“ชิงเฉิง เจ้าวางใจเถิด เรื่องราวเมื่อครานั้นข้าจะสืบให้กระจ่างแจ้งแน่นอน” โม่อวี้เฉินเห็นดวงตาเป็นประกายของนางจึงรู้ว่าไม่อาจปกปิดสิ่งใดได้ เขาเอ่ยต่อว่า “ทว่ายามนี้มีเพียงพยานและแผนที่นั่น ยังไม่อาจชี้ชัดสิ่งใดได้”
แท้จริงแล้วพวกเขายังคงต้องการหลักฐานอีกมาก เพื่อชี้เป้าไปที่กู้ตงหลิงยามนี้พวกเขาเพียงแค่ข่มขู่กู้ตงหลิงเท่านั้น
กู้ตงหลิงผู้นี้มีรากฐานมั่นคงในเมืองหลวงมีตระกูลกู้ ตระกูลถัง และตระกูลไป๋หนุนหลังอีกทั้งยังได้รับการเชิดชูจากสี่ตระกูลใหญ่ การจะโค่นล้มนางจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
เรื่องราวในวันนี้เกิดขึ้นกะทันหันสี่ตระกูลใหญ่ยังไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมาเนื่องจากฮ่องเต้และองค์รัชทายาทประทับอยู่ด้วย พวกเขาจึงไม่อาจเอ่ยปากได้อีกทั้งทุกสิ่งในวันนี้ล้วนเป็นผลเสียต่อกู้ตงหลิงยิ่งนัก
สี่ตระกูลใหญ่ล้วนคงอยู่มานับร้อยปีมีกำลังอำนาจและภูมิหลังที่แข็งแกร่ง อีกทั้งสามารถตั้งมั่นในแคว้นต้าฉินได้ย่อมไม่ใช่บุคคลธรรมดา พวกเขาเข้าใจดีว่าเมื่อใดควรเอ่ยปากและเมื่อใดไม่ควรเอ่ยปาก ด้วยสถานการณ์ของจวนตระกูลกู้ในวันนั้น ผู้ใดที่ก้าวออกมาจะต้องพัวพันกับเรื่องยุ่งยาก และยังจะทำให้กู้ตงหลิงต้องเดือนร้อนไปด้วย
แน่นอนว่าสิ่งนี้ยังทำให้บางคนได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนาง ดังนั้นสี่ตระกูลใหญ่จึงยังคงนิ่งเฉยในตอนนี้ ทว่าหลังจากนี้จะยังคงนิ่งเฉยหรือไม่ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้
“อืม ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน” กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อยมุมปากของนางเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ
วันเวลาที่ดีงามของกู้ตงหลิงเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเฉาปอผู้นั้นย่อมไม่ทำให้กู้ชิงเฉิงผิดหวังแน่นอน ปีศาจดูดเลือดเช่นนั้นคงจะทำให้จวนตระกูลกู้ปั่นป่วนยุ่งเหยิงเป็นแน่
โม่อวี้เฉินเองก็ชะงักไปเล็กน้อยเขารับรู้ได้ถึงความเกลียดชังอันลึกซึ้งของกู้ชิงเฉิงเขาจึงยกมือขึ้นตบไหล่นางเบาๆ พลางเอ่ยว่า “ความจริงย่อมปรากฏแก่สายตาผู้คน”
กู้ชิงเฉิงเชื่อว่าโม่อวี้เฉินจะไม่นิ่งดูดายไม่ใช่เพราะตัวนางเอง แต่เป็นเพราะแผ่นดินต้าฉินนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเกี่ยวพันกับตระกูลไป๋และแคว้นหลิน หากตระกูลกู้มีส่วนพัวพันกับแคว้นหลินจริงย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้
“ฝ่าบาทเชื่อในตัวราชครูกู้เสียจริง” กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงพลางเอ่ยเสียงต่ำว่า “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสองแคว้นกระทั่งยังเกี่ยวข้องกับตระกูลไป๋และตระกูลกู้ เพื่อถ่วงดุลอำนาจในราชสำนักฝ่าบาทกลับวางแผนจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปเสียอย่างนั้น” ในสายตานาง ฮ่องเต้ฉินผู้นี้คงจะแก่ชราจนเลอะเลือนไปแล้ว
“เสด็จพ่อ...” โม่อวี้เฉินไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดต่อ
ฮ่องเต้ฉินในวัยหนุ่มถือได้ว่าเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงคุณธรรมและมีความสามารถในการปกครองอันยอดเยี่ยมจึงทำให้แคว้นต้าฉินกลายเป็นหนึ่งในแคว้นที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินนี้ภายในเวลาสิบกว่าปีทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขากลับประมาทเลินเล่อในราชบัลลังก์มากเกินไป จนทำเรื่องโง่เขลาที่ไม่น่าเชื่อหลายอย่างครั้งนี้ยิ่งทำให้ผู้คนไม่อาจเข้าใจได้
ทว่ากู้ชิงเฉิงก็พอจะเข้าใจได้ลางๆว่า“บางที...ฝ่าบาทอาจจะแค่ต้องการยืมดาบฆ่าคน”
ตระกูลไป๋นั้นมีคุณงามความดีมากเกินไปจนอาจเป็นภัยต่อราชบัลลังก์อีกทั้งยังมีอำนาจที่แข็งแกร่ง ฮ่องเต้ฉินคงจะหวาดกลัวกระมังเขาคงไม่ถึงขั้นทำลายตระกูลไป๋ แต่ต้องการบั่นทอนกำลังของตระกูลไป๋ลงเพื่อให้เขาควบคุมตระกูลไป๋ได้ง่ายขึ้น
กู้ชิงเฉิงเองก็ไม่อาจบอกได้ว่าถูกหรือผิดได้แต่กล่าวว่า ทุกคนล้วนมีจุดยืนเป็นของตนเอง และมีความปรารถนาที่แตกต่างกันไป
“รวมถึงรุ่ยอ๋องเองด้วย” กู้ชิงเฉิงเอ่ยเสียงต่ำอีกครั้งคิ้วของนางเต็มไปด้วยความเยียบเย็น
ในนิยายรุ่ยอ๋องถูกฮ่องเต้ฉินสั่งประหารเพียงเพราะฮ่องเต้ฉินกลัวว่ารุ่ยอ๋องจะช่วงชิงราชบัลลังก์ของเขาไปฮ่องเต้ฉินในวัยชรา เพื่อราชบัลลังก์แล้ว เขาใช้ทุกวิถีทางอย่างไม่เลือกวิธีการประกอบกับกู้ตงหลิงคอยชี้แนะอยู่เบื้องหลัง ทำให้แคว้นต้าฉินตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายผู้คนต่างหวาดระแวงภัย เหล่าขุนนางผู้ซื่อสัตย์ล้มตายไปมากมายช่างเป็นเรื่องที่น่าอนาถยิ่งนัก
อีกทั้งเมื่อถึงบทสรุปองค์รัชทายาทก็ปลิดชีพตนเองด้วยแคว้นต้าฉินในเวลานั้นจึงกลายเป็นแคว้นที่ไร้ซึ่งผู้ปกครอง เมื่อคิดถึงตรงนี้หัวใจของกู้ชิงเฉิงก็บีบรัดอย่างเจ็บปวด
บุรุษที่อยู่ตรงหน้านางสุดท้ายจะสิ้นใจเพราะซูเหวินจิ้งนางไม่อาจบอกได้ว่ารู้สึกเช่นไร ก่อนหน้านี้นางคิดเสมอว่าบทสรุปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนาง นางเพียงแค่ปกป้องกู้จิ่งเซวียนทำลายจวนตระกูลกู้และแก้แค้นให้สาสมก็พอแล้วทว่ายามนี้กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยเกิดขึ้นมา
โม่อวี้เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินกู้ชิงเฉิงเอ่ยถึงรุ่ยอ๋อง ใบหน้าของเขาก็ไม่สู้ดีนัก อย่างไรเสียคนหนึ่งคือเสด็จพ่อของเขา อีกคนคือท่านอาผู้เลี้ยงดูเขามาแต่เล็กแต่น้อยเป็นเรื่องยากที่จะเลือกข้าง
“ด้วยนิสัยของรุ่ยอ๋องแล้ว เขาไม่มีทางยอมง่ายๆ เป็นแน่การที่เขายังไม่เคลื่อนไหวในตอนนี้ ก็เพราะมีท่านเป็นคนกลาง” กู้ชิงเฉิงกล่าวตามความเป็นจริง “หากฝ่าบาทจะพุ่งเป้าไปที่ตระกูลไป๋อีกคราก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อต้าฉินเลย”
“ข้ารู้ดี” โม่อวี้เฉินหรี่ตาลง
“ช่างเถิด เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าควรเข้ายุ่ง” กู้ชิงเฉิงโบกมือ “องค์รัชทายาทก็ควรพักผ่อนได้แล้วเพคะบางเรื่องพวกเราก็ไม่อาจควบคุมได้ ทำได้เพียงแค่ประนีประนอมเท่านั้น”
นางไม่ได้อยากคิดมากนักไม่ว่าฮ่องเต้จะปกป้องตระกูลกู้ หรือกดดันตระกูลไป๋มากเพียงใดเมื่อถึงคราวความจริงปรากฏ นางก็จำต้องก้มหัวให้
ในวันรุ่งขึ้นกู้ชิงเฉิงก็ออกจากตำหนักบูรพา และไปพบคนคนหนึ่งที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
“เรื่องของเฉาปอต้องจัดการให้ดี เขาจะตายไม่ได้” กู้ชิงเฉิงสวมผ้าคลุมหน้านั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน ส่วนเจ้าของโรงเตี๊ยมหนุ่มยืนอยู่ห่างจากนางสามก้าว
“นายหญิงโปรดวางใจ เรื่องทางจวนตระกูลกู้จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ” เจ้าของโรงเตี๊ยมหนุ่มกล่าวอย่างนอบน้อม “ข้ารับรองว่าจะทำให้จวนตระกูลกู้ปั่นป่วนจนพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน”
