Age of war

    ตอนที่ 65 สงครามบุกเขตแดนเผ่ายักษ์

    ***อัศวินสีแดง [โซเดียม]

    “ทำไมพวกเราถึงถูกส่งมาที่สนามรบ แทนที่จะได้อยู่เสี้ยมพวกมันจากภายในกันได้ละเนี่ยไฮเจน? ”

    “ถามข้าแล้วข้าจะไปถามใครละฟะ! ไม่สู้พวกแม่งก็ทำลายคริสตัลของพวกเรา ช่วยมันทำสงครามก็เข้าทางพวกแม่งอีก! ”

    “สุดท้ายเลยมีแค่หัวหน้าจ่าฝูงไฮเจนที่ถูกส่งไปยังรังหลวงของพวกมันละนะ”

    พวกเรากำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่

    วันที่ 51 ม่านของสงครามครั้งใหม่ได้เปิดขึ้นอีกครั้ง

    พวกเผ่าสองแขนได้บังคับให้พวกเราส่งทาสสงครามเพิ่มอีกจากเดิมที่เคยมีห้าหมื่นคน จนทำให้ปัจจุบันนี้มีทาสสงครามทั้งสิ้นถึงเก้าแสนห้าหมื่นคน

    และมีจำนวนเก้าแสนคนที่ต้องมาทำสงคราม ส่วนที่เหลือจะต้องอยู่เป็นแรงงานที่รังของพวกมัน

    โชคดีที่ในกลุ่มแรงงานนั้นมีจ่าฝูงออกเซอร์อยู่ด้วย เลยทำให้ยังคงมีความหวังกับแผนการนารีพิฆาตอยู่

    ส่วนพวกเราสองคนดันถูกส่งมาทำสงครามแทนเสียอย่างงั้น

    “...เริ่มแล้วสินะ”

    “ให้ตายสิ นี่ถ้าหากพวกสองแขนยอมให้พวกเราใช้อาวุธพวกมันละก็…”

    “ใครมันจะโง่ยอมส่งอามวุธมาให้พวกเรากันละไฮเจน”

    “...ตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว แกอย่ามาทำเป็นตีสนิทกับข้าสิ”

    “ไม่ใช่ว่าที่แกบินเข้ามาใกล้เรา เพราะว่าอยากตีซี้กับเราหรอกหรือ? ”

    “ที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าเป็นคำสั่ง ข้าไม่ได้อยากตีสนิทกับนกชั้นต่ำอย่างแกเสียหน่อย! ”

    ไฮเจนพูดด้วยน้ำเสียงสูงที่ฟังดูน่าหมั่นไส้

    ตั้งแต่พวกเราตัด [ไอนั่น] ออกไปเพื่อให้ฮอร์โมนเพศหญิงเติบโตจนกลายเป็นสตรีเพศ ร่างกายของพวกเราก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง

    สำหรับเรานั้น ได้มีรูปร่างผอมเพรียวลง ใบหน้าดูคมขึ้น แต่ภาพรวมแล้วจะดูเหมือนพวกทอมบอยมากกว่าผู้หญิงที่น่ารัก

    แน่นอนว่าจิตใจของเรายังคงเป็นบุรุษเพศอยู่ และคิดว่าหากจบหลังศึกนี้ เราจะฆ่าตัวตายเพื่อเกิดใหม่กลับไปเป็นบุรุษเพศอีกครั้ง

    แต่เจ้าไฮเจนนี่สิ…

    ด้วยพื้นฐานเดิมที่มีขนสีขาว และนับว่ามีหน้าตาที่ดี พอกลายเป็นสตรีเพศ เลยยิ่งทำให้มันดูเหมาะสมอย่างน่าเหลือเชื่อ

    ใบหน้าที่ดูมีสง่าอันเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ มีดวงตาคมรูปแมว ขนสีขาวที่ยาวอันงดงามทอเป็นประกายแสงและเรียบเนียนตรง และยังมีหน้าอกหน้าใจที่ใหญ่กว่าใคร ๆ

    ประกอบกับนิสัยสวยเริดเชิดหยิ่งนั้น เลยยิ่งทำให้เจ้าไฮเจนดูมีมนต์เสน่ห์แปลก ๆ

    แม้แต่ลูกน้องของมันบางคนยังเผลอหลุดปากพูดออกมาว่า “ท่านจ่าฝูงไฮเจนไม่ต้องกลับไปเป็นบุรุษเพศก็ได้นะครับ” แบบนั้นออกมาเลย

    ขนาดเราที่เกลียดมันยังอดคิดไม่ได้ว่าเจ้าไฮเจนสวยยิ่งกว่าเปอร์ไซด์เสียอีก

    “จ้องอะไรยะ! ”

    “...วิธีการพูดจาของแกกลายเป็นผู้หญิงเต็มตัวแล้ววะ”

    “บ้า!? ”

    เจ้าไฮเจนงอนแล้วบินทะยานลงต่ำเพื่อทำตามแผนการของเผ่าสองแขน

    ท่าทางของมันช่างดูตลกยิ่งนัก

    หากเป็นผู้ชายทำท่าทีแบบนั้นใส่คงรู้สึกเคืองไปแล้ว แต่พอมันทำด้วยรูปร่างของสตรีเพศ กลับรู้สึกว่ามันดูดึงดูดใจแบบแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้สิ

    รู้สึกอยากแหย่และแกล้งมันขึ้นมาชอบกลแฮะ

    “ช่างเถอะ… หน่วยโซเดียม จงตามข้าพเจ้ามา ได้เวลาออกรบกันแล้ว! ”

    “โอ้ววว! ”

    พวกเราสองจ่าฝูงเริ่มบินทะยานลงจากเหนือเมฆด้วยฝูงบินจำนวนเก้าแสนนาย

    ได้เวลาทำสงครามกันแล้วสินะ



    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “ทำไมต้องให้ฉันรับหน้าที่นี้ด้วยละคะคุณทอม? ”

    “เพราะว่าเธอคือคนที่สามารถพูดภาษาของเผ่ายักษ์ได้ยังไงละเอรีส”

    “...ฉันไม่ได้ศึกษาภาษาของพวกเขาเพื่อมาทำแบบนี้นะคะ! ”

    “เอรีส นี่คือคำสั่ง”

    “...”

    ฉันหยิบเครื่องขยายเสียงขึ้นมาด้วยความขมขื่น

    ทั้งที่อากาศเริ่มหนาวเย็น แต่ชุดทหารลายพรางของฉันกลับท่วมไปด้วยหยาดเหงื่อแห่งความกังวลใจ

    พวกเรากำลังยืนอยู่บนเรือลำเลียงพลที่สร้างโดยอิงจากโมเดลของ LCI

    มันคือเรือลำเลียงพลทหารราบนั่นเอง

    มันสามารถลำเลียงพลได้ครั้งละหนึ่งร้อยแปดสิบนาย มีตัวเรือยาว 48 เมตร กว้าง 7 เมตร และวิ่งได้เร็วถึง 16 น็อต

    ตัวเรือถูกออกแบบให้มีท้องราบ และสามารถวิ่งเกยเทียบชายฝั่งได้ ที่หัวเรือจะมีบันไดยาวซึ่งสามารถใช้ลำเลียงทหารลงมาจากตัวเรือ

    และเรือที่ว่าจำนวนสามลำก็กำลังลำเลียงพวกฉันมาจอดอยู่ตรงกลางแม่น้ำ

    บนท้องฟ้ามีเผ่ามนุษย์นกอีกเก้าแสนนายบินกระจายไปทั่วท้องฟ้า จนบดบังแสงยามเช้าให้กลายเป็นยามราตรี

