ใช้โหมดแบตเตอรี่สำรอง——สิงหาคม 2020
ด้วยความโกธร เสียใจ น้อยใจ และไม่มีทางไปจริงๆ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคืออะไร ก็ไม่รู้ มันตื้อไปหมด มืดแปดด้าน ไลน์ไปร้องไห้ใส่พี่ก๋อย ตอนห้าทุ่มกว่าๆ เวลาประเทศไทย พอร้องไห้ไปสักพักก็สงสารลุง ลุงบอกให้พาลิกลับกับตั๋วและโรงแรมที่จองไว้ ลุงจะรอจนเที่ยวบินปกติเปิด
“ไม่สิ ทำมาตั้งนาน ปล่อยพังลงแบบนี้ได้ไง มันต้องมีทาง” เที่ยวบินพิเศษของสถานทูตนี่เป็โอกาสเดียวที่จะรอดออกไปได้นะ รอเปิดสนามบินแบบปกติเหรอ ปีนี้จะได้บินไหม ยิ่งผู้ติดเชื้อในอเมริกามหาศาลเบอร์นี้ ถึงแม้ประเทศไทยใจดี เปิดสนามบิน เขาก็คงยังไม่ให้เครื่องบินจากอเมริกาบินเข้าไปหรอก ผู้ติดเชื้อตั้งค่อนประเทศ มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเหยียบสามแสน ในไตรมาส 3 อย่าให้ครอบครัวเราต้องเป็หนึ่งในนั้นเลย ในเมื่ออยู่ต่อก็เสี่ยงตาย สู้หนีออกไปยังมีทางรอดมากกว่า เราต้องรอด มันต้องเป็ไปได้!
คว้าโทรศัพท์มาเขียนเมล์อีกรอบ ทีนี้ทั้งสถานทูตในนครลอสแอนเจลิส ทั้งวอชิงตันได้รับกันทั่ว
เื่: ขอความช่วยเหลือ สถานที่ตรวจโควิดใน AZ (มีตั๋ว มีโรงแรม แต่ขาดผลโควิด ร่ายไปยาวววๆ)
วอชิงตัน ดี ซี ตอบมา พร้อมรายชื่อสถานพยาบาล ชื่อ Kaiser เป็สถานพยาบาลที่มีหลายสาขา พบได้ทั่วไปในรัฐแถบภาคกลาง แต่ไม่ใช่รัฐตอนใต้แบบ อริโซน่า แต่กระนั้นเ้าหน้าที่ก็ยังส่งมาพร้อมความหวังว่า 6 วันยังมีเวลาทัน เพราะถ้าหาที่ตรวจเจอใช้เวลาจริงๆ 2 วันก็เสร็จ
เอาจริงๆ ข้อกำหนดที่ ศบค. กำหนดไปสำหรับชาวต่างชาตินั้น แตกต่างจากคนไทย ต่างชาติมีบังคับตรวจโควิด เคยอ่านเจอ ตอนอ่านประกาศ แต่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นตอนได้รับอีเมล์แจ้งว่าอนุญาตให้ลุงเดินทางเข้าประเทศไทยได้ โดยให้แสดงเอกสาร Fit to Fly กับประกันสุขภาพโรคโควิด แต่ไม่ได้มีการแจ้งเรื่องผลตรวจโควิดในอีเมล์นั้นประกอบกับสำหรับคนไทยแล้วไม่ต้องใช้ผลตรวจก่อนมา เลยเข้าใจไปทางเดียวกันว่าไม่ต้องใช้ จนถึงวันนี้
ลุงจิมป์กับป้าแคธี่ คือ Help & Care Center ของที่บ้านทุกๆเื่ ลุงจิมป์เป็คนพื้นที่ มีเพื่อนฝูงเยอะ อาจพอรู้บ้าง จึงโทรหาลุงจิมป์ ให้ลุงจิมป์ช่วยหา และสุดท้ายลุงจิมป์ก็ได้ข้อมูลมาวันนั้นเลย สถานที่ตรวจเป็เหมือนจุดตรวจเคลื่อนที่ ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลหรือหน่วยงานทางการแพทย์เลย (มิน่ากุหาไม่เจอ) มาตั้งจุดอยู่ที่ลานจอดของออฟฟิสไรสักอย่าง สำหรับตรวจโควิดให้คนในอริโซน่าเฉพาะกิจ พ่อลิรีบออกไปตรวจบ่ายวันนั้นเลย เขาบอกรอผล 3-5 วัน แต่สรุปวันรุ่งขึ้นผลออก เอ้ยย ไวมากก แต่มันไวไป เอา 72ชั่วโมงก่อนบิน (2-3วัน) นี่เหลือเวลาอีกตั้ง 5วัน เกินไปเยอะ ใช้ไม่ได้!
ไปตรวจใหม่ รอบสอง วันรุ่งขึ้นผลก็มาอี้ก...คือที่นี่เขาทำงานกันเป็เครื่องอัตโนมัติ จะไประบุว่าขอให้ผลออกวันนั้นวันนี้ไม่ได้ แต่ก็มีข้อดีอยู่บ้างตรงที่จะจองคิวตรวจกี่รอบก็ได้ สรุปคือลุงต้องไปตรวจสามรอบกว่าจะได้ผล ที่มีอายุไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนบิน
ได้ผลตรวจโควิดก็ปลดล็อคทั้งหมด ใบรับรองแพทย์ทั่วไป (Fit to Fly) หาไม่ยาก ทำเสร็จวันที่ 5 ก็พักผ่อน ไปลาญาติวันที่ 6 พรุ่งนี้วันที่ 7 ติดปีกบินแน่นอน...ตรวจตราเอกสารอีกรอบ ตั๋วนะบิน 7 ถึง 8 สิงหาคม ใบเข้าเมือง ใบรับรองแพทย์ ผลโควิดลุง ใบจองโรงแรม ใบยินยอมกักตัว ต.ม.8 ทุกอย่างครบ ลุย! อ่อ แล้ววันนั้นสถานทูตไทยก็โทรมาย้ำว่าพรุ่งนี้ไปถึงก่อนสองชั่วโมงนะ ต้องตรวจเอกสาร
ลุงกับแม่ลิตื่นเที่ยงคืน ลิตื่นตี 2 ออกจากบ้านตี 3
กระเป๋า 10 รถเข็นเด็ก 1 รวม 11ชิ้นสัมภาระ
เครื่องออกจากฟีนิกซ์ 6โมงเช้า ถึงแอลเอ 7.30น.
เครื่องบินใหญ่จาก LAX ออก 12.30 มี 5ชั่วโมง ใน LA สำหรับขนกระเป๋า เช็คอิน หรือ Security check point ก็เหอะ มีเวลาเหลือเฟือ
สนามบินแอลเอ (LAX) เป็สนามบินหลักแห่งนึงที่เก่าแก่ของเมกา ใหญ่มากๆ รองรับสายการบินทั้งในและนอกประเทศวันละหลายร้อยเที่ยวบิน มีหลายเทอมินอลแต่ละสายการบินจะมีเทอมินอลประจำของตัวเอง เราบินจากฟีนิกซ์กันด้วยสายการบินเดลต้า (Delta) เพราะเป็เ้าเดียวที่ไปถึงเช้าสุด พนักงานประกาศให้ทราบว่า เครื่องจะลงจอดแล้วนะ ผู้โดยสารต้องใช้รถ Shuttle bus ไปที่เทอมินอล 3 แล้วถึงเดินต่อไปรับกระเป๋าได้ที่เทอมินอล 2........อะ โอเครรร คิดในใจ หลายต่อจังวะ...ของเยอะแบกกันหน้ามืด แต่ก็พอถูไถไปได้ เพราะกระเป๋าใบใหญ่ั์ที่ฝากไปใต้ท้องเครื่อง 5ใบ ไปรออยู่ที่เทอมินอล 2 เหลือแค่ 6ชิ้น บวกลิอีกหนึ่ง พ่อกับแม่พอจะถือไหว
แต่ปัญหาหลังจากนี้คือ รับกระเป๋าที่โหลดเสร็จ ที่เทอมินอล 2 จะต้องไปขึ้นเครื่องของสายการบินโคเรียนแอร์ที่เทอมินอล B (Tom Bradley) คือมันไกลไง ไม่มีทางเชื่อมด้วย ต้องเดินฟุตบาทไปเรื่อยๆอ่ะ สัก 10-20 นาทีก็น่าจะถึง กระเป๋าประมาณหนึ่งคันรถกะบะ จะเอาไปไง? ไอ้บริการขนกระเป๋าแบบสถานีรถไฟหัวลำโพงก็ไม่มีนะ ต้องแบกเองทั้งสิ้น ว่าแล้วลุงก็ไปเช่ารถเข็นมาสองคัน (ต้องเช่าด้วยไม่มีฟรี) ยกกระเป๋าวาง วาง วาง เต็มเอี้ยด เหลือเป้อีกคนละใบที่ต้องแบก
รถเข็นเป็แบบสนามบินทั่วไป กดมือจับละเข็น ปล่อยมือจับคือหยุด คือต้องกดมือจับตลอดเวลา อะจับสองมือเพราะรถหนัก แล้วเข็นไปคนละคัน...อ้าว แล้วลอล่ะ จะเอาลิ ไปยังไง? มือสี่มือหมดแล้ว ให้เดินตามก็คงไม่น่าจะถึงไหน ตอนนี้ถ้ามีเชือก คงให้ลินั่งรถเข็น ละผูกเชือกกับเอวแม่แล้วลากตามกันไป ได้แต่คิดแต่ทำไม่ได้...
พับรถเข็นลิ ซ้อนขึ้นบนกระเป๋า ให้ลินั่งทับมือจับรถเข็น ใช้น้ำหนักลิกดคันโยกช่วย ลิหันหน้ามาหาแม่ แม่โน้มตัวกอดลิ ให้สองมือลิกอดคอแม่แน่นๆ แล้วใช้ข้อศอกแม่สองข้างออกแรงผลักรถให้เดินไปข้างหน้าในขณะที่มือข้างนึงโอบลิไว้ เพราะกลัวร่วง อีกข้างคอยบังคับทิศทางรถเข็น
ตุเล๊ง ตุเล๊งกันไปแบบนี้ จนสุดพื้นที่ในตึก ต้องออกไปเข็นต่อริมฟุตบาท เพื่อไปอาคาร B ในตึกนั้นทางเรียบเข็นไม่ยาก แต่ฟุตบาทนี่เข็นไม่ง่ายเลย ลิมันก็กลัวร่วงนะ กอดซะแน่นเลย ทุลักทุเล ถูลู่ถูกังไปประมาน 20 นาที ก็ถึงอาคาร B แถวแรกไม่เห็นมีโคเรียนแอร์ เดินไปเรื่อยๆ แถว 2 แถว 3 แล้วลุงก็ร้องบอก เอ้ยๆ นั่นธงชาติไทย!! เอออ เ้าหน้าที่สถานทูตมาตั้งโต๊ะ ตรวจเอกสาร คนไทยที่เดินทางกลับ ใช่ๆ มาถูกแล้ว คือการกลับมาเมืองไทยไม่ง่ายเลย ตรวจแล้วตรวจอีก ขาดอันใดอันนึงไม่ได้เลยนะ เป๊ะมาก คือส่วนตัวชื่นชมคนที่เป็เ้าภาพงานนี้มาก การวางผังการทำงานมันสอดคล้องกันแบบสมบูรณ์จริงๆ มีใบเข้าเมือง มีใบตรวจโรค มีที่กักตัว ผูกกันเป็ฟันเฟือง เข้ามาไม่มีทางหลุด คนนอกประเทศก็กลับบ้านได้ ส่วนคนในประเทศก็ไม่ต้องกลัว ยากมากที่เขาจะเอาโรคมาฝาก
เ้าหน้าที่ตรวจเอกสารเสร็จ แจกข้าวเหนียวไก่ทอดอีกสองห่อ แอบดมก่อน หอมมาก เช็คอินเสร็จจะหามุมนั่งจกข้าวเหนียวก่อนขึ้นเครื่องบิน คิดวางแผนไว้ขณะรอคิวเช็คอิน เรามาแต่เช้ามีก่อนหน้าไม่กี่คิว เดี๋ยวก็คงเสร็จ (วันนี้จาก LA มีคนไทยกลับได้ 100 คน นับลุงรวมในนี้ และจะไปสมทบกับอีก 100 คนที่เกาหลีใต้ สรุปวันนี้สถานทูตเมกาส่งคนไทยกลับบ้านได้ 200คนถ้วน)
พอถึงคิวลุงยื่นพาสปอร์ตไปสามเล่ม สำหรับสามคน แม่กะลิยืนอยู่หลัง พนักงานก็คีย์แป้นคอมพิวเตอร์เปาะแปะ ทำหน้างงหน่อยๆ ก่อนจะบอกว่า ขอบุ๊คกิ้งนัมเบอร์ด้วย เหมือนหาไม่เจอชื่อพวกเรา ลุงยื่น Confirmation ให้ นางก็ป้อกๆแป้กๆ ต่ออีกรอบ ก่อนจะเรียกเพื่อนเป็ภาษาเกาหลีอีกคนมาดู เริ่มรู้สึกได้ บางอย่างไม่ปกติ ก่อนจะได้ยินพนักงานสายการบินคนแรกแจ้งว่า
“บุ้คกิ้ง ยูว์ ต้องบินไปเมื่อวาน ไม่ใช่วันนี้!!