เสร็จจากวัดแล้วพวกเขาแวะร้านอาหาร แน่นอนงานนี้ภารดีเป็คนนำเสนอ หล่อนท่องรีวิวหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตอีกตามเคย
“ร้านนี้นะเด็ดมาก แม่ไปดูรีวิวจากหลายเว็บเลยการันตีเป็เสียงเดียวกันหมดว่าอร่อยทุกอย่าง”
“ไม่ใช่ว่าคนเดียวกันไปรีวิวหลายๆเว็บเหรอคุณพิมพ์”
“ถ้าเขาทำถึงขนาดนั้นพิมพ์ก็ยินดีไปอุดหนุนค่ะถือซะว่าเห็นแก่ความพยายาม”
ร้านอาหารตั้งอยู่ชานเมืองเลยจากวัดไปเข้าซอยไปค่อนข้างลึกลับพอสมควรตลอดทางเป็สวนผลไม้เสียเป็ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีบ้านคนมากนัก
“แน่ใจเหรอคุณพิมพ์ผมว่า GPS พาหลงทางเสียแล้วกระมัง”
“ไม่หรอกค่ะเมื่อกี้พิมพ์เห็นชื่อซอยก็ตรงกันนะ”
“ผมเคยดูในข่าวGPSพาลงคลองบ้างแหละ บางทีก็เข้าป่า...”
“เราก็ดูทางสิคะถ้ามันดูว่าไม่น่าจะไปได้ก็อย่าฝืน พวกที่หลงทางพิมพ์ว่าดูและเชื่อแต่ GPS อย่างเดียวไม่สังเกตสิ่งรอบข้างบ้างเลยซะมากกว่า” ภารดียังมั่นใจ แต่หล่อนก็ไม่ได้ดื้อจะเอาชนะให้ได้จังหวะที่คุยกันนั้น มีรถมอเตอร์ไซค์สวนทางมาพอดีหญิงสาวจึงเปิดกระจกรถชะโงกหน้าออกไปถามพวกเขาคุยกันอยู่สักพัก ภารดีก็ปิดหน้าต่างหันมายิ้มและบอกสามี
“เพื่อความแน่ใจเราก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นบ้างพี่คนนั้นเขาบอกว่าให้ขับตรงไปทางนี้แหละค่ะ แต่พอถึงสะพานเราต้องจอดรถและเดินข้ามไป”คุณนพรักษ์ก็ยังไม่ค่อยจะมั่นใจนัก เพราะถนนหนทางดูไม่น่าจะมีร้านอาหารซ่อนอยู่ได้รถราที่สวนทางกลับมาก็ไม่ค่อยจะมี แต่วันนี้เขาว่างและการเดินทางก็ไม่ได้ทำให้เหนื่อยอะไรลองขับไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร”
นพคุณนั่งฟังทั้งสองคนคุยกัน...ภารดีมีความมั่นใจในตัวเองสูงและหล่อนก็ไม่ค่อยจะคิดอะไรรอบคอบมากนักแต่ในความไม่รอบคอบนั้น ก็ไม่ได้วู่วามหรือดื้อดึงอะไร เพียงแต่หล่อนดูจะมีใจรักการผจญภัยอยู่เนืองๆเหมือนว่าถ้ามั่นใจอะไรแล้วหล่อนก็จะลองทำให้สุดๆแต่ถ้ามีคนมาทักหรือเตือน หล่อนก็ยังยินดีรับฟังส่วนพ่อเขานั้นเขาเป็คนคิดอะไรรอบคอบก่อนจะทำทุกอย่างเสมอซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วค่อนข้างแตกต่างกับภารดีอย่างสิ้นเชิง แต่พ่อเขาก็มีความรอมชอมอะลุ่มอล่วยอยู่พอสมควรเขายินดีรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น รวมถึงยอมรับในความคิดทั้งแบบใหม่แต่ก็ยังคงความคิดแบบเก่าๆถ้าสิ่งนั้นเป็สิ่งที่ดี ซึ่งดูเหมือนว่าเมื่อสองคนนี้มาเจอกัน มันกลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดเหมือนกระต่ายกับเต่า...ที่แตกต่างกัน แต่กระต่ายที่ถึงแม้จะวิ่งเร็วแค่ไหนแต่ก็ยังคงพยายามที่จะหันกลับมามองเต่าเสมอ และถ้าวิ่งไปไกลเกินกระต่ายก็จะวิ่งกลับมาส่วนเต่าแม้จะเชื่องช้าแต่สายตาของเต่ามักมองไปข้างหน้าเขาจะมองไปที่กระต่ายอย่างไม่ละสายตาและพยายามจะเร่งตัวเองให้ไปทันกระต่ายอย่างสุดความสามารถ แต่ถ้าเต่าเหนื่อยเกินไปกระต่ายก็พร้อมจะลดพลังตัวเองลงมาเดินข้างเต่าเช่นกันภารดีเหมือนกระต่ายส่วนพ่อเขาเป็เต่า...