    ที่ฝั่งตรงข้ามนั้น ฉันเห็นพวกเผ่ายักษ์กำลังเคลื่อนกำลังพลอย่างวุ่นวาย

    ตัวป้อมปราการของพวกมันสร้างจากหินที่ก่อเรียงตัวอย่างง่าย ๆ สูงราวสิบเมตร

    ทหารเผ่ายักษ์ที่สวมชุดคลุมเกล็ดมังกระและมอนสเตอร์นั้น ต่างกำลังยืนเรียงเป็นแถวยาวอยู่บนป้อมหินนั้น พร้อมกับ นักรบขี่มังกรหนึ่งนายที่กำลังบินวนเหนือป้อมขึ้นไปยี่สิบเมตร

    บาลิสต้าและคันธนูถูกเล็งมาทางพวกเรา

    และที่ผิวน้ำ ยังมีสัตว์ที่ดูคล้ายพญานาคซึ่งกำลังลากเรือไม้ขนาดเล็กเรียงรายอีกนับร้อยลำ

    เมื่อประเมินด้วยสายตาแล้ว พวกมันคงอาจจะมีกำลังพลราวหนึ่งแสนนายได้ แถมยังดูไม่มีความหวาดกลัวต่อกำลังพลของฝ่ายเราที่มีมากกว่าถึงเก้าเท่านี้

    ราวกับว่าเผ่ามนุษย์นกที่บนข่มขู่จากบนท้องฟ้านั้น หาได้มีความสำคัญน่ากลัวอันใด

    “เริ่มได้เลยเอรีส”

    “รับทราบค่ะ…”

    ฉันหันไปมองที่ด้านหลังของตัวเอง

    ปืนใหญ่ยามะโตะจำนวนหกกระบอกที่ติดตั้งบนรถไฟ สิ่งนั้นกำลังเล็งปากกระบอกปืนไปที่ป้อมปราการหินของพวกยักษ์

    ความจริงจะเป่าทำลายไปเลยก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของพวกเรา

    ที่พวกเราอยากได้คือทรัพยากรที่มีอยู่ข้างในป้อมปราการนั้น

    อย่างที่ทราบกันดีว่าใต้เมืองแห่งเทพด้านหลังพวกเราขณะนี้มีบ่อน้ำมันอยู่

    และจากการสำรวจ พวกเราก็พบว่าที่ป้อมปราการของศัตรูมีบ่อน้ำมันอยู่เช่นกัน

    จากข้อมูลของหน่วยสำรวจทางอากาศ เห็นว่าพวกยักษ์มันขุดแล้วทำการสูบขึ้นมาด้วยการใช้แรงงานมอนสเตอร์ที่มีรูปร่างคล้ายตัวตุ่นยักษ์

    พวกตัวตุ่นยักษ์นั้น มันจะขุดดินลึกลงไป แล้วดูดน้ำมันจากข้างใต้เข้าไปเก็บในร่างจนตัวบวมสูงกว่าห้าเมตร ก่อนที่จะกลับขึ้นมาถ่ายเก็บลงในบ่อเหล็กขนาดใหญ่

    ถึงจะไม่รู้ว่าพวกยักษ์มันเอาน้ำมันไปใช้ทำอะไร แต่การที่มีน้ำมันอยู่ใต้ป้อมปราการ จึงทำให้พวกเบื้องบนสนใจอยากครอบครองเอาไว้

    และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเราลงมือรุนแรงไม่ได้

    “... จะพูดละนะคะ”

    “ดีมาก ส่งสัญญาณให้ปืนใหญ่ยิงถล่มกองเรือของมันได้เลย! ”

    สิ้นเสียงคำสั่งของคุณทอม เสียงของปืนใหญ่ก็ได้ดังขึ้นมาจากรถไฟที่จอดอยู่ในเมืองด้านหลัง

    เสียงระเบิดสามนัดได้ดังกังวาล พร้อมกับเกิดระเบิดที่รุนแรงบนผิวน้ำข้างหน้า

    “...”

