นักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 45 ความหลังของพี่ใหญ่

    ตอนที่45 ความหลังของพี่ใหญ่

     

    อันตราย!

     

    โจวโจวรีบแปะยันต์ล่องหนบนตัวอย่างรวดเร็วหนูน้อยกลั้นหายใจ ไม่ขยับเขยื้อนตามสัญชาตญาณ

     

    เมื่อเห็นว่าเขาหยุดชะงักไปคนอื่นจึงมองตามทิศที่เขามองก็ไม่พบใคร จึงถามเขาด้วยความสงสัยว่า “ดร.อัล เป็นอะไรหรือเปล่า? ”

     

    “ไม่มีอะไร”อัลหันกลับมา เขาชำเลืองมองไปทางด้านนั้นอีกครู่หนึ่ง แววตาของเขาดูล้ำลึกก่อนที่เขาจะเดินนำหน้าต่อไป “ไปกันเถอะ”

     

    เมื่อเห็นว่าพวกเขาเดินจากไปแล้วโจวโจวยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับไปไหน เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด ประมาณ 2 นาทีต่อมาคนกลุ่มนั้นก็ได้ย้อนกลับมาทางเดิมอีกครั้งและเมื่อเห็นว่าตำแหน่งที่เขามองไปเมื่อครู่นี้ยังคงว่างเปล่าอัลถึงได้คลายคิ้วที่ขมวดออก “ไปกันเถอะ”

     

    คราวนี้พวกเขาไม่กลับมาแล้ว

     

    คิดแล้วเชียวว่าพวกเขาต้องโผล่หัวกลับมาอีกครั้ง!

     

    โจวโจวสบถอย่างดูถูกพลางวิ่งไปด้านหน้า

     

    ฉินเริ่นลากเก้าอี้เด็กออกแล้วอุ้มหนูน้อยขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นจึงถามว่า “ทำไมถึงไปนานจัง ? ”

     

    โจวโจวไม่ได้พูดอะไรหนูน้อยเอาแต่จ้องมองเขาโดยไม่รู้ตัวแม้ว่าพี่ใหญ่นักวิทยาศาสตร์จะมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยแต่ชีวิตของเขาก็ไม่ได้ราบรื่นนัก

     

    แต่ดูจากโหงวเฮ้งบนใบหน้าของเขาแล้วในวัยเด็ก เขาได้เคยผ่านด่านเคราะห์กรรมที่หนักหนาสาหัสมาก่อน

     

    มันเกี่ยวกับคำว่า“หมายเลขหนึ่ง” ที่คนพวกนั้นพูดถึงหรือเปล่า ?

     

    หนูน้อยนั่งเท้าคางครุ่นคิดไม่ตกถึงเรื่องนี้

     

    เมื่อเห็นเธอเป็นแบบนี้แล้วฉินเริ่นขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วรูปใบหน้าของตนเอง “มีอะไรติดหน้าของพี่งั้นหรือ ? ”

     

    โจวโจวส่ายหน้า“ไม่มี”

     

    ระหว่างที่พูดหนูน้อยก็เลิกคิดเรื่องนี้แล้วหน้าก้มตากินข้าวต่อไปเพราะถึงอย่างไรคนพวกนั้นต่างกลับไปแล้ว ในช่วงนี้จึงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้

     

    รอกลับบ้านไปค่อยไปถามพ่อดีกว่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น

     

    ถึงแม้ว่าหนูน้อยจะไม่ยอมพูดแต่ฉินเริ่นกลับสังเกตเห็นถึงความแปลกไปเขาหันไปมองบริเวณที่เธอเพิ่งไปเมื่อครู่นี้ ในใจของเขารู้สึกเคร่งขรึมขึ้นมาเธอเพิ่งพบเจอเรื่องอะไรมากันนะ ?

     

    ทั้งสองต่างคิดเรื่องที่ตนเองสงสัยอยู่ในใจโดยไม่มีใครพูดออกมา

     

    หลังจากที่กินข้าวเสร็จแล้วทุกคนไปเที่ยวเล่นที่สวนเก็บผลไม้อีกสักพัก รอจนกระทั่งฟ้าใกล้มืดนั้นพวกเขาถึงได้หอบร่างที่เหนื่อยล้ากลับคฤหาสน์

     

    “เก็บผลไม้มาได้เยอะขนาดนี้เลยหรือ ? ” ย่าฉินเห็นผลไม้เต็มตะกร้าหลายใบก็ตกตะลึง

     

    “ค่ะ! ” โจวโจวเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจหนูน้อยชี้ไปยังผลไม้ลูกที่ออกสีแดงมากที่สุดสองตะกร้า “คุณย่า หนูเป็นคนเด็ดผลไม้พวกนี้มา”

     

    ขณะที่เธอพูดนั้นหนูน้อยก็เล่าเรื่องราวที่พวกเธอแข่งกับเด็ก ๆ บ้านตระกูลหลิวสุดท้ายก็แกว่งหมัดแล้วพูดว่า “ต่อไปนี้ถ้าพวกเขายังกล้ามารังแกพี่เจ็ด อีกหนูจะอัดหน้าพวกเขา ! ”

