คุยกันสักนิด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 47
ม่านซุ่นซีจ้องมองไปที่จางเพ่ยอินเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะหันมามองอาหารที่ยังคงวางอยู่ที่เดิม เพียงแต่ในตอนนี้มันถูกวางระเกะระกะไม่เป็นที่เป็นทางเหมือนเดิม
“ฉันไม่ได้คิดที่จะใส่ร้ายใคร แต่ว่าอาหารที่หย่งอี้และเถียนจิ้งหวงกินไปดูเหมือนจะมีแค่หมูตุ๋นน้ำแดง เป็ดปักกิ่ง และหมูผัดเปรี้ยวหวาน ซึ่งอาหารเหล่านี้ก็ไม่ใช่อาหารที่ฉันหรือว่าเมิ่งเหวินฮั่นกับเพื่อนของเขาพกมาด้วยเช่นกัน แบบนี้จะมาบอกว่าเป็นเพราะพวกเราสามคนคงจะเป็นไปไม่ได้แล้วละ แค่พวกคุณมองก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าตรงหน้าของพวกเขามีแต่จานอาหารที่พวกเธอเอามาเพียงเท่านั้น อีกอย่างพวกคุณได้กินอาหารของเธอกันหรือเปล่าละครับ”
หานสือฉินคิดตามคำพูดของม่านซุ่นซี ซึ่งก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูดออกมา เพราะว่าเขาไม่ได้แตะต้องจานอาหารของจางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูเลยแม้แต่คำเดียว เนื่องจากอาหารของพวกเธอนั่นถูกหย่งอี้และเถียนจิ้งหวงหยิบเอาไปไว้กับตัวเองแล้ว เนื่องจากว่าอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่มีราคาแพงและดูน่ากินเป็นอย่างมาก
ดังนั้นด้วยความที่หย่งอี้และเถียนจิ้งหวงไม่เคยได้กินอาหารเหล่านี้ อีกฝ่ายจึงรู้สึกหวงกลัวว่าอาหารตรงหน้าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของตัวเอง คนอื่นจึงไม่ได้แตะต้องอาหารทั้งสามอย่างนั้นเช่นเดียวกับม่านซุ่นซี เมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนนั่นเอง
“ฉันก็ไม่ได้กินเหมือนกัน ที่ฉันกินก็มีแค่เนื้อหมูตากแห้ง ผัดใบเหลียงใส่ไข่ แล้วก็ข้าวผัดเท่านั้น”
ชาวบ้านที่มาพร้อมกับหานสือฉินยกมือของตัวเองขึ้นมาในทันที “พวกผมก็กินแค่เนื้อตากแห้งกับข้าวผัดเท่านั้น”
“ในเมื่อไม่มีใครแน่ใจว่าเกิดจากอาหารจานไหน ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เก็บอาหารทุกจานแล้วนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบดูอีกทีก็แล้วกัน”
เสิ่นเจ๋อหยวนหันไปมองหน้าเมิ่งเหวินฮั่น ก่อนที่เขาจะก้มลงเก็บอาหารเพื่อนำไปมอบให้กับตำรวจอย่างที่ตัวเองพูดขึ้นเมื่อสักครู่
ซึ่งแน่นอนการกระทำของเสิ่นเจ๋อหยวน เมิ่งเหวินฮั่นและม่านซุ่นซี ต่างก็ทำให้เลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินรู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับเลี่ยงเหมยหรูที่ใบหน้าซีดเซียวจนเห็นได้ชัด รวมไปถึงฝ่ามือที่บัดนี้ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ดังนั้นเลี่ยงเหมยหรูจึงทำเพียงยืนอยู่ด้านหลังของจางเพ่ยอิน เพื่อหวังให้เพื่อนของเธอคอยบดบังความผิดปกตินี้ให้กับตัวเอง
“จะเอาไปทำไมกัน”
จางเพ่ยอินรีบตรงเข้าไปหาเสิ่นเจ๋อหยวนในทันที เวลานี้เธอไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะมองเธอเป็นคนยังไง เพราะว่าถ้าหากเธอไม่ทำเช่นนี้ออกไป เธอก็กลัวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจพบเจอกับยาที่เธอและเหมยหรูใส่ลงไปในอาหารเหล่านั้นเป็นแน่ และเมื่อถึงเวลานั้นสิ่งที่พวกเธอจะพบเจอก็คงจะเป็นแค่คุกคุมขัง
“พวกคุณทุกคนก็คิดว่าเป็นเพราะฉันและเหมยหรูใช่ไหมล่ะ เป็นเพราะว่าพวกเราเป็นผู้หญิง พวกคุณถึงได้คิดที่จะกลั่นแกล้งหรือรังแกพวกเรายังไงก็ได้ใช่ไหม”
เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิทอย่างจางเพ่ยอิน เลี่ยงเหมยหรูก็เดินออกมาจากด้านหลังของจางเพ่ยอิน พร้อมกับจ้องมองไปที่ชายทั้งห้าคนซึ่งไม่รวมอี้หย่งและเถียนจิ้นหวงด้วยความไม่พอใจ ถึงแม้ว่าเธอจะและจางเพ่ยอินจะทำเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาจริง แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นถึงผู้ชาย ทำไมผู้ชายพวกนี้ถึงได้รังแกพวกเธอที่เป็นเพียงหญิงสาวกัน โดยเฉพาะเมื่อเลี่ยงเหมยหรูหันไปมองเมิ่งเหวินฮั่น ชายหนุ่มที่เธอชื่นชอบเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายก็ไม่คิดที่จะใส่ใจเธอเลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังเข้าพวกกับคนเหล่านั้นอีกต่างหาก
“เอาจานอาหารของพวกเรามานะ พวกคุณทำแบบนี้ได้ยังไงกัน ทำไมพวกเราจะต้องทำแบบนั้นกับพวกคุณด้วย คอยดูเถอะฉันจะให้ครอบครัวของฉันไปฟ้องเรียกค่าเสียหายกับพวกคุณให้หมดทุกคน”
เลี่ยงเหมยหรูรีบดึงจานอาหารของตัวเองมาเก็บไว้กับตัว รวมไปถึงจานอาหารของตัวเองด้วย หลังจากเก็บลงตะกร้าเรียบร้อยแล้วนั้น เลี่ยงเหมยหรูก็กลับมายืนอยู่ด้านข้างของจางเพ่ยอินอีกครั้ง
เสิ่นเจ๋อหยวนจ้องมองไปที่ผู้หญิงทั้งสองคนด้วยแววตาราบเรียบ “ไม่ต้องรอให้ครอบครัวของคุณไปฟ้องร้องหรอกนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวพวกผมจะแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบเลยละกัน เมื่อถึงเวลานั้นพวกคุณสองคนก็ฟ้องร้องกับตำรวจเลยก็ได้นะ บอกว่าเสิ่นเจ๋อหมิงและเมิ่งเหวินฮั่น หน่วยปฏิบัติการพิเศษค่ายทหารเหอเป่ย เป็นคนที่พวกคุณสองคนต้องการฟ้องร้องได้เลย”
เลี่ยงเหมยหรูรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เธอไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มจะไม่ใส่ใจถึงขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เธอพูดออกไปเพียงเพื่อให้อีกฝ่ายหวาดกลัวเพียงเท่านั้น
“ในเมื่อแต่ละคนต่างก็คิดว่าอาหารของตัวเองไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นก็นำอาหารทั้งหมดไปมอบให้ตำรวจเพื่อตรวจสอบก็แล้วกัน”
หานสือฉินเดินเข้าไปหาเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอิน ก่อนที่เขาจะดึงเอาตะกร้าใส่อาหารของอีกฝ่ายมาถือเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าจางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูต่างก็ไม่ยินยอม แต่ด้วยแรงของผู้ชายที่มีมากกว่าพวกเธอ ทำให้ในที่สุดหานสือฉินก็สามารถนำตะกร้าใส่อาหารของอีกฝ่ายมาถือเอาไว้ได้ในที่สุด
“ไม่ไหวแล้ว เพ่ยอิน พวกเรามาเล่นสนุกกันดีกว่านะจ๊ะ”
อี้หย่งไม่สามารถหักห้ามความต้องการของตัวเองเอาไว้ ทำให้เขารีบวิ่งเข้าไปหาจางเพ่ยอินในทันที ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่เขาและจางเพ่ยอินเคยหลับนอนด้วยกันอยู่หลายครั้ง ดังนั้นเมื่อความร้อนรุ่มที่มีอยู่ในร่างกายของเขาไม่หายไปสักที อี้หย่งจึงคิดที่จะใช้เรือนร่างของจางเพ่ยอินเพื่อดับความร้อนเหมือนเช่นทุกครั้ง
“ไหนๆ พวกเราก็เคยเล่นสนุกกันมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้นวันนี้เธอช่วยฉันกับจิ้งหวงอีกครั้งก็แล้วกัน”
ยังไม่ทันที่หานสือฉินจะได้จับตัวของอี้หย่งและเถียนจิ้งหวงก็วิ่งตรงไปยังร่างของเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าหลังจากที่พวกเขาสามารถเข้าใกล้ผู้หญิงทั้งสองคนแล้วนั้น อี้หย่งและเถียนจิ้งหวงต่างก็โอบกอดร่างของเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินเอาไว้อย่างแนบแน่น
“กรี้ดดด ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ”
เลี่ยงเหมยหรูตะโกนออกมาด้วยความตกใจและแน่นอนว่าถ้าหากชายที่กำลังโอบกอดเธออยู่ในตอนนี้เป็นเมิ่งเหวินฮั่น เธอจะรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเป็นเถียนจิ้งหวงที่เธอรังเกียจเพราะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เลี่ยงเหมยหรูก็อดรู้สึกอยากจะอาเจียนและด่าทออีกฝ่ายออกมาไม่ได้ แต่เพราะเรี่ยวแรงของเธอไม่อาจจะสู้ผู้ชายได้นั้น ทำให้เลี่ยงเหมยหรูทำได้เพียงสะบัดร่างกายของตัวเองไปมา เพื่อหวังว่าจะหลุดออกจากการโอบกอดของอีกฝ่ายไปได้
โชคดียังที่ชาวบ้านอีกสองคนที่มากับหานสือฉินเข้ามาช่วยเหลือเธอและจางเพ่ยอินเอาไว้ ทำให้ในที่สุดเธอก็สามารถหลุดรอดจากเหตุการณ์น่ารังเกียจเหล่านั้นได้ในที่สุด
“ค่อยดูเถอะฉันจะให้ครอบครัวของฉันมาจัดการนายให้หนักเลยคอยดู”
ใบหน้าของเลี่ยงเหมยหรูยังคงเปอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเพราะความหวาดกลัวและรังเกียจที่อีกฝ่ายจับต้องร่างกายของเธอนั่นเอง ถึงแม้ว่าเธอจะดูเหมือนเป็นคนไม่คิดอะไรมาก แต่นั่นมันก็สำหรับชายหนุ่มที่เธอชื่นชอบอย่างเมิ่งเหวินฮั่นเพียงแต่เท่านั้น
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมา เลี่ยงเหมยหรูก็อดที่จะส่งสายตาตัดพ้อไปให้กับเมิ่งเหวินฮั่นไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายทำเพียงยืนดูเธอถูกจับเนื้อต้องตัวเพียงเท่านั้นและไม่คิดที่จะเข้ามาช่วยเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว
อี้หย่งที่ถูกชาวบ้านคนหนึ่งจับตัวเอาไว้นั้นก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ เมื่อเขาได้ยินคำพูดของเลี่ยงเหมยหรู เพราะถ้าหากอีกฝ่ายบอกกล่าวกับครอบครัวหรือชาวบ้านคนอื่น คนที่จะเสียหายย่อมต้องเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว ไม่ใช่ผู้ชายอย่างเขาที่จะเป็นผู้เสียหายในครั้งนี้
“เอาเลยสิ ถ้าหากเธออยากจะแต่งงานกับฉันก็ไปบอกครอบครัวของเธอเลย ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าครอบครัวของเธอจะมาต่อว่าฉันหรือว่าจะให้เธอแต่งเข้าบ้านอี้ของฉันกันแน่”
แต่ก่อนที่เลี่ยงเหมยหรูจะได้ต่อว่าอี้หย่งไปอีกรอบนั้น เสียงตะโกนของใครบางคนก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าทันทีที่เลี่ยงเหมยหรูได้เห็นครอบครัวของเธอกำลังเดินมากับชาวบ้านนั้น ก็รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าเธอจะเป็นที่ชื่นชอบของบ้านเลี่ยง แต่สำหรับเรื่องนี้แล้วเป็นเรื่องใหญ่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว อีกทั้งคนในครอบครัวของเธอก็ยังเป็นคนหัวโบราณอีกด้วย ซึ่งถ้าหากอีกฝ่ายรับรู้ว่าอี้หย่งได้จับเนื้อต้องตัวของเธอแล้วนั้น ไม่แน่ว่าครอบครัวของเธออาจจะให้เธอแต่งงานกับอีกฝ่ายก็เป็นได้
“เหมยหรู ทำไมลูกถึงได้มาอยู่ที่นี่”
ไป๋ซูเหมียวเดินเข้าไปหาลูกสาวของเธอด้วยความเป็นห่วง เพราะปกติแล้วลูกสาวของเธอไม่เคยที่จะต้องเข้ามาในป่าในเขาแบบนี้มาก่อน ดังนั้นเมื่อเห็นลูกสาวของเธออยู่ที่แห่งนี้ ไป๋ซูเหมียวจึงรู้สึกเป็นกังวลและเป็นห่วงอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก
ซึ่งในครั้งนี้ที่ไป๋ซูเหมียวมาพร้อมกับชาวบ้านในป่าแห่งนี้ ก็เพราะว่ามีใครบางคนไปตะโกนโหวกเหวกบอกว่ามีชายหนุ่มกำลังดักฉุดผู้หญิงในหมู่บ้านไปข่มขืนในป่านั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าไป๋ซูเหมียวก็รู้สึกเป็นกังวลด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากลูกสาวของเธอหายไปจากบ้านและไม่มีใครในบ้านพบเจอกับอีกฝ่ายเลย
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม บอกแม่มาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าใครเป็นคนพาลูกมาที่นี่กันแน่ แม่จะจัดการให้ลูกเอง”
ในตอนแรกเลี่ยงเหมยหรูไม่คิดจะพูดสิ่งใดออกไป แต่เมื่อเธอได้เห็นท่าทางของเมิ่งเหวินฮั่นที่แสดงออกมาว่าเขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เลี่ยงเหมยหรูรู้สึกผิดหวังและน้อยใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นเธอจึงคิดที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อผูกมัดอีกฝ่ายเอาไว้กับตัว นอกจากนี้เธอยังจะทำให้เพื่อนสนิทของเธออย่างจางเพ่ยอินได้แต่งงานกับเพื่อนสนิทของเมิ่งเหวินฮั่นอีกด้วย และหลังจากนั้นพวกเธอสองคนเพื่อนสนิทก็จะกลายเป็นเพื่อนสะใภ้ในตำบลเหมือนกัน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++