    พวกยักษ์ยืนนิ่งมองดูเรือตรงหน้าจมลงไป

    บางทีอาจจะไม่คาดคิดว่าจะถูกโจมตี เลยทำให้ยืนทึ่งจนไม่สามารถขยับตอบสนองกันได้

    กองเรือและพญานาคบนผิวน้ำตรงหน้าจำนวนสองในสาม ได้กลายเป็นเศษขยะไปในทันที

    ขบวนรบกองเรือที่กระจายตัวออกเพื่อหวังโอบล้อมพวกเรา ต่างจมสู่ใต้น้ำไปโดยที่ยังไม่ทันได้แสดงฝีมือมือทำการรบแม้แต่น้อย

    “สวัสดีชาวยักษาทุกท่าน ฉัน เอรีส ขอเป็นตัวแทนเผ่าในการพูดนะคะ”

    หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มสงบลง ฉันก็พูดผ่านเครื่องขยายเสียงในทันที

    เสียงอันดังก้องนี้น่าจะดังไปถึงหูของพวกเขาได้

    “การโจมตีเมื่อกี้คือฝีมือของพวกเรา และเห็นกองทัพบนฟ้าตรงนั้นมั้ยคะ? พวกท่านนะแพ้แล้วค่ะ”

    เกิดเสียงยิงปืนใหญ่ดังขึ้นอีกสองนัด ก่อนที่กองเรือที่เหลือของฝ่ายศัตรูจะจมลงไปทั้งหมด

    “อีกครึ่งชั่วโมงพวกเราจะเปิดฉากโจมตีเต็มรูปแบบค่ะ ถ้าไม่อยากตายอย่างไร้ประโยชน์ ยังไงรบกวนช่วยกรุณาถอนกำลังทั้งหมดออกไปจากป้อมด้วยนะคะ”

    ฉันคิดว่าตัวเองข่มขู่ได้แย่มาก

    ทั้งภาษา สำเนียง และการเลือกใช้คำพูด

    คำพูดแบบนี้ใครมันจะไปกลัวกันละ? อีกอย่าง โลกนี้มันเกิดใหม่ได้เรื่อย ๆ ข่มขู่ด้วยความตายไม่น่าจะได้ผลหรอกนะ

    “...ทำไมพวกศัตรูมันนิ่งกันขนาดนั้น เธอพูดอะไรออกไปนะเอรีส? ”

    “...ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าให้พวกเขายอมแพ้ค่ะ”

    “... ข้ามันบ้าเองที่ไปเชื่อใจเธอนะ”

    แล้วไม่ทราบว่าอยากให้ฉันพูดอะไรออกไปหรือค่ะท่าน? วันหลังรบกวนช่วยร่างบทพูดให้ด้วยจะได้มั้ยคะ?

    “งั้นช่วยไม่ได้ สั่งให้พวกมนุษย์นกเปิดฉากโจมตีได้เลย! ”



    ***อัศวินสีแดง [โซเดียม]

    “สัญญาณโจมตีมาแล้ว ทุกคนบุก! ”

    ไฮเจนแผดเสียงสั่งการออกไปด้วยเครื่องขยายเสียงที่พวกเผ่าสองแขนมองให้พวกเรามาใช้งาน

    นอกจากเครื่องขยายเสียงแล้ว ยังมีอุปกรณ์สื่อสารสำหรับสั่งการระยะไกลที่มอบให้เฉพาะจ่าฝูงอย่างพวกเราคนละเครื่องอีกด้วย

    มาคิดดูแล้วเทคโนโลยีของพวกเผ่าสองแขนนั้นถือว่าล้ำหน้ากว่าพวกเราไปไกลมากเลยไม่ใช่หรือ?

