ระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน

    บทที่ 43

    ในขณะเดียวกัน โอ๊ตที่กำลังวุ่นวายกับการขายแพนเค้กของเขาอยู่นั้นเอง รถหรูหราจำนวน 4 คันก็แล่นเข้ามายังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า โดยมีแม่ฝนผู้อำนวยการรอต้อนรับอยู่ มันเหมือนกับว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าจะมีคนมาพบในช่วงเย็นอย่างนี้“สวัสดีอีกครั้งค่ะคุณแม่.. คือว่าฉันมีเรื่องจะรบกวนสอบถามกับคุณแม่น่ะค่ะ..” คุณหญิงเปรมที่เพิ่งจะลงจากรถมาก็เอ่ยทักทายกับคุณแม่ฝน และพยายามจะเข้าประเด็นเรื่องที่เธอสงสัยในทันที แม่ฝนที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มกลับให้กับคุณหญิงเปรมเล็กน้อย“ถ้าอย่างนั้นเชิญที่ห้องโถงของโบสถ์ดีกว่านะคะคุณหญิง เรียนเชิญทุกท่านที่ตามมาด้วยนะคะ” แม่ฝนกล่าว และทุกคนที่ได้ยินก็พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะยกมือไหว้ตามธรรมเนียมความเชื่อของศาสนา และทุกคนที่กล่าวถึงนั้นประกอบไปด้วย ชุนตง ชวลิต พลโทเสรี ปีเตอร์ สส.เสกสรรค์ และคุณหญิงเปรม รวมแล้ว 6 ชีวิต ในระหว่างทางเดินไปยังโถงใหญ่ประจำโบสถ์นั้น พวกเขาก็มองไปรอบๆสถานที่ที่ทรุดโทรมแห่งนี้ มีหลายอย่างในที่นี้ต้องปรับปรุง และแก้ไข เหล่าเด็กๆที่วิ่งเล่นในยามเย็น ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาจริงๆ และพวกเขาก็นับถือน้ำใจของคุณหญิงเปรมที่ออกหน้าช่วยเหลือเด็กๆมาโดยตลอด ทำให้พวกเขาละอายใจต่อศีลธรรมในตัวเอง และตั้งเป้าหมายว่าถ้ามีโอกาสแม้จะน้อยนิดแค่ไหน สักครั้งหนึ่งพวกเขาก็จะเป็นผู้ออกหน้าบ้างในอนาคต“คุณหญิงคงจะมาด้วยเรื่องของตาโอ๊ตอย่างนั้นสินะคะ.. ฉันเข้าใจถูกต้องไหม” คุณแม่ฝนกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม หลังจากที่สมาชิกผู้ร่วมความสงสัยต่างก็นั่งที่เก้าอี้ภายในโบสถ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว“คุณแม่ทราบเรื่องนี้ด้วยเหรอคะ.. ถ้าอย่างนั้นคุณแม่ก็ทราบอยู่แล้วว่าหนูโอ๊ต ไม่สิ! คุณชายโอ๊ตท่านเป็นทายาทของตระกูล ณ สุวรรณภูมิน่ะค่ะ..” คุณหญิงเปรมกล่าวถามอย่างตกใจนิดๆ และคำตอบมันก็ค่อนข้างชัดเจนแล้ว สีหน้า รอยยิ้มของคุณแม่ที่แสดงกลับมาให้กับพวกเขามันบ่งบอกอย่างนั้น“..มันเป็นลิขิตของพระผู้เป็นเจ้าน่ะค่ะ ในบางครั้งคนเราก็มักจะพบเจอเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในความบังเอิญนั้นๆ ไม่คิดว่ามันเป็นอย่างนั้นบ้างเหรอคะ..” คุณแม่ฝนกล่าวตอบ“ต้องขอเสียมารยาทนะครับคุณแม่.. ผมมีชื่อว่าชุนตง และผมก็เป็นหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายนี้ แน่นอนว่าทุกคนในที่นี้เองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน พวกเรามาที่นี่เพื่อจะขอบคุณคุณแม่ที่ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้น่ะครับ..” ชุนตงกล่าวแทงกั๊ก ทั้งๆที่เขายังไม่รู้เลยว่าคุณแม่เป็นคนช่วยพวกเขาเอาไว้จริงๆหรือเปล่า“..คุณชุนตงสินะคะ มันก็เป็นความจริงที่ฉันช่วยพูดกับตาโอ๊ต.. แต่ว่านะคะ ถึงฉันจะไม่พูดไม่กล่าวอะไร เด็กคนนั้นก็พร้อมที่จะช่วยเหลือพวกคุณอยู่ก่อนแล้ว..” แม่ฝนกล่าว“เอ๊ะ!.. มันดูค่อนข้างที่จะย้อนแย้งเลยนะครับคุณแม่ฝน เราไม่คิดว่าคุณชายจะพยายามช่วยเราเลย ถ้าไม่ได้คุณแม่เป็นคนเอ่ยปากขอกับเขา..” สส.เสกสรรค์เอ่ยกล่าวกับแม่ฝน เขาเองที่เป็นสามีของคุณหญิงเปรม และเคยมาที่นี่อยู่หลายครั้ง แน่นอนว่าเขาก็ต้องรู้จักแม่ฝนมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว คำพูดของเขาจึงดูจะสนิทมากกว่าคนอื่นๆ“ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าพวกคุณจะเข้าใจว่ายังไง แต่ฉันสามารถยืนยันได้เลยว่าตาโอ๊ตเขาเป็นคนดี ไม่พึ่งพาคนอื่น เด็ดเดี่ยว และซื่อสัตย์ อีกอย่างลูกๆของฉันทุกคน ฉันรู้ดีว่าพวกเขาเป็นคนยังไง ดังนั้นไม่ว่าฉันจะพูดกับเขาหรือไม่ เขาก็จะช่วยเหลือพวกคุณแน่นอน..” แม่ฝนกล่าว และความเข้าใจของทุกคนก็เริ่มเปลี่ยนไปจนต้องแปลกใจ จากที่พวกเขาเข้าใจกันว่าโอ๊ตนั้นได้ร่วมมือกับพ่อบ้านกิตติแก้แค้นบรรดาลูกหลานของพวกเขา ตอนนี้มันกลับไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิดวิเคราะห์เลยแม้แต่น้อย สีหน้าของแต่ละคนถึงกับขมวดคิ้วคิดไปอยู่ในภวังค์ของตัวเอง“คุณแม่บอกว่าลูกทุกๆคน และดูเหมือนว่าคุณแม่จะรู้จักนิสัยของคุณชายดี ..หรือว่าคุณชายจะเติบโตมาในสถานที่นี้กันล่ะครับ..” ปีเตอร์ที่คุ้นเคยกับคำพูดของนักบวชของศาสนาอยู่แล้ว เขาจึงเอ่ยถามถึงสิ่งที่เขาสงสัยจากการวิเคราะห์คำพูดของคุณแม่ มันเล่นทำให้คนอื่นถึงกับหันมามอง เพราะมันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่ทายาทสายหลักของตระกูลยิ่งใหญ่จะเติบโตมาในที่แบบนี้“คุณคงเป็นคุณปีเตอร์อย่างนั้นสินะคะ.. จะว่ายังไงดีล่ะคะ ฉันคิดว่าคุณคงเข้าใจถูกครึ่งเดียวซะมากกว่า.. จริงอยู่ที่ตาโอ๊ตนั้นเป็นเด็กกำพร้าสูญเสียพ่อ และแม่พร้อมกันไปตั้งแต่วัยเด็ก แต่เขาก็ไม่เคยยอมให้โบสถ์รับเลี้ยงดูแลเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่างมากก็แค่มาทานข้าวทานน้ำบ้างเป็นบางครั้ง..” แม่ฝนกล่าว“ผมเริ่มเข้าใจอะไรมาบ้างแล้ว เหตุการณ์นี้มันอาจจะเกี่ยวข้องกับข่าวลือที่ว่าทายาทของตระกูลใหญ่มาอาศัยอยู่ที่เมืองแห่งนี้เมื่อหลายสิบปีก่อนก็เป็นไปได้ ถ้าจำไม่ผิดในสมัยนั้นจะมีข่าวลือที่ว่าคุณหญิงแห่งตระกูล ณ สุวรรณภูมิถูกขับไล่ออกมาจากตระกูล ไม่มีใครทราบว่าเป็นเพราะด้วยเรื่องอะไร จนข่าวนั้นมันหายไปเองตามกาลเวลา ถ้าให้คาดเดาก็คงจะเป็นมารดาของคุณชายอย่างแน่นอน” พลโทเสรีกล่าว“สมกับเป็นคนที่อยู่ในแวดวงการทหาร และการเมืองมานานจริงๆค่ะคุณเสรี.. ใช่แล้ว คุณหญิงลลิตา บุตรสาวเพียงคนเดียวของหม่อมหลวงภาคิน คือคนที่คุณกล่าวถึง.. เธอย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองเชียงใหม่แห่งนี้กับครอบครัวของเธอ ซึ่งตัวของสามีเป็นเพียงแค่บอดี้การ์ดประจำตระกูลเท่านั้น..” คุณแม่ฝนกล่าว และมันก็สร้างความตกใจในครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ให้กับทุกคนที่ได้ยิน“เป็นเรื่องยากที่ตระกูลใหญ่อย่างนั้นจะเสียหน้า ท่านภาคินคงจะรับไม่ได้กับความสัมพันธ์นั้นสินะครับ..” สส.เสกสรรค์ กล่าว และเขาก็เข้าใจดี เกมการเมืองมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากนัก ถ้ามีชื่อเสียหายแม้แต่เล็กน้อย ก็อาจจะเป็นจุดที่แสดงความไม่น่าเชื่อถือให้กับคนอื่นๆได้“กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ทำไมท่านภาคินถึงเพิ่งจะตามหาคุณชายในตอนนี้ล่ะครับ มันเป็นสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ถ้าจะเอาจริงๆแล้ว หลังจากที่บิดามารดาของคุณชายท่านเสียไป ท่านภาคินที่มีศักดิ์เป็นตาก็ควรที่จะยอมรับในตัวของคุณชาย และพากลับตระกูลได้แล้วแท้ๆ..” ชุนตงที่นั่งเงียบอยู่นานก็เอ่ยถามในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ แม่ฝนที่เห็นอย่างนั้นก็ยิ้มให้กับคำถามนี้“..ก็เพราะว่า.. ท่านภาคินจงใจให้ทุกอย่างมันเป็นเช่นนี้ยังไงล่ะคะ..” แม่ฝนกล่าวออกมาเช่นนั้น สีหน้าของทุกคนก็เหวอเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง ไม่มีใครกล่าวอะไรเลย แม่ฝนที่เห็นเช่นนั้นเธอก็เอ่ยกล่าวต่อในทันที“ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ทุกท่านเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับด้วยนะคะ.. ใจจริงฉันก็ไม่ได้อยากจะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดหรอกค่ะ แต่ถ้าฉันไม่พูดอะไรเลย มันอาจจะสร้างความสงสัยให้กับพวกคุณเอาได้ จนต้องหาทางสืบกันเอาเอง ฉันคิดว่ามันจะค่อนข้างอันตรายต่อตัวของคุณ ครอบครัว และคนรอบข้างเอาได้.. สัญญาได้ไหมว่าจะเก็บมันไว้เป็นความลับน่ะค่ะ..” คุณแม่ฝนกล่าว ชุนตงที่ได้ยินอย่างนั้นก็คุกเข่าลงในทันที เขาไม่มีความลังเลใจเลยแม้แต่น้อยที่จะกระทำ ยังไงชีวิตของเขาที่เหลืออยู่นี้ก็อยากจะทุ่มเทให้กับคุณชาย ผู้ที่เป็นถึงแพทย์เทวะ และได้รับการรักษาจากท่านอีก เขาเริ่มกล่าวคำสัญญา และสาบานต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าในทันที ชวลิตเองก็ทำตามประสงค์ของพ่อตาตนเช่นกัน คนอื่นๆแม้จะลังเลเล็กน้อย แต่พวกเขาเชื่อว่าเรื่องราวพวกนี้ มันเหมือนเป็นเรื่องลี้ลับที่ไม่เคยมีใครได้รับรู้ อีกอย่างการติดตามคุณชายที่จะต้องขึ้นเป็นผู้นำตระกูลยิ่งใหญ่ในอนาคต ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเลยที่จะสาบาน และสัญญา“เรื่องราวนี้ขอให้รู้กันแค่นี้นะคะ... เรื่องราวทั้งหมดมันเกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ที่คุณหญิง ‘ลลิตา’ กับสามีบอดี้การ์ดผู้ซื่อสัตย์ ‘อนุชา’ ถูกขับไล่ออกจากตระกูลตามที่พวกคุณทราบ เป็นเพราะว่าพวกเขาสองคนได้ให้กำเนิดบุตรชาย ‘ภาวิน’ หรือก็คือตาโอ๊ตนั่นเอง...” แม่ฝนกล่าวเรื่องราวในอดีตให้กับทุกคนในที่นี้ฟัง เรื่องราวนี้มันกินเวลาไปนานพอสมควร สีหน้าของแต่ละคนบ่งบอกได้ถึงความเศร้า และสงสารพวกเขาสามพ่อแม่ลูกเอามากๆ เหตุการณ์ที่บังเอิญซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นใจ จนส่งผลกระทบหลายอย่าง รวมถึงความเข้าใจต่างๆด้วย ชีวิตที่น่าสงสารของโอ๊ตตัวน้อยๆที่ต้องดิ้นรนให้มีชีวิตรอดจนมาถึงปัจจุบัน มันช่างยากเย็นแสนเข็นจริงๆ“... และสุดท้ายก็เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆที่คุณหญิงเปรมท่านได้บริจาคอาหารให้กับเหล่าเด็กๆอยู่บ่อยครั้ง มีบางครั้งที่โอ๊ตเขาได้ทานอาหารของคุณหญิงเปรมเพื่อประทังชีพของตัวเอง.. แน่นอนว่าฉันจะไม่แปลกใจเลยว่าท่านกิตติทำไมถึงได้ทำเช่นนั้นกับคุณหญิง..” คุณแม่ฝนกล่าว และเป็นอันจบเรื่องราวดราม่าที่แม้แต่ผู้ชายยังต้องหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสาย ในเมื่อเรื่องราวทั้งหมดถูกเฉลยออกมาแล้ว สีหน้าของแต่ละคนก็แสดงออกไปได้หลายความคิด แต่ที่แน่ๆพวกเขาสาบานได้คำเดียวเลยว่า ‘ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไหร่ หรือว่าใคร พวกเขาจะไม่มีทางเปิดเผยเรื่องพวกนี้ออกไปอย่างแน่นอน’ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องให้คุณแม่ฝนเป็นคนกล่าวเตือน ถ้าใครก็ตามรับรู้ว่าพวกเขาทั้ง 6 คนรับรู้แล้วล่ะก็คงจะเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมถึงการล่มสลายของตระกูลอีกด้วย... //แม้แต่คนอ่านก็(ยัง)ไม่จำเป็นต้องรู้..นะจ๊ะ

    คล้ายกับเรื่องระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน ที่คุณอ่าน