แต่ถ้าภารดีเป็กระต่ายพริมาก็ต้องเป็ลูกกระต่าย? ไม่เหมือนเลย หล่อนไม่มีความกระตือรือร้นและพลังมากมายเหมือนภารดี พริมาเชื่องช้ากว่ามากอย่างพริมาเป็กระต่ายไม่เหมาะ หล่อนน่าจะเป็ตัวสลอธคิดมาถึงตรงนี้นพคุณเผลอยิ้มขำออกมา รถมาจอดหน้าสะพานไม้ที่รถยนต์น่าจะขึ้นและข้ามไปไม่ได้นพคุณดีใจที่ภารดีไม่ได้คะยั้นคะยอให้พ่อเขาขับรถข้ามสะพานไปไม่งั้นคืนนี้พวกเขาคงจะเป็ข่าวหรือไม่ก็ดังในโลกออนไลน์อย่างแน่นอน ลงจากรถแล้วเขาสังเกตเห็นมีรถยนต์จอดอยู่ประมาณสามคันแสดงว่ามีคนเข้ามาหรืออาจจะตั้งใจไปร้านอาหารของภารดีเหมือนกัน
“รถพวกนี้ของคนแถวนี้หรือว่าจะมาตะลอนทัวร์แบบเรากันนะ” คุณนพรักษ์หันไปมองรอบๆเขาถามคำถามที่อยู่ในความคิดของทุกคน
“แบบนี้ต้องลองไปดูให้เห็นกับตาค่ะไป!” ภารดีหันไปจูงมือสามีเดินขึ้นสะพานไม้ไป ทิ้งนพคุณกับพริมาให้เดินตามอยู่เื้ัพริมายืนเงอะงะอยู่ตรงตีนสะพานหล่อนไม่เคยเดินข้ามสะพานไม้แบบนี้มันสวยดีและก็แปลกด้วย สะพานไม้ไม่ได้ดูเก่าหรือทรุดโทรม...มันดูแข็งแรงแต่ก็ไม่ได้มีที่จับให้เดินได้ถนัดนัก มีเพียงเชือกสลิงเส้นใหญ่เส้นเดียวและมันค่อนข้างแกว่งไกวไปตามลมนพคุณเดินนำไปก่อน เขาหันมามองพริมาที่ยังยืนอยู่
“คงไม่ต้องให้จูงใช่ไหม?”เขาหันมาเลิกคิ้วถาม พริมาเผลอทำปากยื่น เหมือนเวลาที่หล่อนไม่พอใจหรือขัดใจสาวน้อยเดินขึ้นสะพานและเดินผ่านเขาไปโดยไม่หันไปมองนพคุณยิ้มขำเขาชอบเวลาพริมาทำหน้าแบบนี้มันดูน่ารักดีพริมาเดินเกาะสายสลิงไปเรื่อยๆ ความจริงถ้าเดินไปสักพักก็จะเริ่มทรงตัวได้
“ไม่ได้ยากเหมือนที่เห็นแฮะ” พริมาเดินไปถึงกลางสะพานมองไปรอบๆบรรยากาศสวยงามเป็อย่างยิ่งต้นจากที่ดูเหมือนต้นมะพร้าวที่ไม่มีลำต้นขึ้นเรียงรายไล่ไปตามริมตลิ่งอยู่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำมองไปไกลๆ เห็นชาวบ้านยังใช้เรือสัญจรไปมาด้วย แม่น้ำวันนี้ใสเป็สีเขียวเข้มและไหลนิ่งๆเอื่อยๆ อยู่ด้านล่างนี่ถ้าเป็่หน้าฝนแม่น้ำคงจะมีสีขุ่นและไหลแรงกว่านี้แน่นอน
“ถ้าบ้านอยู่แถวนี้จะมาะโสะพานเล่นน้ำทุกวันเลย”พริมามองกลับไปที่นพคุณ เพราะหล่อนยืนดูวิวอยู่ตรงนี้ก็นานแล้วนพคุณก็ยังไม่เดินผ่านมาหรือเดินมาถึงตรงนี้สักที
“อ้าว?” พริมาพึมพำเบาๆหล่อนเห็นนพคุณยังยืนอยู่ที่เดิม...อืม อาจจะเลยจากที่เดิมมานิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆแต่ก็ไม่เห็นเขาจะเดินมาต่ออีกเลย เพียงแต่ยืนเกาะสายสลิงอยู่นิ่งๆ ตรงนั้นและดูเหมือนหน้าเขาจะซีดเล็กน้อยด้วย
“ต้องให้จูงไหมคะ?”พริมาะโกลับไป หล่อนเห็นเขาหรี่ตามองมาแต่ไม่ได้ตอบอะไรสาวน้อยยิ้มกริ่ม...แน่นอน! คุณชายใหญ่กลัว!
“ฉันว่ายน้ำเป็นะ...แต่ไม่ชอบความสูง”นพคุณอธิบายเสียงเบาขณะที่พริมาเดินไปจูงมือและออกแรงลากเขาให้เดินตามหล่อนไป หล่อนไม่ได้พูดอะไร...ไม่อยากให้คุณชายใหญ่เสียหน้า
“และมันก็แกว่งๆ แบบนี้” นพคุณจับมือพริมาแน่นขึ้นอีกมือก็จับลวดสลิงไว้แน่นพริมาเหลือบมองเห็นเขามีเหงื่อผุดเต็มหน้าไหลลงมาตามขมับ...น่าสงสารเหมือนกันนะ นี่ถ้าเป็หล่อนเขาคงจะเหน็บให้เจ็บใจ แต่หล่อนไม่ทำหรอก หล่อนไม่ใช่คนใจร้าย กว่าจะเดินข้ามสะพานไปถึงอีกฝั่งได้ ก็เล่นเอาพริมาหอบแฮ่กอยู่เหมือนกันไม่ใช่ว่าสะพานข้ามแม่น้ำนี้จะยาวมากมายอะไร ความกว้างของแม่น้ำไม่ถึง300 เมตรด้วยซ้ำ แต่เพราะกว่าจะเดินได้แต่ละก้าวนั่นแหละที่ทำให้เหนื่อยถ้าหล่อนเดินมาคนเดียวป่านนี้ถึงนานแล้ว
“ถึงแล้วค่ะ”พริมาบอกเมื่อเดินลงมาถึงตีนสะพานอีกฝั่งของแม่น้ำนพคุณปล่อยมือ...เขาเสียหน้าเล็กน้อย เอาเข้าจริงคนที่ไม่กลัวกลับเป็พริมา ทั้งสองคนดูงงๆ เพราะฝั่งนี้ของสะพานแตกต่างจากอีกฝั่งอย่างสิ้นเชิงฝั่งนี้ดูคึกคัก มีรถจอดอยู่มากมายและร้านอาหารก็อยู่ตรงตีนสะพานฝั่งนี้นี่เอง
“น่าจะมีทางเข้าสองทางฝั่งนี้น่าจะสะดวกกว่า” พริมาพูดพลางมองไปรอบๆรถมากมายและถนนก็ดูดีกว่าฝั่งที่พวกหล่อนเข้ามามาก
“ลูกแก้วทางนี้” เสียงภารดีเรียกมาจากในร้านพริมามองเห็นแม่โบกมือจากโต๊ะที่อยู่บนแพยื่นลงไปในแม่น้ำ บรรยากาศรอบข้างดูดีสมราคาคุยจริงๆงานนี้ภารดีไม่ได้โม้
“ต้องให้จูงไหมคะ?”พริมาหันมาบอกนพคุณ หล่อนเห็นเขายืนอื้งกับร้านอาหารและบรรยากาศที่แตกต่างกันของอีกฝั่งอย่างงงๆก็อดแซวเล่นไม่ได้ ยังไงคุณชายใหญ่ก็อารมณ์เสียตลอดเวลาอยู่แล้วและไม่ต้องรอให้เขาตอบกลับ พริมารีบเดินหนีเข้าร้านอาหารตรงไปยังโต๊ะของแม่กับพ่อเลี้ยงที่นั่งคุยกันอยู่ในแพ
“ลงมากันช้าจัง แม่นั่งรออยู่ตั้งนานแล้ว” ภารดีหันมาถามขณะลูกสาว เดินมานั่งที่โต๊ะพริมาเหลือบไปมองด้านหลังนพคุณเดินมาถึงพอดี
“ก็...พอดีวิวสวยน่ะค่ะ เลยแวะยืนดูซะนาน”พริมาไม่ได้บอกแม่ว่าหล่อนมัวแต่ลากคุณชายใหญ่ให้ข้ามสะพานตามมาถึงได้ใช้เวลานานไปหน่อย
“วิวสวยจริงๆนั่นแหละ คราวหน้าเรามากันอีกนะคุณพิมพ์ ผมว่าเราเข้าทางฝั่งนี้น่าจะใกล้กว่า”
“ก็ทางนั้นมันมาจากวัดนี่คะถ้ามาจากทางบ้านเราก็เข้าทางนี้แหละ”
“ลูกแก้วกับตาคุณจะกินอะไรก็สั่งเลยนะแม่ยังไม่ได้สั่งอะไรเลย รอให้เ้าของวันเกิดมาสั่งไหนๆ ก็เลี้ยงพร้อมกันสองคนแล้ว สั่งให้สะใจไปเลย...คุณพ่อเขาจ่าย ฮิฮิ”ภารดีหันไปยิ้มบอกสามี นพคุณมีสีหน้างงเล็กน้อยเ้าของวันเกิด?
“เมื่อต้นเดือนวันเกิดลูกแก้วน่ะแต่น้องบอกว่าให้เลี้ยงพร้อมของลูกไปเลย”คุณนพรักษ์บอกวันเกิดพริมาเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของลูกชาย
“แม่สั่งให้เลยค่ะลูกแก้วกินได้หมด ระหว่างรอขอลูกแก้วไปดูวิวตรงโน้นนะคะ ฝั่งนั้นวิวสวยดีจัง”พริมาชี้ไปที่ริมแพอีกฝั่งที่พวกเขานั่ง ตรงนั้นวิวคงสวย หล่อนเห็นมีคนไปยืนถ่ายรูปเต็มไปหมด
“ไปซิแม่เพิ่งไปดูมาสวยมากเลย อย่าลืมถ่ายรูปมาให้แม่ดูมั่งนะ”
พริมาเดินไปดูตรงมุมที่คนยืนอยู่...ตรงนี้เห็นแม่น้ำชัดเจนแม่น้ำใสมองเห็นั้แ่อยู่บนสะพานแล้ว แต่พอลงมายืนดูตรงนี้ยิ่งใสมันเห็นไปถึงพื้นดินข้างล่าง ริมฝั่งน้ำน่าจะไม่ลึกมาก เพราะมันมองเห็นพื้นดินแต่พอมองเลยไปเรื่อยๆ พื้นดินเริ่มหายไป มีฝูงปลาเข็มว่ายน้ำผ่านมาสาวน้อยชะโงกหน้าโน้มตัวลงไปเพื่อถ่ายรูปให้ชัดเจนจนเกือบเสียหลัก
“โอ๊ะ!”พริมาใจหายวาบ หล่อนนึกว่าตัวเองจะลงไปเล่นน้ำกับปลาซะแล้วแต่มีแรงดึงมาจากด้านหลัง นพคุณนั่นเอง!เขาดึงคอเสื้อพริมาจากด้านหลัง นพคุณเดินตามมาเขาเห็นท่าถ่ายรูปของพริมาแล้วและไม่ผิดหวังถ้าเขาไม่จับไว้รับรองลูกเลี้ยงพ่อเขาได้ลงไปเล่นน้ำกับปลาอย่างแน่นอน
“เธอนี่เดาทางได้ตลอดเลยนะ”นพคุณพูดขณะออกแรงดึงเบาๆ ก็ยกสาวน้อยกลับมายืนบนพื้นได้อย่างง่ายดายพริมายิ้มแหยๆ นพคุณมาได้จังหวะพอดีทุกครั้งจริงๆ
“ขอบคุณค่ะ”พริมากล่าวขณะดึงคอเสื้อให้กลับมาอยู่ถูกที่
“พี่คุณอยากถ่ายรูปไหมคะลูกแก้วถ่ายให้?” สาวน้อยถามแก้เขิน
“ไม่!” สั้นๆ ชัดเจนพริมาคิดไว้แล้วว่าเขาจะตอบว่าอย่างไร แต่ทำไมล่ะวันนี้วันเกิดเขาอย่างน้อยก็ต้องมีรูปเขาไว้บ้าง สาวน้อยคว้ามือถือถ่ายรูปเขาไปเสียหลายรูปโดยไม่ต้องขออนุญาต...จะขอไปทำไมยังไงเขาก็ไม่ยอมอยู่แล้ว
“ทำอะไรน่ะ?บอกว่าไม่ถ่ายไง” นพคุณหันมาตาขวางใส่ เขาพยายามจะเข้าไปแย่งมือถือจากมือของพริมาสาวน้อยหลบหนีพัลวันจนไปชนเข้ากับผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืนอยู่แถวนั้น
“ขอโทษค่ะ”พริมายกมือไหว้ นพคุณเดินตามมายืนข้างๆ พริมาทันที ผู้ชายคนนี้ตัวสูงใหญ่ เขาตัวสูงกว่านพคุณและตอนนี้เขาเองก็ยังดูงงๆอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ขอโทษแทนน้องด้วยครับเด็กนี่ไม่ค่อยระวังอะไรเท่าไหร่” นพคุณบอกพร้อมหันมาทำสายตาตำหนิพริมาสาวน้อยก็รู้ตัวดีไม่ได้เถียงแต่อย่างใด
“ไม่เป็ไรหรอกน้อง พี่เห็นั้แ่จะลงน้ำเมื่อกี้นี้แล้วดีนะที่คว้าไว้ทัน จะเดินจะเหินก็ระวังหน่อยแล้วกัน”พริมาหน้าสลดแต่นพคุณดูจะชอบใจไม่เบา
