้พิทักษ์แห่งเพลิง อัญเชิญร่างจำแลงของภูติอัคคีสลามันเดอร์ ออกมาได้สูงสุดสองตัว ภูติอัคคีจะมีพลังโจมตีอยู่ที่ตัวละ 5000 หน่วย สามารถอยู่ได้นานสิบนาที พลังเวทย์ที่ใช้ 3000 หน่วย / ตัว ระยะหน่วงทักษะ 24 ชั่วโมง
สมบูรณ์แบบไม่มีคำใดจะเหมาะสมมากไปกว่านี้อีกแล้วสามหนุ่มสาวมองศาสตราวุธเล่มงามด้วยสายตาตื่นตะลึงแม้จะทั่งเอเลนเองก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นหากไม่มองแค่พลังพลังโจมตีเหนือจินตนาการลำพังแค่คุณสมบัติแฝงก็มากพอที่จะให้คนในอาณาจักรคลุ้งคลั่งเพื่อให้ได้มันมาดาบซันโทเรียนแรงค์ B ที่เธอครอบครองไม่อาจเทียบได้กับดาบเล่มนี้แม้แต่เศษเสี้ยว
“ชั้นรับไว้ไม่ได้”
เซลีนกลั้นใจพูดออกมาในที่สุดแม้จะเสียดายแค่ไหนแต่เธอก็สำนึกตัวว่าตนไม่เหมาะกับดาบที่เลอค่ามากเล่มนี้ แม้หากได้ครอบครองเธอจะมีสิทธิเข้าท้าทายกับมอนสเตอร์ที่เลเวลสูงกว่า 80 ได้ในทันทีก็ตาม
“อะไร? ชั้นทำดาบเล่มนี้ขึ้นมาให้เธอนะรับไปซะดีๆ”
เอเลนไม่มีความคิดที่จะเก็บดาบเอาไว้เลยแม้แต่นิดเดียวตามเจตนาดั้งเดิม เขาหลอม ตี และลับคมซันโทเรียนเล่มใหม่นี้เพื่อตั้งใจจะมอบให้แก่เซลีนเท่านั้น
“นายยังไม่เข้าใจ ถ้านายนำดาบเล่มนี้ไปขายอย่าว่าแต่ร้อยล้านเหรียญทองเลยแม้แต่ท้องพระคลังของจักรพรรดิเองก็พร้อมจะยอมทุ่มสุดตัวเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง”
เซลีนกล่าวตามความจริง
“คุณเอเลนอาจจะยังไม่ทราบ แต่ศาสตราวุธที่แฝงไปด้วยพลังของภูติอย่างดาบเล่มนี้ลำพังแค่เงินก็ไม่สามารถซื้อได้เผลอๆดาบเล่มนี้จะไม่อาจประเมินคุณค่าได้เลย”
ลูน่ามาเรียเอ่ยเสริมถึงเรื่องดาบจะไม่ใช่ศาสตร์ที่เธอเชี่ยวชาญแต่กับเรื่องพลังของเหล่าภูติแล้วเธอเชี่ยวชาญยิ่งกว่าใครๆทั้งหมด แค่มองเปล่าเธอก็สามารถมองเห้นพลังของภูติที่อัดแน่นอยู่ในดาบหนาแน่นพอๆกับออร่าภูติที่เอเลนเปล่งออกมาได้อย่างทัดเทียม
“.....ดาบเล่มนี้ทรงคุณค่าขนาดนั้นเลยเหรอ?”
แม้จะพอรู้ถึงราคาตลาดแต่ตลาดที่มีการนำอาวุธมาขายเกรดสูงสุดอยู่ที่ B เท่านั้น ยุทธภัณฑ์ที่มีระดับสูงกว่านั้นล้วนถูกดึงเข้าโรงประมูลแทบทั้งสิ้นพร้อมราคาที่ดีดตัวสูงจนเอเลนไม่อาจจินตนาการเป็นตัวเลขออก เด็กหนุ่มชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วยื่นดาบส่งให้เซลีน
“ตามที่ตกลงกันไว้ ดาบเล่มนี้จะเป็นของเธอหากไม่มีเธอชั้นคงไม่อาจล่าแทโอได้สำเร็จ”
พูดจบเด็กหนุ่มก็ยัดดาบใส่มือของอีกฝ่ายทำให้เซลีนรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก
“ขอบคุณ...แต่ยังไงดาบนี่ก็ยังมีมูลค่ามากเกินไป ชั้นจะหาเงินมาตอบแทนให้”
“ตามสบายเลยครับคุณลูกค้า”
เอเลนตอบยิ้มๆก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ถ้าเธอจะขอบคุณชั้นก็ต้องขอบคุณสลามันเดอร์กับโนมด้วย หากไม่มีทั้งสองคนชั้นก็คงไม่มีปัญญาหลอมมิธริลเหมือนกัน
“แน่นอนว่าแต่พวกเขาอยู่ที่ไหนล่ะ?”
แทนคำตอบเอเลนก็เบนสายตาไปยังบริเวณหน้าร้าน เจ้าสองภูติจอมซนที่ยังไม่คุ้นหน้าแขกกำลังมองสำรวจเซลีนและลูน่าด้วยความสนใจทำเอาเขาอดยิ้มไม่ได้และต้องรีบพูดขึ้น
“แอบดูแบบนี้มันเสียมารยาทนะ ออกมาเถอะ”
“อื้อ ถ้าเอเลนว่าอย่างนั้น”
สองภูติลอยตัวผ่านร่างของสองสาวทำให้พวกเธอรู้สึกเหมือนมีสายลมหอบหนึ่งพัดผ่านไปเท่านั้นก่อนที่ร่างของสองภูติจะปรากฏกายบริเวณเหนือหัวไหล่ของเอเลนทั้งสองข้าง
“ว้าย”
อย่างไรซะเซลีนและลูน่าที่เป็นสตรีย่อมต้องชื่นชมสิ่งสวยงามอยู่แล้ว ด้วยรูปร่างที่น่ารักราวกับตุ๊กตาของทั้งสองภูติทำหะวกเธอตกหลุมรักพวกเขาทันทีตั้งแต่แรกพบ
“ขอแนะนำ ทางซ้ายคือสลามันเดอร์ ทางขวาคือโนม”
“สวัสดีจ้า”
โดยไม่รอให้สองภูติตอบสองสาวชิงลงมือทักทายเสียเองด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร สลามันเดอร์หรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะลอยวนรอบๆเซลีนสองสามรอบก่อนจะเลือกหย่อนตัวลงบนศีรษะของเด็กสาว
“คนๆนี้อุ่นจัง”
สลามันแดอร์เอ่ย ตัวเขาชอบที่จะอยู่ใกล้ๆเอเลนไม่ใช่เพียงเพราะพลังแห่งมหาภูติที่ทรงพลังแต่ยังมีเปลวไฟที่ร้อนแรงที่เปรียบเสมือนพรสวรรค์แฝงของเอเลน เซลีนก็มีสีนั้นเช่นกันแต่รุนแรงไม่เท่า
“เรียกชั้นว่าเซลีนก็ได้จ้า”
เด็กสาวเอ่ยอย่างเป็นมิตร
“อื้อ เค้าคือสลามันเดอร์เป็นเพื่อนของเอเลน”
เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ดูเหมือนทางด้านเซลีนจะไปได้ด้วยดี ส่วนทางลูน่ามาเรียที่กำลังพยายามทักทายโนมด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ชั้นลูน่ามาเรียนะจ๊ะ”
“เค้าโนม”
โนมพูดเสียงสั้นห้วนท่าทางไม่เป็นมิตรกับเอลฟ์สาวอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากเพิ่งเคยพบหน้าและไม่คุ้นกับมนุษย์ แต่ก็ไม่นานนักด้วยความเป็นมิตรกับผู้อื่นง่ายโนมจึงทำจมูกฟุดฟิดอยู่สองสามทีก่อนจะเบิกตากว้าง
“กลิ่นของดินและป่า เค้าชอบ”
นั่นจึงเป็นเหตุให้โนมยอมให้ลูน่าอุ้มมันแต่โดยดี กลื่นอายมานาของเอลฟ์นั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับผืนดินและป่าอย่างลึกซึ้งไม่แปลกที่โนมจะอยากอยู่ใกล้ๆลูน่ารองลงมาจากเอเลนก่อนที่ทั้งสองภูติจะเริ่มเล่นกัน เอเลนมองด้วยสายตาเอ็นดูที่ทั้งสี่เข้ากันได้เป็นอย่างดี
เขาจึงเชิญทั้งสองคนไปดื่มน้ำชาที่ห้องรับแขกก่อนจะสนทนากันอย่างออกรสโยที่สองสาวกอดร่างภูติทั้งสองไม่ยอมปล่อยประหนึ่งกลัวพวกเขาจะหนีไป ทั้งนี้เอเลนยังอารมณ์ดีอาสาดูคันธนูของลูน่ามาเรียให้เป็นกรณีพิเศษ
“แรงค์ C ยืดหยุ่นกำลังดีแถมพลังโจมตียังพอเหมาะช่างตีเหล็กเอลฟ์นี่ก็มีฝีมือไม่เบาเลย”
เอเลนชมหลังจากที่ซ่อมคันศรของลูน่ามาเรียเสร็จก่อนจะยื่นคันศรไม้คืนให้แก่เธอ
“ดูๆไปแล้วคุณเอเลนเองก็เชี่ยวชาญการต่อสู้เหมือนกันนะคะ ทั้งยังหลากหลายแขนงเสียด้วย”
ลูน่ามาเรียเอ่ยด้วยความสนใจ
“ไม่หรอกครับ ที่ต้องรู้เนี่ยก็เพราะต้องใช้เป็นฐานความรู้ประกอบวิชาชีพมากกว่า”
จริงดังที่ลูน่าว่านอกจากทักษะดาบแล้วถึงทักษะอาวุธอื่นจะมีระดับไม่มากแต่ทฤษฎีแล้วเอเลนมีความรู้อยู่เต็มหัวติดตรงที่ตัวเขาไม่ค่อยออกไปไหนทั้งยังติดนิสัยไม่สู้คนเลยไม่มีโอกาสได้ลองวิชาเท่าที่ควร
“เห็นมั้ยชั้นบอกแล้ว อีกอย่างนะเอเลนนายควรไปสมัครเป็นนักผจญภัยเอาไว้ซะ”
“ทำไมล่ะ?”
เอลเนพอรู้มาบ้างถึงสิทธิพิเศษของนักผจญภัยแต่ก็ไม่เคยจริงจังกับมันมากนัก
“หึหึ บางทีนักผจญภัยจะจับกลุ่มกันลงดันเจี้ยนบ้าง นายอาจจะได้วัสดุแปลกๆกลับมาใช้งานบ้างก็ได้นะ”
“เซลีนก็พูดเข้า ไม่ใช่ทุกครั้งซะหน่อยที่จะได้วัสดุดีๆกลัยมาน่ะ”
ลูน่ามาเรียส่ายหน้าทันที เอเลนที่รู้ความจริงข้อนี้เข้าก็อดผิดหวังไม่ได้
“ยัยเอลฟ์นี่นิชักใบให้เรือเสีย เราเกือบจะได้พลซ่อมอาวุธมาไว้ในปาร์ตี้แล้วเชียวนะ”
เซลีนชักสีหน้าไม่พอใจเรียกเสียงหัวเราะจกสองหนุ่มสาวได้เป็นอย่างดี
“พอเห็นเธอเข้าชั้นก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าอาชีพนักผจญภัยก็เป็นอาชีพที่น่าสนุกดี แต่คงต้องพักเอาไว้ก่อนเพราะชั้นยังมีเรื่องหนึ่งที่คิดไม่ตก”
เมื่อได้ยินดังนั้นสองสาวก็เลลิกคิ้วพร้อมกับพร้อมใจกันฟังความลำบากใจของเด็กหนุ่มจนเขาอดหัวเราะไม่ได้
“ชั้นไม่รู้ว่าจะเอาอะไรเป็นสินค้าที่ใช้ดึงดูดลูกค้าดีน่ะ คนมันจะทำการค้าถ้าไม่มีสินค้าที่ดึงดูดก็เรียกลูกค้าไม่ได้ใช่ม้า”