     

    ย่าฉินได้ยินว่าเด็กๆ บ้านตระกูลหลิวมาหาเรื่องหลาน ๆ ของเธออีกแล้ว สีหน้าของเธอดูแย่ลงแต่เมื่อได้ยินโจวโจวบอกว่าหลาน ๆ ชนะ และพอได้ยินประโยคสุดท้ายนั้นใบหน้าของย่าฉินก็กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง

     

    “ดีๆ โจวโจวของพวกเราเก่งที่สุดเลย” ย่าฉินโน้มตัวลงไปบีบแก้มหลานสาวสุดที่รักด้วยความเอ็นดู

     

    โจวโจวเงยหน้าขึ้นและปล่อยให้หญิงชราบีบแก้มอย่างร่วมมือและเมื่อย่าฉินบีบแก้มหนูน้อยจนพอใจแล้ว เธอก็เรียกพวกเขามากินผลไม้

     

    ย่าฉินเรียกให้แม่บ้านเอาผลไม้ไปล้างแล้วจูงมือหนูน้อยไปนั่งบนโซฟาด้วยกัน

     

    โจวโจวอยู่ในอ้อมกอดของย่าฉินพลางมองไปยังฉินเริ่นอย่างไม่ตั้งใจ ทันใดนั้นเธอก็นึกเรื่องของพวกคนชุดขาวที่เจอวันนี้ได้พอดี

     

    เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาหนูน้อยโน้มตัวไปหาย่าฉินและสนทนากับเธอต่อไป รอจนกระทั่งพวกเขาแยกย้ายกันไปพักผ่อนในตอนกลางคืนนั้นเธอจึงแอบเข้าไปในห้องของฉินเลี่ย

     

    ขณะนั้นฉินเลี่ยกำลังเปิดคอมพิวเตอร์นั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานเพื่อประชุมข้ามชาติอยู่พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เขาก็เหลือบมองมาทางเธอ แต่ไม่ได้พูดอะไรเขาเพียงแค่พูดกับการประชุมในหน้าจอว่า “ต่อเลย”

     

    เมื่อเห็นว่าเขากำลังประชุมอยู่โจวโจวเองก็ไม่ได้รบกวนเขาเช่นเดียวกัน หนูน้อยกวาดตามองไปรอบห้องเมื่อเห็นว่ามีเก้าอี้ตัวเล็กวางอยู่ เธอจึงไปย้ายเก้าอี้มานั่งข้างเขาเพื่อรอให้เขาประชุมเสร็จก่อน

     

    แต่หนูน้อยไม่คิดเลยว่าการประชุมของเขาจะกินเวลามานานกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วและเขายังไม่มีทีท่าว่าจะประชุมเสร็จแต่อย่างใด

     

    โจวโจวเริ่มง่วงแล้วหนูน้อยขยี้ตาหาวฟอดใหญ่ เธอใช้สองมือกอดขาของเขาไว้แล้วใช้ขาของฉินเลี่ยหนุนนอนเป็นหมอน ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความงุนงง

     

    เมื่อรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวที่ขาของตัวเองฉินเลี่ยชะงักไปเล็กน้อย เขาใช้มือลูบหัวของเธอ โจวโจวหลับอย่างสะลึมสะลือหนูน้อยรับรู้ได้ถึงกระแสของความอบอุ่นใบหน้าเจ้าเนื้อของเธอจึงถูไถไปมาบนขาของเขาโดยไม่รู้ตัวหนูน้อยนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข

     

    ฉินเลี่ยเหลือบมองการประชุมบนจอแล้วลดเสียงประชุมลง ประมาณสิบนาทีต่อมา หลังจากประชุมแผนงานสุดท้ายเสร็จแล้วเขาก็บอกให้ทุกคนจบการประชุม “วันนี้พอแค่นี้เถอะ เลิกประชุมได้”

     

    พูดจบเขาก็ปิดคอมพิวเตอร์และมองลงไปยังสาวน้อยที่หลับไปแล้ว หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาได้อุ้มเธอไปนอนบนเตียง

     

    พลางพูดกับตัวเองว่า‘เด็กขี้อ้อน’

     

    ‘ขนาดจะนอนยังมาขอนอนกับเราเด็กน้อยขี้กลัว’

     

    ในใจของเขาคิดแบบนี้แต่มือของเขากลับดึงผ้าห่มมาคลุมตัวเธออย่างจริงใจแล้วดึงตัวหนูน้อยมากอดไว้ในอ้อมแขนราวกับร่างเจ้าเนื้อของหนูน้อยเป็นหมอนข้าง

     

    เมื่อรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเขาโจวโจวขยับเปลือกตาเล็กน้อย เธอคับคล้ายคับคราว่าจะมาคุยเรื่องบางอย่างกับพ่อแต่พอมีมือใหญ่ของฉินเลี่ยมาลูบหลังเธอเบา ๆ หนูน้อยก็ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่ใช้เวลาไม่นาน เธอก็ลืมเรื่องนี้ไปจากสมองชั่วคราว

     

    ช่างเถอะค่อยคุยพรุ่งนี้แล้วกัน

     

    เช้าวันต่อมาโจวโจวตื่นนอนด้วยอาการงัวเงีย และเมื่อเห็นใบหน้าของฉินเลี่ยเธอก็เด้งตัวผึงลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที “พ่อ ! ”

     

    “อืม”ฉินเลี่ยตื่นตั้งแต่ตอนที่เธอขยับตัว และเมื่อเขากำลังจะพูดเขาได้ยินหนูน้อยถามแทน “พ่อ พี่ใหญ่ยังมีชื่ออีกชื่อว่า ‘หมายเลขหนึ่ง’ ใช่ไหม ? ”

     

    ได้ยินแบบนั้นฉินเลี่ยก็ลืมตาพรึ่บ เขากวาดตามองไปรอบด้านแล้วลุกขึ้นนั่งพลางเลิกคิ้วถามหนูน้อยด้วยความสงสัย “ใครบอกโจวโจว ? ”

     

    โจวโจวเล่าเรื่องที่เธอเห็นคนพวกนั้นที่หน้าห้องน้ำให้เขาฟัง“……หนูใช้ยันต์ช่วยให้เห็นได้ไกลขึ้น ภาพที่อยู่บนกระดาษพวกนั้นคือภาพพี่ใหญ่ พ่อพี่ใหญ่มีชื่อนี้ด้วยหรือ ? หนูไม่ชอบเลย มันไม่เพราะ”

     

    มันดูห้วนเย็นชา ราวกับไม่ใช่คำที่ใช้เรียกสิ่งมีชีวิต

     

    แต่พี่ใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ทำไมคนพวกนั้นถึงเรียกเขาอย่างนั้นล่ะ ?

     

    ฉินเลี่ยไม่ได้พูดอะไรในใจกลับเกิดคลื่นความรู้สึกนับพันถาโถมเข้ามา เขากำหมัดแน่นนัยน์ตาพลันเยือกเย็นขึ้นอย่างน่ากลัว

     

    คนพวกนั้นมันกล้ากลับมาได้ไง!

     

    “พ่อ? ” เมื่อเห็นว่าท่าทีของเขาแปลกไป โจวโจวจึงยื่นมือไปโบกไปมาตรงหน้าเขา

     

    ฉินเลี่ยได้สติกลับมาเขาจึงกำชับเธอว่า “อย่าพูดเรื่องพวกนี้กับใคร โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าอาเริ่น”

     

    โจวโจวพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟังแล้วถามต่อด้วยความสงสัย “พ่อ คนพวกนั้นคือใครหรือ ? ”

     

    “คนที่เคยทำร้ายอาเริ่น”น้ำเสียงของฉินเลี่ยราวกับดังมาจากถ้ำน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ ฟังก็รู้ว่าเขาไม่สามารถระงับความโกรธของตนเองเอาไว้ได้

     

    เป็นอย่างที่หนูน้อยคาดไว้ไม่มีผิดเธอมองไม่ผิดจริงด้วย คนพวกนั้นเป็นคนชั่ว

     

    โจวโจวเข้าใจสถานการณ์แล้วหนูน้อยกำหมัดแน่นพลางพูดว่า “พ่อไม่ต้องกังวล หนูจะปกป้องพี่ใหญ่เองหนูจะไม่ยอมให้คนชั่วพวกนั้นมารังแกพี่ใหญ่ ! ”

     

    เธอเก่งขนาดนี้

     

    แต่ไม่คาดคิดเลยว่าคราวนี้ฉินเลี่ยกลับพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้โจวโจวไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวด้วยหรอกให้เป็นหน้าที่พ่อเอง ครั้งหน้าถ้าเจอพวกเขาอีกก็อยู่ให้ห่างพวกเขาหน่อย”

     

    เขามองเธอแล้วพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ“หากพวกเขารู้ความสามารถของโจวโจว ก็อาจจะจับโจวโจวไปทดลองจริง ๆ ”

     

    เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังคราวนี้ไม่มีวี่แววว่าจะล้อเล่นแล้ว

     

    ครั้งนี้เขาบอกความจริงทั้งหมดไม่ได้แกล้งหลอกเด็กน้อย

     

    ได้ยินแบบนั้นโจวโจวขมวดคิ้ว และเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ เธอจึงถามด้วยสีหน้าเหยเก “พ่องั้นพี่ใหญ่ก็เคยถูกจับหั่นเป็น……แผ่นหนุ่มน้อยมาก่อนใช่ไหม ? ”

     

    แม้ว่าคำเรียกนี้จะดูแปลกๆ แต่ฉินเลี่ยกลับเข้าใจความหมายที่หนูน้อยจะสื่อได้เป็นอย่างดี

     

    สีหน้าของเขาพลันเยือกเย็นขึ้นทันทีน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น “ที่พวกเขาทำลงไปมันเลวร้ายกว่าเป็นพันเป็นหมื่นเท่า! ”