“พี่...ผมรบกวนถ่ายรูปให้หน่อยได้ไหมครับ”นพคุณแย่งมือถือจากมือพริมาพร้อมส่งให้ผู้ชายคนนั้น
“ได้สิเอาตรงไหนดี?” ชายร่างใหญ่รับมือถือมาถ่ายรูป เขาช่วยเด็กสองคนมองหาวิวสวยๆ
“ตรงนั้นแล้วกันเห็นคนมายืนถ่ายกันเยอะเลย” เขาชี้บอก นพคุณลากพริมามายืนตรงมุมนั้น
“ยิ้มสิ!อยากถ่ายนักไม่ใช่เหรอรูปน่ะ”นพคุณโอบไหล่สาวน้อยยืนถ่ายรูปตรงมุมที่มีคนชอบมาถ่ายกันนักหนา พริมาเงยหน้ามองเขา นพคุณไม่ได้มองลงมาแต่กำลังมองไปยังกล้องที่กำลังถ่ายอยู่
“เอ้า!มองกล้องสิ จะมามองหน้าฉันอยู่ทำไม?”
“น้องผู้หญิงยิ้มหน่อยครับนับนะ 1 2 3 “ พริมาทำหน้าไม่ถูก หล่อนยิ้มแต่ไม่รู้ว่ายิ้มที่ออกมาจะเป็อย่างไร....คุณชายใหญ่เดาใจยาก บทจะไม่ก็ไม่ บทจะถ่ายก็ถ่ายซะอย่างนั้น นพคุณรับมือถือคืนและกล่าวขอบคุณผู้ชายคนนั้นเขาส่งมือถือคืนให้พริมาแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ พริมามองตาม...ดีนะที่เขาไม่หันกลับมามองหน้าหล่อนไม่อย่างนั้นเขาจะเห็นว่าแก้มสาวน้อยแดงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
“หุ๊ย!ร้อนจริง ยืนอยู่ตรงนี้อีกแป๊บดีกว่า” สาวน้อยเอามือพัดหน้า...ทำไมมันร้อนอยู่ที่เดียวนะหล่อนเอามือลูบแก้มตัวเองที่ตอนนี้มันร้อนวาบๆ พริมาดูรูปในมือถือ...ดูเหมือนนพคุณจะมือไวลบรูปเขาที่หล่อนถ่ายไว้เสียหมดแล้วเหลือไว้แค่รูปคู่ที่พวกเขาถ่ายด้วยกันเมื่อกี้เท่านั้น รูปถ่ายออกมาได้สวยทีเดียวผู้ชายคนนั้นถ่ายไว้หลายรูปเขาคงกดชัตเตอร์ไม่ยั้งเลยมีทั้งรูปที่เผลอและรูปที่ตั้งใจ เดินกลับมาที่โต๊ะอาหารเริ่มมาแล้ว พริมาลงไปนั่งข้างๆนพคุณที่กลับมานั่งอยู่ก่อนนานแล้ว ภารดีเห็นลูกสาวหายไปนานเลยทักขึ้น
“ได้มากี่รูปล่ะหายไปซะนานเลย”
“เดี๋ยวส่งไลน์ให้ค่ะได้มาเยอะแยะเลย เสียดายไม่มีรูป 4 คน”
“เดี๋ยวก่อนกลับให้ที่ร้านถ่ายให้ก็ได้”คุณนพรักษ์หันไปบอกลูกเลี้ยง อาหารอร่อยจริงๆภารดีหาข้อมูลมาแน่นสมราคาคุย หล่อนยังอวดรีวิวร้านอื่นๆในละแวกนี้ที่ยังไม่ได้ไปลอง ภารดีเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนหล่อนกับพริมามักจะออกตามล่าหาของกินแกะรอยตามรีวิวกันตลอดถ้ามีเวลาแต่แถวๆ นี้ยังไม่เคยมา
“ถ้าเป็ร้านแถวๆบ้านก็ไปมาหมดแล้วค่ะ วันหลังไปเที่ยวบ้านโน้นจะพาไปนะคะ” ภารดียังคุยไม่หยุดนพคุณคิดว่าถ้าวันนี้ร้านนี้ที่หล่อน พาพวกเขาดั้นด้นแหวกป่าเข้ามาซะไกลโขแล้วไม่ได้ดีจริงอย่างที่หล่อนคุยไว้ภารดีจะว่าอย่างไร
“วันนี้เราลืมของขวัญไม่ได้นะไม่ได้จัดงานเลี้ยงอะไรมากมาย แต่ของขวัญก็ต้องมี”ภารดีหยิบกล่องของขวัญออกมาจากกระเป๋าส่งให้ นพคุณดูจะอึ้งๆ เล็กน้อยเขาไม่คิดว่าจะมีของขวัญด้วย
“ของพ่อก็มีนะนี่ไง” คุณนพรักษ์ส่งกล่องของขวัญให้เหมือนกัน เขาไม่ทันสังเกต เพราะพ่อเอาของขวัญไปใส่ไว้ในกระเป๋าภารดีและหล่อนก็หิ้วไปไหนมาไหนตลอดเวลา ส่วนพริมานั่งยิ้มเฉยๆ หล่อนไม่ได้พูดอะไร และก็ไม่ได้ให้ของขวัญเขาเหมือนคนอื่นๆแต่เขาก็ไม่ได้หวังของขวัญอะไรจากใครอยู่แล้ว
“ขอบคุณครับ”นพคุณยกมือไหว้พ่อเขารวมถึงภารดีด้วย เด็กหนุ่มยังไม่ได้แกะของขวัญเขาแค่เอามาถือไว้เฉยๆ และทุกคนก็ไม่ได้รบเร้าอะไร ก่อนกลับคุณนพรักษ์ให้พนักงานที่ร้านมาถ่ายรูปให้พวกเขาที่ริมน้ำ มุมเดียวกับที่พริมาไปยืนถ่ายในตอนแรก...เพราะมันเป็มุมยอดนิยม พวกเขาใช้มือถือภารดีถ่ายรูปเพราะมันดูจะนำสมัยที่สุดในนี้แล้วนพคุณสังเกตภารดีนำแฟชั่นเสมอหล่อนมักจะมีของใหม่ๆ บางครั้งก็ของที่มีก็เฉพาะกลุ่ม หรือไม่ก็ของ LimitedEditon เสียด้วยซ้ำ ของพวกนั้นราคาไม่ใช่น้อยๆ เลย บางอย่างเงินเดือนพ่อเขาดูไม่น่าจะพอซื้อหาให้หล่อนได้เสียด้วยซ้ำ
พวกพ่อแม่เดินนำขึ้นสะพานกลับไปแล้วนพคุณลืมนึกไปขามาเขามาอย่างไรขากลับก็ต้องกลับไปอย่างนั้น...นี่เขาต้องเดินกลับไปบนสะพาน บ้านี่อีกอย่างนั้นหรือ? ขากลับไปนี่ค่อนข้างจะมืดแล้วแต่ทางร้านก็มีพนักงานเอาไฟฉายเดินไปส่งลูกค้าที่จอดรถอยู่ฝั่งโน้นส่วนฝั่งนี้ถนนหนทางดีแล้ว มีไฟส่องสว่างตลอดทางพริมาเดินมายืนอยู่ข้างๆ นพคุณที่ตอนนี้ยืนมองไปในความมืดเบื้องหน้าขนาดสว่างเขายังกลัว แล้วมืดขนาดนี้มีหรือจะกล้า
“ไปค่ะกลับบ้านกันดีกว่า” พริมาจับมือพร้อมส่องไฟ นพคุณไม่รู้ว่าหล่อนไปเอาไฟฉายมาจากไหนคราวนี้เขาไม่ดื้อเลย ปล่อยให้หล่อนจูงเดินนำขึ้นสะพานไปอย่างว่าง่ายขากลับไปถึงไวกว่าขามามาก อาจจะเป็เพราะพวกเขารู้ทางแล้วหรือไม่ก็เพราะนพคุณเดินตามมาไม่ได้ขัดขืนเหมือนตอนขามาพอถึงฝั่งที่พวกเขาจอดรถไว้ พริมาปล่อยมือตรงตีนสะพานแล้วเดินไปหาพนักงานพร้อมส่งไฟฉายคืนคนอื่นๆ จึงไม่มีใครเห็นว่าพริมาจูงมือนพคุณ พาข้ามสะพานมา...อย่างน้อยหล่อนก็ยังไว้หน้าเขาถือซะว่าหล่อนให้ของขวัญวันเกิดเขาก็แล้วกัน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบสามทุ่ม ทุกคนกลับเข้าห้องไม่เว้นแม้แต่พริมาที่วันนี้แวะทักทายไก่แจ้ของหล่อนแค่แป๊บเดียว นพคุณกลับขึ้นห้อง เขาอาบน้ำแต่งตัวเตรียมเข้านอนตอนจะนอนนั้นเอง เขาถึงเห็นว่ามีห่อของวางไว้บนเตียงมันวางไว้พิงหมอนบนเตียงเขานั่นเอง ตอนเข้ามาตอนแรกเขาไม่ทันสังเกต มาสังเกตเห็นก็ตอนจะขึ้นเตียงนอนนี่แหละเขาหยิบขึ้นมาดูมันเป็ห่อของขวัญ มีการ์ดลายมือขยุกขยิกที่คุ้นเคยติดไว้นพคุณยิ้มั้แ่เห็นลายมือแล้วลายมือนี้เขาจำได้เพราะเขาได้รับจดหมายลายมือนี้เป็สิบฉบับเมื่อเทอมก่อน...แต่ถึงยังไงลายมือน่าเกลียดแบบนี้ เห็นแค่ครั้งเดียวก็คงจะจำได้แน่นอน
ถึง พี่คุณ
สุขสันต์วันเกิดนะคะ ขอให้วันเกิดปีนี้พี่คุณได้พบเจอแต่สิ่งดีๆลูกแก้วตั้งใจทำของขวัญชิ้นนี้ให้พี่คุณนะคะ (ความจริงปลาทูเป็คนทำซะมากกว่า)หวังว่าพี่คุณจะชอบ
รัก
ลูกแก้ว
“รัก? ยัยนี่เขียนหนังสือประหลาดอีกแล้ว”นพคุณยิ้ม ถ้ามีใครมาเห็นหน้าเขาตอนนี้ก็คงจะประหลาดใจไม่น้อยเพราะนพคุณไม่ได้ยิ้มแบบนี้ ที่บ้านมาเกือบ2 ปีแล้ว เขาหยิบของขวัญทั้งหมดวันนี้มาวางรวมกัน แล้วนั่งมอง...ครอบครัวที่เขามีตอนนี้ก็ไม่เลวนักทุกคนดูจะใส่ใจเขาเป็พิเศษเสียด้วยซ้ำ เขาจะดีใจจริงเหรอ?ที่อยู่ๆ ก็มีแม่...มีน้องสาวโผล่ขึ้นมา นพคุณแกะของขวัญที่ได้มาในวันนี้เขาเริ่มจากของพ่อก่อน คุณนพรักษ์ให้ของขวัญลูกชายเป็นาฬิกาสายเหล็กเรือนงามดูแล้วราคาน่าจะไม่เบาทีเดียวส่วนของภารดีนั้นเป็ปากกาที่สลักเป็ชื่อของเขา ดูราคาแล้วน่าจะแพงกว่านาฬิกาของพ่อเขาเสียอีกมาอันสุดท้าย...ของพริมานั่นเองนพคุณแกะห่อออก มันเป็ขอบแข็งๆสี่เหลี่ยมผืนผ้า เขาเอาหูแนบฟังไม่มีเสียง คงจะไม่ใช่นาฬิกาแขวนอย่างแน่นอนตอนแรกนพคุณคิดว่า ถ้าเขาจะได้ของขวัญจากพริมาสักชิ้น มันน่าจะเป็เค้กก้อนโตที่หล่อนเป็คนทำเสียด้วยซ้ำ แถมวันนี้ที่ร้านอาหารเขายังแอบหวังนิดๆว่าหล่อนจะเป็คนถือเค้กออกมาพร้อมจุดเทียนและร้องเพลงอวยพรวันเกิดด้วยสำเนียงและเสียงร้องเพี้ยนๆของหล่อน แต่พริมาก็ไม่ได้ให้อะไร แต่ก็อย่างว่านั่นแหละเขาไม่ได้หวังอะไรอยู่แล้วก็แค่คิดภาพขำๆ เท่านั้น
“หืม?กรอบรูปแฮะ” นพคุณแกะห่อออกเห็นเป็กรอบรูปเขาพลิกหงายมาดูมันเป็รูปแม่ของเขา...รูปแม่ของเขาที่ขาดนั่นเองพริมาวาดมาคืนเขาอย่างนั้นเหรอ?นพคุณนั่งพินิจรูปนี้มันวาดถอดแบบออกมาจากรูปใบนั้นแน่นอนเป็ภาพวาดสีน้ำที่สวยงามยิ่งนัก แต่มันมีขนาดใหญ่กว่ารูปต้นแบบจริงสักสองสามเท่าเห็นจะได้เขากลับไปอ่านการ์ด
“อ่อ...ยัยปลาทู”พริมาบอกว่ายามาเป็คนทำ นพคุณจึงพอจะเดาได้ว่าคนที่วาดรูปนี้น่าจะเป็ยามา นพคุณเดาว่าพริมาคงจะโดนบ่นไม่น้อยที่เอารูปนี้ไปให้เพื่อนหล่อนวาดเพราะดูเหมือนเพื่อนของพริมาคนนั้น จะไม่ชอบหน้าเขาเอามากๆหล่อนจะต้องรักเพื่อนมากขนาดไหนกันถึงยอมวาดรูปนี้ให้ แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าฝีมือยัยปลาทูนั้นเก่งเกินวัยไม่น่าเชื่อว่าคนที่โหวกเหวกโวยวายตลอดเวลาจะใจเย็นแล้ววาดรูปออกมาได้สวยงามขนาดนี้