    “จัดแถวบินกระจายออกเป็นรูปหัวฉมวก พวกเราจะสนับสนุนฝูงของไฮเจน เป้าหมายคือฐานของศัตรู! ”

    “รับทราบค่ะ! ”

    ฝูงอินทรีได้บินถลาต่ำลงมาจากฟากฟ้า

    พวกเรามีจำนวนมากจนแทบบดบังท้องฟ้าให้กลายเป็นยามราตรี และพร้อมที่จะย้อมฐานทัพเล็ก ๆ ตรงหน้าให้กลายเป็นบ่อเลือดสีดำด้วยธนูและคมเขี้ยวของพวกเรา

    ความจริงอยากใช้วิธีทิ้งระเบิดปูพรมลงไปมากกว่า แต่กลับโดนสั่งห้ามเพื่อลดความเสียหายให้กับบ่อน้ำมันที่ถูกขุดอยู่ภายในฐานทัพศัตรู

    “... รู้สึกแปลก ๆ ”

    ศัตรูไม่มีแสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือแสดงความวุ่นวายออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

    ขนาดที่ว่าเห็นอำนาจทำลายล้างของอาวุธเผ่าสองแขนเมื่อกี้ไปเต็มตา รวมไปถึงเห็นกองทัพของพวกเราที่บินจนเต็มท้องฟ้า พวกมันก็ยังคงสามารถยืนนิ่งและสงบเยือกเย็นได้

    “ไฮเจน เราว่าแบ่งกองทัพเป็นหน่วยย่อยลองเชิงดีกว่านะ รู้สึกไม่ดียังไงก็ไม่รู้สิ”

    “หนวกหู! ”

    เจ้านี่… ไม่คิดจะเรียนรู้จากบทเรียนเก่า ๆ เลยหรือยังไงกัน?

    “หน่วยโซเดียม กระจายกำลัง ฝูงบินที่สิบหนึ่งหมื่นนายบินตามเรามา ที่เหลือให้บินวนรอบนอก ทิ้งระยะออกไปหนึ่งกิโลเมตรรอดูท่าทีก่อน! ”

    “ทำอะไรขี้ขลาดจริงนะ”

    เราได้ยินเสียงของไฮเจนสวนกลับมาเช่นนั้น

    กองทัพสีขาวของไฮเจนเริ่มบินตัวลงต่ำ ก่อนจะง้างธนูอาบยาพิษขึ้นที่ระยะราวสามร้อยเมตรเหนือฐานทัพของศัตรู

    ส่วนกองทัพของเผ่าสองแขนนั้น ทำเพียงแค่จอดรอชมพวกเราต่อสู้อยู่กลางแม่น้ำเฉย ๆ เท่านั้น

    รวมไปถึงเอรีสที่เป็นเพื่อนของเราด้วย

    ให้ตายสิ สุดท้ายศัตรูก็คือศัตรูวันยังค่ำสินะ...

    ธนูอาบยาพิษจำนวนสี่แสนดอกได้ถูกยิงโปรยออกไปใส่ป้อมปราการหินตรงหน้า

    “...ทำไมพวกมันไม่คิดจะหลบเลยละ? ”

    แต่ทว่ากองกำลังศัตรูกลับไม่คิดที่จะเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย

    อีกเพียงแค่หนึ่งเมตร ธนูอาบยาพิษจำนวนมากเหล่านั้นก็จะปักลงไปบนร่างของนักรบฝ่ายศัตรูแล้ว

    แล้วตอนนั้นเองที่ได้เกิดเรื่องอันน่าเหลือเชื่อขึ้นมา

    “ลูกธนู… หยุดกลางอากาศ!? ”

    ลูกธนูนับแสนได้กระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างที่โปร่งแสง ก่อนที่จะปลิวกระเด็นร่วงไปกองอยู่บนพื้นดินตรงหน้าแนวกำแพงป้อมปราการหิน

    และทันทีทันใดนั้น เสียงกรีดร้องของสัญชาตญาณก็ได้ดังขึ้นมา

    “ทุกหน่วย กระจายตัว ห้ามรวมฝูงกันเด็ดขาด จงกระจายตัวออกเดียวนี้! ”

    เรากรีดเสียงร้องดังลั่นด้วยความตื่นตระหนก

    คนที่มีสัญชาตญาณเฉียบคมก็เริ่มบินถอยห่างออกไปแล้วเช่นกัน

    ในตอนนั้นเองที่มีลูกเหล็กพุ่งบินทะยานมาจากทางด้านนอกของป้อมปราการ

    พื้นที่ว่างซึ่งไม่ควรมีสิ่งใดอยู่ ได้ฉับพลันปรากฏร่างขนาดใหญ่ของกองทัพเผ่าสองเขา

    อาวุธในมือของพวกมันคืออาวุธที่เป็นท่อโลหะเหมือนของมนุษย์

    แต่มันมีขนาดใหญ่กว่า และดูน่ากลัวกว่ามากนัก

    “@! #$! %!! ”

    หลังสิ้นเสียงสั่งการบางอย่างจากคนที่น่าจะเป็นแม่ทัพของศัตรู เสียงระเบิดก็ได้ดังกระหึ่มไปทั่ว

    มันทำให้เรานึกย้อนกลับไปถึงฝันร้ายที่เคยถูกเผ่าสองแขนยิงกระหน่ำโจมตีขึ้นมาบนท้องฟ้า

    หากจะบอกว่าอาวุธที่พวกสองเขากำลังใช้นั้น คืออาวุธชนิดเดียวกับที่เผ่าสองแขนใช้ก็คงไม่ใช่เป็นการกล่าวที่เกินเลยนัก

    แถมอนุภาพอาจจะรุนแรงกว่าที่เผ่าสองแขนใช้เนื่องจากขนาดของอาวุธที่ใหญ่กว่า

    ท่อโลหะจำนวนหกท่อซึ่งดูน่าจะหนักหลายกิโลกรัม ได้ถูกถือเอาไว้ด้วยแขนอันทรงพลังเพียงข้างเดียวของพวกเขา

    หนึ่งคนต่อสองกระบอก จำนวนหนึ่งร้อยคนก็มีด้วยกันสองร้อยกระบอก

    สิ่งที่พวกเราเคยได้ลิ้มรสมาก่อนนั้น ได้ถูกลั่นยิงขึ้นท้องฟ้าและสังหารพวกเราจนย่อยยับ

    “หน่อย! อีกแล้วเรอะ!? ทำไมพวกสิ่งมีชีวิตบนบกถึงมีแต่อาวุธแบบนี้ใช้กันฟะ! ”

    ไฮเจนกรีดร้องออกมาด้วยโทสะ

    กองทัพจำนวนสี่แสนของไฮเจนเริ่มตื่นตระหนกและบินแตกฝูงอย่างไม่น่าดู

    ภาพเนื้อบดที่เผ่าของพวกเราเป็นฝ่ายถูกไล่สังหารเพียงฝ่ายเดียวได้เกิดขึ้นมาอีกครัง

    นี่หรือคือชะตากรรมของเผ่าพวกเรา?

    ทำไมมันช่างมืดมนเช่นนี้

    ทำไมพวกเราต้องมาเจออะไรแบบนี้กันด้วย…



    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “พวกยักษ์มีปืนกลใช้ด้วยเรอะ!? ”

    แอร์บาร์สที่ยืนอยู่ด้านข้างตะโกนออกมาด้วยความตื่นตระหนก

    “แถมยังมีบาเรียอีกด้วย...”

    ฉันเสริมให้เขาอีกต่อหนึ่ง

    ฉันว่าไม่น่าแปลกหรอก เพราะจากสงครามพันธมิตรครั้งก่อนนั้น มันทำให้ฉันได้รับรู้ว่าพวกบานากับเอสเทอ ต่างก็มีความฉลาดและพลังที่ไม่ต่างจากมนุษย์อย่างพวกเรา

    แถมจากรายงานที่พวกเขาหนีออกไปจากการจับกุมเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนนั้น พวกเขาก็ยังได้ขโมยอาวุธบางส่วนติดมือออกไปด้วย

    “ถึงจะบอกว่าขโมยอาวุธไปลอกเลียนแบบ แต่พึ่งจะผ่านไปแค่อาทิตย์เดียวเองนะ มันไม่เร็วไปหน่อยหรือยังไง! ขนาดพวกเรากว่าจะได้ปืนและรถถังมาใช้ ยังใช้เวลาพัฒนาตั้งแต่สร้างโรงงาน เมือง รวมเวลามากกว่าหนึ่งเดือนถึงจะทำได้เลยนะ! ”

    “ไม่แปลกหรอก พวกเราผลิตเร็วได้ด้วยระบบโรงงาน แต่พวกนั้นมีเผ่าภูติที่ใช้เวทมนต์ได้ บางทีอาจจะมีเทคโนโลยีแบบที่พวกเราไม่รู้ใช้สร้างมันขึ้นมาก็เป็นไปได้อยู่นะ”

    “...แบบนี้คงไม่ใช่สงครามกินนิ่มอย่างที่คิดแล้วละครับคุณทอม”

    ฉันจ้องมองไปที่กองทัพของพวกยักษ์ที่อยู่นอกป้อมปราการ

    กลุ่มติดอาวุธยุคสมัยใหม่นั้นมีจำนวนราวหนึ่งร้อยคน

    เสื้อเกราะที่สวมใส่นั้น ไม่ใช่ชุดเกราะหนังสัตว์หรือเกล็ดมังกร แต่เป็นชุดเกราะผิวเรียบที่ทำด้วยวัสดุแปลกตาไม่เห็นมากจากที่ไหนมาก่อน

    มันดูคล้ายกับชุดเกราะของสเลบ

    และด้วยร่างกายที่ใหญ่โตรวมกับพละกำลังที่เป็นข้อดีของเผ่ายักษ์ จึงทำให้พวกมันสามารถถือปืนกลขนาดใหญ่ด้วยแขนทั้งสองข้างได้

    อาวุธที่พวกมันใช้นั้น ช่างคล้ายกับ [M134 Minigun]

    มีหกลำกล้อง ลูกกระสุนขนาด 0.308 นิ้ว อัตตราการยิง 2000-6000 รอบต่อนาที (rpm) และมีอัตรายิงสังหารถึงหนึ่งกิโลเมตร

    กระบอกหนึ่งมีน้ำหนักถึง 39 กิโลกรัม แต่ถ้าหากแบกรวมกระสุนไปเป็นจำนวนมาก มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะสามารถแบกด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียวได้

    ปกติหากจะใช้งานปืนแบบนี้ พวกเราจะต้องเอามันไปติดตั้งบนยานยนต์ หรือไม่ก็มีฐานตั้งยิง

    แต่สำหรับเผ่ายักษ์ที่มากด้วยพละกำลัง สิ่งนี้คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก

    “นั่นสินะ… ดีละ สั่งให้เตรียมยิงปืนใหญ่ถล่มมันดู จะได้รู้ไปเลยว่าระหว่างบาเรียกับอาวุธของเรา ใครมันจะแน่กว่ากัน! ”

    ทอมรีบสั่งการออกไปเช่นนั้น

    เดียวสิ พื้นที่ตรงนั้นยังมีเผ่ามนุษย์นกต่อสู้อยู่นะ! ถ้ายิงไปตอนนี้ก็มีหวังได้โดนพวกเดียวกันไม่ใช่หรือไง?

    แต่ฉันไม่อาจออกเสียงคัดค้านใด ๆ ได้ เพราะเป็นเพียงแค่นายทหารชั้นผู้น้อยเท่านั้น

    ฉันทำได้แค่ยืนมองดูพวกเขาตายไปเท่านั้น

    เสียงปืนใหญ่ได้ดังกังวาลขึ้น

    เกิดระเบิดอย่างรุนแรงที่ผิวนอกของป้อมปราการหิน พร้อมกับเกิดกระแสงคลื่นวิ่งพล่านไปทั่วสิ่งโปร่งแสงรูปทรงโดมที่คลุมรอบตัวป้อมปราการหินนั้น

    ในเวลาต่อมา ก็ได้มีควันพวยพุ่งเกิดขึ้นมาจากข้างในฐาน พร้อมกับเสียงระเบิดที่รุนแรง

    ม่านโปรงแสงที่มองได้ยาก ฉับพลันสลายหายไปจนรู้สึกได้

    “นึกว่าบาเรียจะทนมากกว่านี้เสียอีกแฮะ”

    คุณทอมวิจารณ์ออกมาเช่นนั้น

    “ถึงจ่าฝูงไฮเจนและโซเดียม นี่คือเสียงของทอมผู้บัญชาการของพวกแก พวกเราทำลายบาเรียให้แล้ว จงดำเนินกลยุทธบุกยึดป้อมปราการต่อซะ”

    คุณทอมใช้เครื่องสื่อสารยิงกลับขึ้นไปแจ้งพวกทาสสงครามที่กำลังต่อสู้อยู่ในแนวหน้า

    ฉันหันกลับไปดูสภาพตรงหน้าอีกครั้ง

    จากแรงระเบิดเมื่อกี้ ทำให้มีนักรบของมนุษย์นกส่วนหนึ่งโดนลูกหลงตายไปเป็นจำนวนมาก

    และต่อให้ทำลายบาเรียได้ ข้างในนั้นก็ยังมีมังกรกับมอนสเตอร์ที่ดูดุร้ายจำนวนมากรอต้อนรับพวกเขาอยู่

    ซ้ำร้าย ดีไม่มีอาจจะมีอาวุธยุคใหม่รอต้อนรับอยู่อีกเสียด้วยซ้ำ

    แต่กระนั้นคุณทอมก็ยังสั่งการออกไปได้อย่างเลือดเย็น ขนาดแอร์บาร์สที่ดูจะอ่อนโยน เขาก็ยังยืนนิ่งรับเรื่องแบบนี้ได้หน้าตาเฉย

    “ไม่สิ …ฉันไม่ต่างจากพวกเขาเลยเหมือนกัน”

    พวกเราคือทหาร คำสั่งจากเบื้องบนคือคำขาดที่ไม่สามารถคัดค้านได้

    หากเบื้องบนสั่งมาว่าให้ใช้พวกมันในฐานะทาสสงคราม พวกเราก็ต้องทำตามเช่นนั้น

    อีกอย่าง ท้ายที่สุดแล้วพวกต่างเผ่าจะกลายเป็นศัตรูในท้ายที่สุด จะให้ทำเป็นเห็นใจไม่ได้เด็ดขาด

    ใช่แล้ว ทั้งที่รู้แบบนั้นอยู่แล้วก็ตาม…

    “นี่แอร์บาร์ส ขอโทษทีนะ เอาไว้เดียวจะกลับมารับโทษวินัยทหารทีหลังเอง”

    “เดียว เอรีส นั่นเธอจะทำอะไร!? เดียวก่อน! ”

    ฉันกระโดดลงน้ำพร้อมกับรีบว่ายตรงไปข้างหน้า เพื่อที่จะเข้าไปร่วมต่อสู้พร้อมกับพวกเขา

    นี่ไม่ใช่ทำเพื่อกองทัพหรือมีเหตุผลอะไรมากมาย

    ฉันทำแบบนี้ เพราะรู้สึกว่าไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยเดิมเท่านั้นเอง

    ฉันจะไม่ทรยศต่อพวกพ้องที่ร่วมรบมาด้วยกันอีกต่อไปแล้ว

    ฉันจะไม่ยอมทิ้งเพื่อนอีกเป็นครั้งสองแล้วละ !