พวกเขาต่างจับตามองเฉาปอผู้นี้เพราะเฉาปอเป็นคนที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและมีความทะเยอทะยานอย่างมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ต้นกำเนิดต่ำต้อยนักในยุคสมัยเช่นนี้ เป็นเรื่องยากที่จะพลิกชะตาได้
เขากล้าลงมือกับกู้ตงหลิงในตำหนักชิงซวงเพื่อที่จะไต่เต้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่น่าเสียดายที่ผิดพลาดไปก้าวหนึ่งจึงทำไม่สำเร็จ ซ้ำร้ายเขายังเกือบจะสิ้นชีพในมือกู้ตงหลิงความอำมหิตของกู้ตงหลิงนั้นไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้
“อืม ข้าจะรอดู” กู้ชิงเฉิงยิ้มแล้วพยักหน้า “ทว่า เฉาปอผู้นี้ก็ยังอ่อนด้อยนัก ไม่อาจสั่นคลอนรากฐานของตระกูลกู้ได้”
“ขอเพียงเขากล้าลงมือทำอย่างเต็มที่ ก็สามารถทำได้แน่นอนขอรับ” เจ้าของโรงเตี๊ยมหนุ่มก็ยิ้มออกมา
“ตระกูลไป๋…” กู้ชิงเฉิงลังเลเล็กน้อย “หากได้ยินว่าเกิดเรื่องมากมายในเมืองหลวง พวกเขาย่อมต้องกลับมาเป็นแน่”
ความรู้สึกที่กู้ชิงเฉิงมีต่อตระกูลไป๋นั้นซับซ้อนยิ่งขึ้นแม้ร่างเดิมจะสิ้นชีพไปแล้ว แต่ในใจของนางก็ยังคงมีความรู้สึกของร่างเดิมอยู่บางครั้งนางก็ถูกความรู้สึกของร่างเดิมบงการ
ในครานั้นร่างเดิมถูกกู้ตงหลิงวางแผนร้าย จนเกือบจะทำให้คนในจวนไป๋ต้องสิ้นชีพทั้งหมดร่างเดิมจึงรู้สึกผิดมาโดยตลอด
นางไม่รู้ว่าตนเองถูกวางแผนเพียงคิดว่าตนเองโง่เขลาและทำผิดพลาดไปในตอนนี้ความรู้สึกผิดและตำหนิตนเองก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
“หากตระกูลไป๋กล้าทำร้ายนายหญิง ข้า สวีอิ่นชิง ยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพันข้าจะขวางพวกเขาไม่ให้เข้าเมืองหลวงเป็นอันขาด” สวีอิ่นชิงกล่าวอย่างจริงจังด้วยใบหน้าที่มุ่งมั่น
กู้ชิงเฉิงโบกมือ“ไม่ต้อง ตระกูลไป๋... พวกเขาไม่ทำร้ายข้าหรอก” ถึงแม้จะผิดหวังในตัวนาง และไม่อยากพบนาง แต่ก็จะไม่พุ่งเป้ามาที่นาง
สวีอิ่นชิงพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
“เจ้าจงสืบสวนเรื่องที่กู้ตงหลิงทำร้ายท่านแม่ทัพไป๋เมื่อครานั้นต่อไปให้ถี่ถ้วนพยายามหาหลักฐานที่แน่ชัดให้ได้” กู้ชิงเฉิงถอนหายใจ“ข้ารู้ว่านี่เป็นเรื่องยากสำหรับเจ้า”
แม้กู้ตงหลิงจะโง่เขลาไปบ้างแต่ถังเชี่ยวกลับเฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง นางจะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ให้จับได้เลย
จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวคือองค์ชายสามแห่งแคว้นหลินแต่คนธรรมดาไม่อาจเข้าถึงองค์ชายสามได้และแม้จะสามารถเข้าถึงองค์ชายสามแห่งแคว้นหลินได้จริงๆเขาก็อาจไม่ยินยอมเป็นพยานให้นาง ดังนั้นเมื่อกล่าวออกไปแล้วนางก็อดที่จะยิ้มอย่างอ่อนแรงไม่ได้
กู้ชิงเฉิงในสภาพเช่นนี้ทำให้สวีอิ่นชิงรู้สึกปวดใจเล็กน้อย “นายหญิงโปรดวางใจ ข้าจะต้องหาหลักฐานมาให้ได้”
โรงเตี๊ยมและร้านสุราของเขามีอยู่ทั่วทุกแห่งหนในใต้หล้ามือของเขาย่อมเอื้อมไปถึงแคว้นหลินได้เช่นกัน
ในครานั้นเมื่อโรงเตี๊ยมของเขาใกล้จะปิดกิจการกู้ชิงเฉิงเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเขา ทั้งออกเงิน ออกความคิด และวางแผนธุรกิจจนทำให้เขามองเห็นความหวังและโลกใหม่ทำให้กิจการของตระกูลสวีของเขารุ่งเรืองไปทั่วใต้หล้า บุญคุณนี้เขาจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต