ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่579 แรงกระเพื้อมไหว

          เมื่อผู้คนหลายล้านชีวิต รวมถึงประชาชน ภายในปราการทมิฬ รับรู้ถึงกลุ่มก้อนปราณพลังที่มหาศาล มารวมตัวอยู่ยัง ด้านหน้าป้อมปราการทมิฬที่สูงเสียดฟ้า ส่งให้ท้องฟ้า มืดครึ้ม ผ่าแยก แตกร้าว ออกเป็นรูโหว่ใหญ่



          น้ำเสียงผู้คนจึงกล่าวพูด “ทรงพลัง” ดังเล็ดลอดออกมาไม่ขาด เมื่อผู้คนที่เห็นภาพเบื้องหน้า  ต่างก็ขาสั่นเทา ด้วยความหวาดหวั่น ไม่เว้นแม้กระทั่ง เหล่านักรบ ที่ประจำการอยู่ ยังสถานที่แห่งนี้นับล้านชีวิต



          เมื่อพวกเขาเห็นเหล่าบรรพบุรุษชรา ร่วมร้อยชีวิต สืบฝีเท้า มายืนรอด้านหน้าประตูบานใหญ่ เตรียมพร้อมออกไปสู้ศึก อย่างไม่มีหวาดเกรง ผู้ที่อยู่รักษาการ ภายในปราการทมิฬ จึงมีหลงเหลือเหล่าผู้อาวุโสชรา อยู่ไม่กี่หยิบมือ



         เหล่านักรบที่มองชม จากป้อมปราการที่สูงเสียดฟ้า ต่างก็หัวใจสั่นสะท้าน พวกเขาไม่เคยเห็น การรวมตัวที่มากมาย ของบรรพบุรุษชรา ร่วมร้อยชีวิต เฉกเช่นนี้มาก่อน



           ต้องอย่าลืมว่า ภายในดินแดนเทพ ของพวกเขามี บรรพบุรุษชรา ขั้นราชันสวรรค์ อยู่แค่100กว่าชีวิตเท่านั้น ในจำนวนผู้คน หลายร้อยล้านชีวิต ทั่วดินแดนเทพ เสียงกลืนน้ำลาย ลงคอไปอึกใหญ่ ของหมู่ชน จึงดังออกมาก้อง รับรู้ได้เลยว่า พวกต่างดินแดน น่าคร้ามเกรงถึงเพียงใด ถึงกับทำให้พวกเขาเหล่าคนดินแดนเทพ ต้องทุ่มสุดกำลัง เช่นนี้



           ทว่าเมื่อเยว่ชิงเซียน กวาดสายตา ลงไปมองกองกำลัง ขั้นเซียนสวรรค์ ร่วมพันชีวิตที่ออกไปต่อสู้ศึกในครานี้ นางกวาดสายตาหา ผู้เป็นอาจารย์กับ บรรพบุรุษชราของสำนักนางในทันใด ...ทว่าเยว่ชิงเซียน นางกลับต้องหดดวงตาจนเล็กแคบ มีสีหน้าบึ้งตึง ขึ้นมาโดยพลัน ก่อนเธอจะขยี้ ตา แรงๆ อยู่หลายครั้ง ด้วยความไม่อยากเชื่อ



“หืม!! อี้เฉิน เหตุใดเจ้าไปรวมกลุ่มกับ พวกผู้อาวุโสชรา เหล่านั้นกันเล่า”



           หลินเฟยที่ยืนดูชม ไม่ห่างจากเยว่ชิงเซียนมากนัก ได้ยินน้ำเสียงของเยว่ชิงเซียน กล่าวขึ้นมาด้วยความตกใจ นางรีบหันขวับ กวาดสายตาไปมองเบื้องล่าง เขตทางออกไปสู้ศึกในทันใด ทว่าเมื่อนางเห็นเป็นอี้เฉิน จริงๆ หลินเฟย นางก็แทบจะลมจับ พร้อมกับแขนขา ของนาง ที่อ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่อี้เฉิน”



          เหล่าผู้สูงส่ง คนอื่นๆ เห็นอี้เฉิน พวกเขาก็ไม่ยินยอมเช่นกัน ครั้นราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง พยักหน้าให้หลวงจีน ทงอี้ พร้อมกับผู้สูงส่งคนอื่นๆ ได้ ต่างก็สืบฝีเท้าลงไป บริเวณประตูเบื้องล่าง เพื่อไต่ถามเหล่าผู้อาวุโสชรา ในทันใด ว่าเหตุใด พวกเขาถึงไม่ได้ไปร่วมศึก เฉกเช่นเดียวกับอี้เฉิน



          เยว่ชิงเซียนกล่าวเสียง “ชิ”ออกมาจากริมฝีปากแดงน้อยในทันใด “หากเจ้าอยากตายนัก คราวนี้ก็อย่ากลับมา ให้ข้าเห็นหน้าอีก” ก่อนนางจะยืนนิ่งไม่มีท่าที ว่าจะลงไปหาอี้เฉินแต่อย่างใด ทว่ากระดูกสร้อยคอ ที่นางสวมใส่ สั่นไหวขึ้นมาไม่หยุด



         หลินเฟย นางที่เตรียมจะสืบฝีเท้าไปบริเวณ ด้านล่างประตูบานใหญ่ เหมือนกับคนอื่นๆ จู่ๆ นางก็หยุดฝีเท้า กะทันหัน ก่อนหันขวับมาดึงมือ เยว่ชิงเซียนไปพร้อมกับนาง “เจ้าไม่คิดจะไป พูดคุยกับอี้เฉินหน่อยหรือ การพูดคุยครานี้ อาจจะเป็นการพูดคุย คราสุดท้ายของเจ้ากับอี้เฉินก็เป็นได้”



         เยว่ชิงเซียนได้ยิน มันก็ทำให้นางหวาดกลัว ในใจลึกๆ ขึ้นมาในทันใด ก่อนจะปล่อยฝ่ามือ ให้หญิงสาว ในกรอบสายตานาง จูงมือนางไปอย่างว่าง่าย ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ด้วยความดื้อรั้นของนาง มันอาจจะทำให้นางเสียใจ ไปตลอดชีวิตก็เป็นได้



         ไม่นานด้านล่างบริเวณ ทางออกไปต่อสู้ศึก กับศัตรูต่างดินแดน เกิดความวุ่นวายอยู่เล็กน้อย เมื่อผู้สูงส่งรุ่นใหม่ หลายคนต่างสืบฝีเท้าไปเยือน ยังสถานที่นั้น พวกเขาต่างก็ไต่ถาม เหล่าผู้อาวุโสชรา เหตุใดพวกเขาไม่ได้ออกไปต่อสู้ เพื่อดินแดนเทพ ของพวกเขา จนเกิดเสียงพูดคุย ไต่ถามออกมาเสียงดัง ระเบ็งเซ็งแซ่



         ชายชราที่ทำหน้าที่คุ้มกัน ต่างก็ส่ายหัว ก่อนบอกกล่าวชนรุ่นหลัง ที่กล่าวพูดออกมาไม่ขาดปาก “ยังไม่ถึงเวลาของพวกเจ้า เหล่าผู้สูงส่งทั้งหลาย พวกเจ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ ที่ยังไม่ได้เติบโตเต็มที่ จะปล่อยให้ตายตกได้เยี่ยงไรเล่า”



องค์ชายชิงไป๋ยี่ กล่าวขึ้นมา ราวกับเป็นคำพูดตัดพ้อ “เวลาที่จะให้พวกเรา ได้เติบโตบนดินแดนเทพ ยังจะมีหลงเหลือ อยู่อีกเช่นนั้นหรือ?”



         ก่อนชายวัยกลางคน จะกล่าวเสียงแข็งกร้าวออกมา ท่ามกลางเหล่าผู้อาวุโสชรา ที่ออกไปสู้ศึก “องค์ชายชิงไป๋ยี่ หากเจ้ามีเวลาว่างนัก เจ้ากลับไปยังด่านในราชวงศ์ แล้วกลับไปตั้งใจฝึกฝนเสีย”



          องค์ชายชิงไป๋ยี่ กำหมัดไว้จนแน่น เมื่อเห็น ผู้นำราชวงศ์ชิง ชิงตี้เทียน สวมชุดเกาะสีทอง เต็มไปด้วยสายฟ้าแลบแปลบปลาบ กล่าวพูดขึ้นมา ราวกับให้เขาถอนตัว ออกไปจากสงครามครานี้




“ผู้นำราชวงศ์ชิง แต่...” ก่อนองค์ชายชิงไป๋ยี่ จะผ่อนฝ่ามือลงช้าๆ เมื่อเห็นสายตาที่คมกล้าของ ผู้นำราชวงศ์ชิง เขาจึงหยุดกล่าวพูดสิ่งใดออกมา



          มารพุทธ ทงอี้ เขาเองก็กล่าวพูดขึ้นมา ด้วยความไม่จำยอม “นั้นมันอี้เฉินไม่ใช่หรือ เขาเองก็เป็นผู้สูงส่งรุ่นใหม่ เช่นกัน เหตุใดเขา ถึงไปร่วมศึกได้กันเล่า” น้ำเสียงนั้นดังอยู่ไม่น้อย แม้แต่อี้เฉินที่อยู่ภายในกลุ่ม ของเหล่าผู้อาวุโส เตรียมออกไปสู้ศึก ยังได้ยินน้ำเสียงนั้นของทงอี้ ดังออกมาชัดแจ๋ว



         ก่อนบรรพบุรุษชรา วานรทองคำ อี้โหว จะแค่นเสียงหัวเราะออกมา จากกลุ่มคนตระกูล อี้ “ฮ่าๆ หนุ่มน้อย เจ้ามีมิตรสหายที่ดีไม่เลว เจ้าคิดจะถอยหนี ตอนนี้ก็ยังทันนะ”



อี้เฉิน ผสานฝ่ามือ คลี่ยิ้มออกมาให้ชายชราในทันใด “ท่านผู้อาวุโสชรา ท่านล้อข้าเล่นแล้วกระมัง”



          บรรพบุรุษชรา อี้โหว ครั้นเห็นความยึดมั่นของอี้เฉิน ไม่มีแปรเปลี่ยน เขาเอ่ยบอกกล่าวชายหนุ่มออกไป ในทันใด  “เจ้าไปพูดคุยสั่งลา พวกเขาหน่อยก็ดี การออกไปต่อสู้ครานี้ ยากนักที่เจ้า   ที่อยู่ในขั้นพลังเทพสวรรค์ จะกลับมายังป้อมปราการทมิฬ ได้อีกครา”



อี้เฉินที่รับฟัง เห็นปฏิกิริยาของ พวกผู้อาวุโสเหล่านั้น พยักหน้าให้ตัวเขา อี้เฉินจึงเดินสืบฝีเท้า ออกไปทักทายมิตร สหายของเขาในทันใด



           ในเสี้ยวพริบตาที่อี้เฉินมาโผล่ ต่อหน้าพวกซีเผิง ซีเยว่ โม่กวาง ทงอี้ พร้อมกับคนอื่นๆ เขาแค่นเสียงในลำคอ ออกมาในทันใด เมื่อเห็นความดื้อรั้น ของพวกเขาเหล่านั้น “ทงอี้ เจ้าเป็นบุรุษหรือเปล่า พูดเยอะเป็นสตรีไปได้” ก่อนฝ่ามืออี้เฉิน จะลูบหัวเด็กสาวเยว่ เยว่ กับเจ้าสมิงน้อยเล่น ในกรอบสายตา อย่างไม่วางตา



           มารพุทธ ทงอี้ได้ยิน เขามีท่าที โกรธเกรี้ยวอี้เฉินขึ้นมาไม่น้อย “เจ้า! เจ้า! ยังจะมาพูดดีอีกอี้เฉิน” ก่อนเขาจะค่อยๆ ผ่อนโทสะลง เมื่อได้ยินน้ำเสียง ชายหนุ่มไต่ถามอี้เฉิน



           “เจ้าจะไปจริงๆ หรืออี้เฉิน ศึกครานี้ที่เจ้าจะไปเข้าร่วม ยากนักที่เจ้าจะกลับมาได้” ซีเผิงกล่าวพูดพร้อมกับฝ่ามือ ที่จับไหล่ของอี้เฉินไว้แน่น มองอี้เฉินเป็นเหมือน น้องชายของเขา คนหนึ่ง



           ด้านของ ซีเยว่ กงหนาน โม่กวาง ต่างก็มาล้อมตัวอี้เฉิน กล่าวเตือน ตัวอี้เฉินออกมาเช่นกัน ภาพนั้นทำให้คุณชายวังจิน ที่มองชม จากบริเวณมุมสูงของจวนที่พัก รินสุราดื่มอย่างไม่สบอารมณ์ คลี่ยิ้มขึ้นมาได้ไม่น้อย



           ก่อนเสียงกระแอมไอ “อะแฮ่ม!” จะดังออกมาน้อยๆ จากริมฝีปากของราชัน10ทิศ จ้าวเฟิง กลุ่มคนที่รายล้อมอี้เฉิน จึงหลีกทางออก ให้หญิงสาวทั้งสองสืบฝีเท้า เข้ามาพูดคุยกับอี้เฉินเป็นการส่วนตัว เกรงว่ายามนี้ คงจะมีแค่ พวกนางสองคนที่จะยื้อตัวอี้เฉินไว้ได้



         ด้านคุณชายวังจิน ที่เห็นสองสาวในกรอบสายตา แก้วสุรา ภายในฝ่ามือ ของเขาถูกบีบ แตกในทันใด “ไอ้มารหัวขน เมื่อเจ้า เหยียบเท้าออกไปจากประตูปราการทมิฬเมื่อใด มันก็จะเป็นวาระสุดท้ายของเจ้า”



         อี้เฉินที่เห็นหลินเฟย กับ เยว่ชิงเซียนในกรอบสายตา แววตาของเขาวูบไหว มีความลังเลในทันใด ก่อนเขาจะรีบสลัดความคิดนั้นออกไป กล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงง่ายๆ ทักทายหญิงสาว ในกรอบสายตาทั้งสอง “เจ้าสบายดีหรือไม่หนึ่งเดือนกว่าๆ ที่พวกเราไม่ได้เจอกัน พวกเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”



        เยว่ชิงเซียนมองสำรวจกายา อี้เฉินด้วยสายตาคมกล้า นางไม่คิดว่าอี้เฉินจะเลื่อนขั้นเทพสวรรค์ ระดับกลางได้ ทำให้นางตกอกตกใจ ในศักยภาพของอี้เฉินไม่น้อย นางกล่าวพูดออกมาในทันใด “เจ้ายังจะมาเอ่ยพูดดี อีกเช่นนั้นหรืออี้เฉิน”



หลินเฟยนางเองก็กล่าวเสริมขึ้นมาเช่นกัน “อี้เฉิน เจ้าไม่คิดจะมาบอกกล่าว อะไรพวกข้าบ้างหรือ”



        อี้เฉินกางแขนทั้งสอง ออกกว้าง “ข้าไปพักเดียว เดี๋ยวก็กลับมา เจ้าสองคนมาให้ข้ากอดกาย ได้หรือไม่” ก่อนอี้เฉินจะหันไปมองมิตรสหายคนอื่นๆ “พวกเจ้าเตรียมสุราไว้รอ ข้าอี้เฉิน กลับมาได้เลย”



        พวกซีเผิง ซีเยว่ ทงอี้ จ้าวเฟิงได้ยินต่างก็พากันส่ายหัว กับคำพูดของอี้เฉิน ทว่าเหล่าบรรพบุรุษชรา เห็นในอ้อมแขนของ เด็กหนุ่มมีสตรีงาม ล่มเมือง อยู่ภายในอ้อมแขน อยู่ถึงสองคน หลายคนต่างก็มีท่าทาง แปลกๆ อยู่ในกรอบสายตากันไม่น้อย มองว่าอี้เฉินช่างใจกล้าห่อฟ้านัก คิดจะครอบครองสตรีงามล่มเมือง ถึงสองคน

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน