ซุนเฟยคาดไม่ถึงว่า ในระหว่างที่ตัวเองถูกยอดฝีมือไล่ล่าจนต้องหลบหนีเข้าไปในโลก Diablo ในค่ายอาณาจักรบริวารจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่แบบนี้ขึ้น
ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมตอนที่ตัวเองกลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริงถึงได้รู้สึกว่าสถานการณ์รอบข้างแปลกไปนิดหน่อย ทั้งค่ายดูเหมือนจะเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัย ในตอนแรกเขายังคิดว่าเป็นเพราะตัวเองสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเหมือนหมาบ้าที่พร้อมจะเข้าไปกัดทุกคนที่ขวางหน้า ทำให้คนในค่ายรู้สึกคุกคามเลยเกิดบรรยากาศแบบนั้นขึ้นมา แต่ความจริงแล้วสาเหตุมันมาจากเรื่องนั้นต่างหาก
ใครเป็นคนวางแผนที่น่ากลัวนี้ขึ้นมา?
ซุนเฟยยกมือลูบขมับตัวเองเล็กน้อย เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันแปลกมาก เป็นกองกำลังที่ไร้สมองตัวไหนกันที่เลือกมาโจมตีและลอบสังหารชนชั้นสูงจำนวนมากในเวลาเดียวกันแบบนี้? นี่ไม่ได้หมายความว่าตั้งใจจะเป็นศัตรูกับราชอาณาจักรเซนิทหรอกหรือ?
หรือว่า…เรื่องนี้จะเป็นแผนการของกองกำลังนอกราชอาณาจักรเซนิท?
ซุนเฟยรู้สึกว่า ท่ามกลางหมอกควันจางๆนี้ ตัวเองสามารถจับอะไรได้บางอย่าง เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาไม่รู้จะอธิบายมันอย่างไรดี
“แล้วเรื่องที่เกิดขึ้น ทางเมืองหลวงมีท่าทีเช่นไรบ้าง?”ซุนเฟยเงยหน้าขึ้นถาม
“กองกำลังทั้งสามกองที่คอยปกป้องค่ายอาณาจักรบริวารก็เริ่มมีการโยกย้ายเหมือนจะตีวงล้อมกรอบ ตอนนี้กองกำลัง 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' ได้เดินทางออกจากเมืองหลวงและตั้งค่ายประจำการอยู่ตรงกลางระหว่างค่ายอาณาจักรบริวารกับเมืองหลวง ส่วนองค์จักรพรรดิยาซิน ทันทีที่ทรงทราบเรื่องนี้ก็ทรงกริ้วมาก พระองค์ทรงมีรับสั่งให้โยกย้าย 'กองทัพแห่งราชอาณาจักรเซนิท' ไปยังชายแดนเพื่อป้องกันการรุกรานจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุส ในขณะเดียวกัน องค์ชายใหญ่อังเดร อาร์ชาวินกับองค์ชายรองโดมิงเกซก็ได้รับคำสั่งจากองค์จักรพรรดิให้ส่งคนไปตรวจสอบเรื่องนี้ นอกจากนี้ทั้งสองพระองค์ก็ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระด้วยขอรับ”
ผู้เฒ่าโซล่าได้อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆเพื่อให้ซุนเฟยที่ไม่ทราบเรื่องราวได้เข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน โดยมีลูก้าน้อยคอยพูดเสริมบ้างเป็นบางครั้ง ทำให้ซุนเฟยเข้าใจมากขึ้น
“เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ?” ทันใดนั้นซุนเฟยก็พูดแทรกขึ้นมา ขัดจังหวะการเล่าเรื่องของทั้งสองคน นิ้วชี้ของเขาเคาะลงกับโต๊ะหินเป็นจังหวะก่อนจะแสยะยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ทำไมพอข้าได้ฟังแล้วมันดูเหมือนจะให้องค์ชายทั้งสองคนนั่นมาสู้กันเองเลยเล่า”
“ฝ่าบาททรงพูดมีเหตุผล ความจริงแล้วคนอื่นๆก็คิดแบบนี้เช่นกัน บางที องค์จักรพรรดิยาซินคงตั้งใจจะมอบบททดสอบให้แก่องค์ชายทั้งสองพระองค์เพื่อดูว่าใครเหมาะสมจะสืบทอดราชบัลลังก์ต่อ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองพระองค์ต่างเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุด…” ผู้เฒ่าโซล่าวิเคราะห์ออกมา “ได้ยินมาว่า หลังจากที่มีรับสั่งจากองค์จักรพรรดิยาซินได้ไม่นาน ทั้งเมืองหลวงก็เริ่มวุ่นวาย เหล่าขุนนางที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์อย่างเงียบๆมาตลอดก็อดไม่ได้ที่จะเข้มงวดกับการฝึกซ้อมของกองกำลังตัวเอง หลังจากจบเรื่องการลอบสังหารหมู่นี้ คาดว่าการต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างทั้งสองฝ่ายที่กินเวลามานานกว่าหนึ่งปีก็คงจะได้รับการตัดสินเช่นกัน เรื่องนี้ทำให้เหล่าขุนนางต่างร้อนอกร้อนใจ แม้แต่เหล่าราชาของอาณาจักรบริวารก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวบ้างแล้ว”
ผู้เฒ่าโซล่าแอบเตือนเป็นนัยๆ ให้ซุนเฟยทราบว่า ถึงเวลาแล้วที่เมืองแซมบอร์ดอาจจะต้องเลือกฝ่าย
ทำไมซุนเฟยจะไม่รู้ความนัยที่ผู้เฒ่าโซลาพูด แต่ว่า...
“เรื่องนี้เมืองแซมบอร์ดไม่ต้องร้อนอกร้อนใจไป อย่างไรเสีย การต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่างสถานการณ์ของเหล่าขุนนางในเมืองหลวงและอาณาจักรบริวารไม่เหมือนกัน สำหรับอาณาจักรบริวารแล้ว เราสามารถรออยู่อย่างเงียบๆจนกว่าผู้ชนะจะปรากฏก็ยังได้ ถึงแม้ว่าจะมีคนเริ่มวางเดิมพันไปบ้างแล้วก็เถอะ แต่คนส่วนใหญ่ที่วางเดิมพันก่อนมักจะเป็นพวกติดการพนันจนขึ้นสมอง” ซุนเฟยมีนิ้วทองอยู่ในมืออยู่แล้วไม่จำจะต้องร้อนรนไป อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้มีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาอำนาจภายในราชอาณาจักรอยู่แล้ว ดังนั้นซุนเฟยจึงสามารถรักษาท่าทีที่นิ่งสงบไว้ได้
ผู้เฒ่าโซล่ากับลูก้าน้อยมีพรสวรรค์และความสนใจเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข่าวสารมาก ดังนั้นพวกเขาจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับ‘การจัดการของอาณาจักร’ ไม่น้อย แต่ในเมื่อฝ่าบาทมีความคิดอยู่ในพระทัยของตัวเองอยู่แล้ว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องพูดมาก
“บรรยากาศภายในค่ายทหารบริวารค่อนข้างตึงเครียด 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' ขององค์ชายอาร์ชาร์วิน กับคนขององค์ชายโดมิงเกวซต่างค้นหาคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักฆ่าอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้มีคนจำนวนมากกว่าหนึ่งพันคนถูกทหารแห่งราชอาณาจักรจับกุมตัวไป แม้แต่คนของอาณาจักรบริวารหลายๆแห่งก็ถูกลากตัวไปเช่นกัน อีกทั้งองค์ชายทั้งสองพระองค์ต่างก็ประกาศออกมาแทบจะพร้อมๆกันว่า หลังจากค่ำแล้วห้ามไม่ให้ใครออกมาจากค่ายทหารอาณาจักรของตัวเองเป็นอันขาด...วันนี้ก็มีทหารถูกส่งมาตรวจสอบค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด แต่หลังจากที่ทราบว่าที่นี่เป็นค่ายของฝ่าบาท พวกเขาก็ดูเกรงใจมาก ตรวจตรารอบๆค่ายแค่ครั้งเดียวก็รีบออกไปทันทีเลยขอรับ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าโซล่าหรือลูก้าน้อย พวกเขาต่างมีสีหน้าภาคภูมิใจขึ้นมา ทั้งสองคนมองมาที่ซุนเฟยด้วยสายตาเคารพเทิดทูน
ครั้งหนึ่งเมืองแซมบอร์ดเคยโดน ‘ดูถูกดูแแคลน’ และ ‘ข่มเหงรังแก’ มามากมาย อาณาจักรเพื่อนบ้านต่างพากันมาเยียบย่ำและรีดไถพวกเขาตามใจตัวเอง อีกทั้งสถานะของชาวเมืองแซมบอร์ดในสองร้อยห้าสิบอาณาจักรนั้นไม่ต่างอะไรกับทาส พวกเขาสามารถลักพาตัวหรือหาซื้อทาสเมืองแซมบอร์ดได้อย่างง่ายดาย ชาวเมืองแซมบอร์ดต้องถูกทารุณและสังหารทิ้งเหมือนสุนัขข้างถนนตัวหนึ่งโดยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลยสักนิด
แต่ตอนนี้ยังมีใครกล้าทำแบบนั้นบ้าง?
เมื่อฝ่าบาทของพวกเขาสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักร ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับหมื่นคนจากอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบแห่งได้ สถานะของเมืองแซมบอร์ดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำดินทันที ภายในค่ายอาณาจักรบริวารแห่งนี้มีใครกล้ามองมาที่ชาวเมืองแซมบอร์ดแล้วหัวเราะเยาะใส่อย่างเหยียดหยามบ้างไหม? แน่นอนว่าไม่! แม้แต่คนของอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งยังไม่กล้าทำตัวหยิ่งผยองต่อหน้าชาวเมืองแซมบอร์ดเลย กระทั่งทหารแห่งราชอาณาจักรที่เป็นดั่งพยัคฆ์ร้ายเข้าไปตรวจตราตามค่ายอาณาจักรบริวารอย่างไม่เกรงใจยังต้องยอมส่ายหางประจบแล้วก้มหัวให้อย่างนอบน้อม เมื่อรู้ว่าที่นี่เป็นค่ายทหารของฝ่าบาท
ไม่ได้มีเพียงท่านผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าน้อยเท่านั้นที่รู้สึกฮึกเหิม เหล่าทหารเเซมบอร์ดทุกคนต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
แม้แต่คนเลี้ยงม้าที่มีสถานะต่ำต้อยที่สุดภายในค่ายยังกล้ายืนหันหลังให้กับเหล่าทหารที่ดุร้ายพวกนั้น
ราชาพระองค์นี้ทำให้พวกเขารู้สึกคลั่งไคล้
และยังทำให้พวกเขาทุกคนพร้อมตายแทนได้
“นั่นหมายความว่า สถานการณ์ของค่ายทหารบริวารในตอนนี้เต็มไปด้วย‘ความหวาดกลัว’ งั้นหรือ? และการตรวจสอบขององค์ชายทั้งสองคนก็ทำให้ผู้คนมากมายต้องเดือดร้อน…” ซุนเฟยถอนหายใจออกมาเบาๆ เรื่องนี้เขาไม่อาจทำอะไรได้ แต่ก็พอจะเดาออกว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในอนาคตอาจจะมีเรื่องที่บ้าคลั่งยิ่งกว่านี้เกิดขึ้น จะมีผู้คนมากมายที่ติดกับดักและชะตากรรมของใครหลายๆคนก็จะเปลี่ยนไป...
ซุนเฟยมีลางสังหรณ์บางอย่างว่า นี่อาจจะเป็นการเปิดม่านแห่งความวุ่นวาย ยุคสมัยแห่งการฆ่าฟันกำลังจะมาถึงแล้ว
ในยุคนั้น ชะตากรรมจะมีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถลิขิตได้
ส่วนชะตากรรมของผู้ที่อ่อนแอมีเพียงหยาดน้ำตาและความตายที่รออยู่
“แล้วทางอาณาจักรไบแซนไทน์ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง?” ซุนเฟยพลันนึกถึงราชาน้อยที่มีชะตากรรมคล้ายๆ ขึ้นมา
“พวกข้าได้ปฏิบัติตามรับสั่งที่ฝ่าบาททรงถ่ายทอดผ่านทางท่านเอเลน่ามาเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านแช็คได้ส่งเทศกิจฝีมือดีจำนวนหนึ่งไปเฝ้าค่ายทหารไบแซนไทน์อย่างลับๆไม่มีนักฆ่าคนไหนเข้ามาวอแวกับอาณาจักรไบแซนไทน์เลยสักคน ต่อมาก็มีพวกทหารจากทางเมืองหลวงเข้ามาตรวจสอบค่ายทหารไบแซนไทน์ด้วยท่าทางสุภาพ จากนั้นก็มีกองกำลังและเหล่าทหารจากอาณาจักรต่างๆมาเยี่ยมหาราชาแห่งไบแซนไทน์ไม่ขาดสาย…ทุกอย่างก็ปกติดีขอรับ”
“มีอะไรเพิ่มเติมไหม?”
“เมื่อสามชั่วโมงก่อน ราชาแห่งไบแซนไทน์และคู่หมั้นได้นำคนเข้ามาเยี่ยมฝ่าบาท แต่เนื่องจากฝ่าบาทไม่อยู่ ดังนั้นท่านแองเจล่าจึงเป็นผู้ออกไปต้อนรับพวกเขาเองขอรับ!” ท่านผู้เฒ่าโซล่ารายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
ซุนเฟยพยักหน้า
ราชาแห่งไบแซนไทน์คนนี้ไม่เลวเลยจริงๆสามารถต่อยอดจากโอกาสที่ซุนเฟยมอบให้ได้
หลังรายงานข้อมูลทุกอย่างเสร็จ ผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าก็ได้รับคำชมจากซุนเฟยจนหน้าบานเป็นจานกระด้งก่อนจะขอตัวจากไป
สมัยที่พวกเขาอยู่ในหลุมแร่เมืองแบล็กสโตน ลูก้าและผู้เฒ่าโซล่าต้องใช้ทุกโอกาสที่มีในการสืบหาข้อมูลและข่าวสารต่างๆเพื่อช่วยสร้างทางรอดให้กับเพื่อนร่วมชาติท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย บางทีมันอาจจะเป็นความเคยชินจากการที่ต้องใช้ชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายมาตลอด ทำให้หนึ่งเฒ่าและหนึ่งหนุ่มกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสืบข่าวและมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล พวกเขาค่อยๆหลงใหลงานที่ต้องค้นหาความจริงท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่มีนับพันนับหมื่น ตลอดเวลาที่ได้ติดตามซุนเฟยมา พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากซุนเฟยแทบทุกด้าน และยังได้รับผิดชอบงานด้านหน่วยข่าวกรองข้อมูลของอาณาจักรแซมบอร์ดอย่างเต็มตัว แม้จะผ่านมาแค่เดือนกว่าๆแต่พวกเขาก็แสดงความสามารถและพรสวรรค์ของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่จนสร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคน ภายใต้การดูแลของพวกเขา หน่วยข่าวกรองของอาณาจักรแซมบอร์ดได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
ไม่ช้า ปีเตอร์ ตอร์เรสและพัศดีโอเลเกร์ก็มาขอเข้าเฝ้า
“ฝ่าบาท!” ทั้งหมดต่างคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความเคารพ
“ลุกขึ้นเถอะ” ซุนเฟยกวาดสายตามองพวกเขาทั้งหมดพลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดได้เพิ่มขึ้นทุกๆนาที ในฐานะผู้นำ ความคืบหน้าของคนเหล่านี้เป็นที่น่าพอใจมากที่สุด แม้แต่เจ้าอ้วนโอเลเกร์ที่แสนขี้เกียจก็ใกล้จะสามดาวแล้ว ไขมันดูกระชับมากขึ้น ยิ่งมองก็ยิ่งดูห้าวหาญ
“ท่านอาแลมพาร์ดและคนอื่นๆ ยังมาไม่ถึงอีกหรือ?” ซุนเฟยถาม
เมื่อลองคำนวณเวลาที่แลมพาร์ดและคนอื่นๆเริ่มเดินทางออกจากเมืองแซมบอร์ดตามการรายงานของเอเลน่าแล้วจะพบว่า แลมพาร์ดและคนอื่นๆควรจะมาถึงค่ายทหารบริวารแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่รู้ว่าระหว่างทางได้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ทั้งๆที่ล่วงเลยมาหนึ่งวันแล้วก็ยังมาไม่ถึงสักที
“บางทีอาจจะเป็นเพราะว่า หลังจากที่หิมะตกหนักเมื่อวานนี้ทำให้การเดินทางไม่สะดวก ดังนั้นความเร็วในการเดินทางจึงช้ากว่าปกติ ท่านแลมพาร์ดแข็งแกร่งมาก ไม่มีใครในอาณาจักรระหว่างทางจะต่อกรได้ อีกอย่าง ในขบวนก็มีเพียร์ซกับดร็อกบาและเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์อีกยี่สิบห้าคน ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขาแทบจะสามารถกวาดล้างอาณาจักรบริวารอื่นได้สบายๆ ไม่มีทางที่จะเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย!” แช็ควิเคราะห์ออกมา
“อืม...หากเป็นแบบนั้นก็ดี” ซุนเฟยพยักหน้า
ทันใดนั้น
ม่านเต็นท์ก็ถูกเปิด พร้อมร่างของทหารคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามา
---------------