ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    ร่วมมือของสามกลุ่ม

            ตอนนี้บนเนินเขาขนาดเล็กปรากฎต้นไผ่ต้นหนึ่งโผล่ออกมาและรอบๆมีจอมเวทย์จำนวนมากยืนอยู่ ในตอนนี้ไม่ว่าพวกจั่วหยานหรือหยางเซิ่นต่างปรากฎตัวออกมาแน่นอนว่าเหล่ยเซิ่นเองก็ปรากฎตัวเช่นกัน

            “สมุนไพรเวทย์ที่ปรากฏออกมาล้ำค่าอย่างมาก ต่อจากนี้ข้าคิดว่าพวกนั้นจะต้องเปิดฉากสงครามนอกเลือดแน่” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

            “แล้วเราจะทำอย่างไรดีเข้าร่วมการต่อสู้หรือไม่” หลางฮูหนิงกล่าว

            “สำหรับข้าถึงแม้สมุนไพรเวทย์ต้นนั้นจะเย้ายวนอย่างมากแต่เมื่อมองดูรอบๆเนินเขากลับพบสัตว์เวทย์ระดับ 5 อยู่เต็มไปหมด เห็นได้ชัดว่าสัตว์เวทย์ระดับ 5 ที่เหลือได้มารวมตัวกันหมดแล้วและนี่คือสิ่งที่ข้าไม่ต้องการจะเจอ” ต้าหมิงกล่าว

            พวกจ้าวหลานพยักหน้าให้ ถ้าเพียงแค่สัตว์เวทย์ระดับ 5 ตัวเดียวมันไม่น่ากลัวเลยสำหรับพวกเขาแต่ถ้ามันอยู่กันเป็นกลุ่มนั่นแหละที่น่ากลัวต่อให้ต้าหมิงมีอสูรมายาก็ยังต้องถอยหนี

            “รอไปก่อนเถอะการแย่งชิงนี้อาจจะไม่คุ้มค่าก็ได้” จวิ้นนู่กล่าว

            พวกต้าหมิงถอยออกไปอย่างช้าๆ ไม่ใช่ว่าพวกต้าหมิงถอดใจจาดไผ่อสนีบรรจบแต่เพราะต้าหมิงไม่กล้าเสี่ยงและถอยออกมาดูสถานการณ์ก่อน

            “สหายท่านนั้นทำไมถึงได้ถอยหนีเสียแล้วละ” กู่หลางกล่าว

            “นั่นมันปิงเสวี่ยดูเหมือนนางจะปลอดภัยดี” เหล่ยม่านกล่าว

            “เหอะ ถึงนางจะยังรอดแต่แล้วยังไงนางก็เหลือเพียงแค่คนเดียวซึ่งครั้งนี้อาณาจักรเหมันต์ได้กลายเป็นตัวตลกแล้วจริงๆ” เหล่ยเฟิงเค้นเสียง

            “ดูเหมือนว่าน้องชายคนนั้นค่อนข้างฉลาดเมื่อรู้ว่าพลังของตัวเองไม่เพียงพอต่อการแย่งชิงจึงถอยออกไปเพื่อหาโอกาส” เหล่ยเหลียนกล่าวด้วยสีหน้าเย้ายวน

            “เจ้าเล่ห์สิไม่ว่าข้าคิดว่าเราควรจะสังหารเจ้านั่นก่อนเป็นอันดับแรก” จั่วหยานกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            “เจ้าต่างหากที่ควรจะถูกสังหารเป็นอันดับแรกกล้ามาทำร้ายคนของข้า” หยางเซิ่นกล่าวด้วยความโกรธ

            “เจ้าหมายความว่ายังไงข้าไปทำร้ายคนของเจ้าตอนใหน” จั่วหยานกล่าว

            “ยังจะทำไขสืออีกงั้นเหรอ ศรเวทย์ของเจ้ามีหรือที่ข้าจะไม่รู้และเสียงของเจ้าอีก” หยางเซิ่นคำราม

            “เจ้าอย่าได้มากล่าวหามั่วๆข้าไม่เคยทำร้ายคนของเจ้ามีแต่เจ้าที่มาทำร้ายคนของพวกเรา” จั่วหยานคำรามด้วยความโกรธเช่นกัน

            “เอาละตอนนี้พวกเรามาวางเรื่องความแค้นกันก่อนไม่ดีกว่าเหรอ ตรงหน้าพวกเราคือสัตว์เวทระดับ 5 ดาวหลายสิบตัวซึ่งพลังของพวกมันไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแข็งแกร่งแถมในหมู่พวกมันกระทิงอสนีที่เป็นสัตว์เวทระดับ 5 ตัวตนั้นก็กำลังแข็งแกร่งขึ้นผ่านพลังที่ไผ่อสนีบรรจบส่งให้อีกด้วย” เหล่ยเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าชั่วร้าย

            “ร่วมมือ พวกเจ้ามีคุณสมบัติมาร่วมมือกับพวกเราด้วยงั้นเหรอ” หมิงเย่กล่าวด้วยสีหน้าเหยียดหยาม

            “แน่นอนพวกข้านั้นเชี่ยวชาญพลังเวทย์อสนีและการรับมือกับต้นไผ่อสนีบรรจบก็ต้องมีความสามารถต้านทานอสนีได้ในระดับหนึ่งพวกเจ้าไม่คิดว่าอย่างงั้นเหรอ” เหล่ยเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

            คำกล่าวของเหล่ยเฟิงนั้นกล่าวเป็นนัยๆว่าถ้าไม่มีพวกตนการจะเก็บต้นไผ่อสนีบรรจบก็เป็นไปไม่ได้ และเมื่อพวกหย่างเซิ่นมองไปยังต้นไผ่อสนีบรรจบที่มีสายฟ้าผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องพวกเขาก็อดที่จะเชื่อไม่ได้

            “ดูเหมือนเราจะไม่มีทางเลือกมากนักก็ได้เรามาร่วมมือกัน แต่ก่อนอื่นเราจะต้องจัดการกับสัตว์เวทระดับ 5 เสียก่อน” มั่วซูกล่าว

            “สหาย ถ้าท่านไม่คิดจะเข้าร่วมก็ถอยออกไปใกลๆจะดีที่สุดและถ้าพวกเจ้าคิดจะฉวยโอกาสทีหลังละก็อย่าหาว่าพวกเราเผ่าครึ่งอสูรไม่เตือน” หยางเซิ่นกล่าวข่มขู่

            “แน่นอนพวกเจ้าจัดการกันได้ตามสบาย” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับถอยไปใกลทันที

            “เจ้านั่นมันวางแผนอะไรอยู่กันแน่” จั่วหยานกล่าวด้วยสีหน้าเกลียดชังเมื่อมองไปยังต้าหมิง

            “ถึงจะวางแผนอะไรไปก็เปล่าประโยชน์ด้วยพลังของพวกเราไม่มีทางทำอะไรพวกเราได้แน่” ฉื่อเล่อกล่าว

            “เอาละลงมือกันเถอะ” หยางเซิ่นคำราม

            ทั้งสามกลุ่มระเบิดพลังเวทย์โจมตีไปยังสัตว์เวทที่เฝ้าพิทักษ์สมุนไพรเวทย์ทันที ต้าหมิงที่ถอยออกไปก็ปล่อยลวี่น้อยออกมาให้บินวนคอยดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

            “พวกเจ้าท่านจะปล่อยสมุนไพรต้นนั้นไปจริงๆงั้นเหรอ” ปิงเสวี่ยกล่าวด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ

            “นั่นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์สำหรับข้าถึงแม้สมุนไพรเวทย์เหล่านั้นจะล้ำค่าและสำคัญแต่มันจะสำคัญมากกว่าชีวิตของพวกเจ้าได้อย่างไร” ต้าหมิงกล่าว

            คำกล่าวของต้าหมิงทำให้ใบหน้าของหญิงสาวทั้งหมดต้องแดงขึ้นอย่างเขินอาย หางฮูหนิงถลึงตาใส่ต้าหมิงทันทีแต่เห็นได้ชัดว่าใบหน้าของนางก็แดงมากเช่นกัน

            อีกด้านหนึ่งพวกเหล่ยเฟิงต่างเข้าต่อสู้กับสัตว์เวทระดับ 5 ดาวอย่างบ้าคลั่ง ปกติเหล่ยเฟิงไม่มีทางลงแรงเองแบบนีแน่และต้องคอยหาโอกาสตลบหลังคนอื่นอย่างไม่ต้องสงสัยแต่เพราะไผ่อสนีบรรจบนั้นล้ำค่ามากเกินไปหากพลาดไปจักรพรรดิอสนีจะต้องโกรธมากแน่ๆทำให้เหล่ยเฟิงต้องลงมือเองและด้วยแผนในหัวของเหล่ยเฟิง ทำให้เหล่ยเฟิงมั่นใจว่าจะสำเร็จ

            “พวกเจ้าเตรียมตัวให้ดี ถ้าข้าได้รับไผ่อสนีบรรจบมาแล้วข้าจะส่งให้เจ้าแล้วเจ้ารีบเก็บมันไว้ก่อนจะกล่าวยอมแพ้เข้าใจหรือไม่” เหล่ยเฟิงกล่าว

            “ข้าเข้าใจแล้ว” เหล่ยม่านกล่าว

            สำหรับพวกเขาไผ่อสนีสำคัญกว่าสิทธิ์ในการเข้าพื้นที่ลับ หลังจากทุกคนงัดเอาไม้ตายออกมาใช้ไม่นานสัตว์เวทย์จำนวนมากก็เริ่มตกตายลง และในขณะนั้นเองกระทิงอสนีที่หมอบอยู่ก็ลืมตาขึ้น

            “โฮก!!!!!!!!!!!!”

            กระทิงอสนีคำรามด้วยความโกรธก่อนจะปล่อยสายฟ้าออกมาจากเขาและยิงออกไป มั่วซูกลายเป็นตื่นตระหนกและถอยออกไปทันที

            “แย่แล้ว!!!!!!!!”

            อัจฉริยะครึ้งอสูรที่หลบไม่ทันถูกสายฟ้าที่รุนแรงสังหารลงทันที การตายของอัจฉริยะทั้งสองทำให้หลายคนสั่นสะท้านแม้แต่ต้าหมิงที่อยู่ใกลๆยังต้องตื่นตระหนกเห็นได้ชัดว่ากระทิงอสนีตัวนั้นใกล้จะสำเร็จกลายเป็นสัตว์เวทระดับ 6 ดาวแล้วและเมื่อมันสำเร็นระดับ 6 ดาวในหมู่พวกเขาก็จะไม่มีใครสามารถต้านทานสัตว์เวทตัวนี้ได้อีกต่อไป

            “บัดซบเป็นแค่กระทิงชั้นต่ำกล้าสังหารคนของข้า” มั่วซูคำรามออกมาด้วยความโกรธก่อนจะนำขวานใหญ่ออกมาและพุ่งเข้าหากระทิงอสนี

            “เดี๋ยวก่อนมั่วซู” เหม่ยเหลียนกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

            กระทิงอสนีตัวนี้แข็งแกร่งอย่างมากและมันยังได้รับการสนับสนุนจากไผ่อสนีและสายฟ้าที่ผ่าลงมาอีกทำให้พลังโจมตีของมันแข็งแกร่งเทียบเท่าสัตว์เวทระดับ 6 ดาวที่อ่อนแอเสียแล้ว

    คล้ายกับเรื่องปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา ที่คุณอ่าน