“ปั้นบัวลอยให้กลมยังทำตั้งนานไม่น่าเชื่อว่าจะวาดรูปได้” นพคุณเอารูปไปแขวนไว้ที่หัวเตียง พออยู่บนผนังแล้วรูปนี้ยิ่งดูสวยแม่เขากำลังยิ้มให้เขาออกมาจากในรูป
“วันนี้แม่ก็มีความสุขเหมือนกันใช่ไหมครับ?”เสียงไลน์ดังเตือนว่ามีข้อความเข้า นพคุณจึงหยิบมือถือมาดูมันเป็ไลน์กลุ่ม 4 คนของบ้านนี้นั่นเอง ภารดีส่งรูปถ่ายพวกเขา4 คนที่ให้พนักงานถ่ายไว้ก่อนกลับมาให้ สักพักพริมา ก็ส่งรูปถ่ายวิวที่หล่อนถ่ายวันนี้มาให้เขานั่งรอดูแต่หล่อนก็ไม่ได้ส่งรูปคู่ ที่พวกเขาถ่ายด้วยกันมาให้ แต่มีข้อความเข้ามาทางไลน์ส่วนตัวแทน พริมาส่งไลน์ส่วนตัวมาให้เขาเป็รูปคู่ที่พวกเขาถ่ายกันในวันนี้
“ส่งให้ในนี้นะคะไม่ได้ส่งให้ในไลน์กลุ่มลูกแก้วไม่อยากโดนเทศน์ก่อนนอน”
ตอนได้ยินเสียงไลน์พริมากำลังคุยไลน์กับยามาหล่อนส่งรูปถ่ายวันนี้ไปอวดเพื่อนพร้อมคุยว่าร้านอาหารที่ไปมาวันนี้บรรยากาศดีขนาดไหนหล่อนจึงเห็นว่าภารดีส่งรูปลงไลน์กลุ่ม พริมาจึงส่งไปบ้างแต่ก็ยังลังเลว่ารูปคู่กับนพคุณจะส่งไปในนี้ดีหรือไม่คุณชายใหญ่บอกว่าไม่ชอบถ่ายรูปถ้าหล่อนส่งรูปนี้ไปให้ในไลน์กลุ่มเดี๋ยวเขาก็อารมณ์เสียก่อนนอนอีก
“งั้นส่งให้ส่วนตัวแล้วกันก็ตัวเองเป็คนมายืนถ่ายด้วยเองนี่นา” พริมา ส่งไปแล้วก็เตรียมตัวดูว่าเขาจะวีนหรือเหวี่ยงให้ได้นอนหลับสบายก่อนนอนหรือเปล่าสักพักก็มีเสียงข้อความดังกลับมา เด็กหญิงต้องแปลกใจ เพราะมันเป็สติ๊กเกอร์ตัวการ์ตูนที่มีคำว่า“ขอบคุณ” ส่งกลับมา
“ว้าว” พริมาอ่านไลน์อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเช้าก่อนออกจากบ้าน หล่อนแอบเอาของขวัญไปวางไว้บนเตียงของเขาต้องดูลาดเลาอยู่ตั้งนานกว่าจะหาจังหวะเหมาะได้หล่อนต้องกระซิบบอกคุณนพรักษ์ให้ดึงความสนใจเขาเอาไว้อย่าให้ขึ้นไปข้างบนอีกจนพวกเขาออกจากบ้านไปวัดนั่นแหละ เขาคงขอบคุณหล่อนเื่ของขวัญแน่ๆพริมาดีใจที่เขาไม่ได้โมโหโวยวาย ที่หล่อนแอบเอารูปแม่เขาไปวาดอย่างน้อยก็ถือว่าหล่อนได้ไถ่โทษที่ทำรูปแม่เขาขาดในตอนนั้นสาวน้อยเดินไปเปิดลิ้นชักโต๊ะ แล้วหยิบรูปคุณอารีออกมาแม่ของนพคุณยิ้มออกมาจากในรูป พริมายิ้มตอบ
“ขอบคุณนะคะคุณป้า”คืนนี้ไม่ได้โดนด่าก่อนนอนแถมยังมีเื่ให้สบายใจ...คุ้มแล้วที่โดนยัยปลาทูบ่นเช้าบ่นเย็นบ่นจนวาดรูปเสร็จนั่นแหละ