หลังจากถูกเรียกชื่อทั้งสองก็ก้าวเท้าขึ้นไปบนเวทีประลองพร้อม ๆ กัน ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ตรงกลางเวทีและเว้นระยะห่างจากกันประมาณ 5 จั้ง
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นว่าทั้งสองขึ้นมาบนเวทีอย่างพร้อมเพรียงกันแล้วเขาก็ประกาศให้เริ่มการต่อสู้ในทันที
"พี่ชายฉินหยางโปรดชี้แนะ"
ซูฉินป้องมือขึ้นคาราวะฉินหยางครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวออกมา ตัวเขานั่นรู้ดีตั้งแต่พบกับฉินหยางครั้งแรกว่าเขาคนนี้ไม่ธรรมดา ในตอนที่ฉินหยางบอกว่าเป็นเด็กหนุ่มธรรมดา ๆ ที่มาจากเชิงเขาสุดแสนห่างไกล เขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าใดนัก
แต่ก็ไม่ได้คิดว่าฉินหยางจะโกหกหรืออะไรเพียงแต่สิ่งที่ฉินหยางแสดงออกมามันดูไม่เหมือนเด็กหนุ่มที่มาจากเชิงเขาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งพรสวรรค์ระดับตำนานที่มีนั่นอีก นั่นจะเรียกว่าเด็กหนุ่มธรรมดา ๆ ได้อย่างไร เพราะเช่นนั้นแล้วเขาจึงคิดที่อยากจะให้ฉินหยางแสดงพลังที่แท้จริงของเขาออกมาในการต่อสู้ครั้งนี้
"เชิญน้องซูฉินลงมือ"
ฉินหยางยกยิ้มบาง ๆ พร้อมกล่าวขึ้นประโยคหนึ่งเป็นการตอบรับ ซูฉินที่เห็นท่าทีของฉินหยางดังนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นมาก่อนจะเป็นฝ่ายเริ่มโจมตี
"พี่ชายฉินหยางรับมือ.."
"กระสุนเพลิง"
ซูฉินพูดพร้อมวาดฝ่ามือไปตรงหน้าสร้างกระสุนเพลิงขนาดเล็กขึ้นมากลางอากาศก่อนจะชี้นิ้วออกคำสั่งให้พุ่งใส่ฉินหยางอย่างรวดเร็ว
ฉินหยางมองเห็นการโจมตีดังกล่าวพุ่งเข้ามาก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนใด ๆ เขายังคงยืนอยู่กับที่และพึมพำขึ้นเสียงเบาว่า
"อาภรณ์เพลิง"
สิ้นเสียงก็มีเปลวเพลิงสีส้มเหลืองปกคลุมร่างกายของเขาเอาไว้ภายใน กระสุนเพลิงจำนวนมากที่ซูฉินปลดปล่อยออกมาพุ่งเข้าปะทะกับอาภรณ์เพลิงของฉินหยางเข้าอย่างจัง แต่แทนที่จะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวกลับกลายเป็นไม่มีเสียงใด ๆ ปรากฏขึ้นมา นั่นก็เพราะกระสุนเพลิงเหล่านั้นที่พุ่งปะทะเข้ามาต่างถูกเปลวเพลิงของฉินหยางดูดซับเข้าไปอย่างไรร่องรอย ทั้งยังดูเหมือนว่าเปลวเพลิงที่ห่อหุ้มตัวเขาไว้จะมีพลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
"อะไรกันไม่เป็นอะไรเลยงั้นรึ? ไม่สิเพลิงนั้นมันกำลังกลืนกินเพลิงของเราอยู่นั่นมันเป้นไปได้อย่างไร"
ซูฉินอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ แม้จะรู้ดีว่าแค่นี้คงทำอะไรฉินหยางไม่ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าฉินหยางจะรับมือกับการโจมตีเมื่อครู่ได้ง่ายดายเช่นนี้
"ถ้าเช่นนั้นแบบนี้ล่ะเป็นอย่างไร"
ใบหน้าตื่นตะลึงของซูฉินเปลี่ยนเป็นจริงจังอีกครั้งหลังจากนั้นเขาก็ประสานฝ่ามือเป็นสัญลักษณ์บางอย่างขึ้นก่อนจะวาดมือไปมากลางอากาศอีกครั้งอย่างรวดเร็วและตะโกนก้องขึันว่า
"ระเบิดเพลิงกัมปนาท"
ทันใดนั้นกลางอากาศก็มีลูกบอลเพลิงขนาดเท่าศีรษะมนุษย์จำนวนสามลูกปรากฏออกมาและพุ่งโจมตีเข้าใส่ฉินหยางอย่างไม่รีรอ ลูกบอลเพลิงทั้งสามลูกพุ่งออกไปตามคำสั่งของซูฉินอย่างรวดเร็วและในเสี้ยวพริบตาที่ลูกบอลเพลิงกำลังจะสัมผัสกับเปลวเพลิงของฉินหยางและถูกดูดกลืนไปเหมือนกับตอนก่อนหน้านั้นจู่ ๆ ซูฉินก็ยกยิ้มมุมปากพร้อมประสานมือไว้กลางหน้าอกและตะโกนก้องขึ้นว่า
"ระเบิด!!"
สิ้นเสียงของเขาลูกบอลเพลิงขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ที่ซูฉินปลดปล่อยออกมาก็บิดเบี้ยวผิดรูปและระเบิดแตกตัวออกส่งเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
ตู้มมมม ๆ ๆ !!!!
เสียงระเบิดส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาสามครั้งสร้างลมกรรโชกรุนแรงจนผู้คนรอบเวทีประลองต้องเอามือป้องใบหน้าและหรี่ตาแคบลงจากความแรงของลม
ผ่านไปราวสามลมหายใจหลังจากสิ้นเสียงระเบิดก็ปรากฏให้เห็นร่างของฉินหยางที่ยังคงยืนอยู่กับที่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ใช้ห่อหุ้มร่างกายที่แม้เปลวเพลิงจะดูอ่อนแรงลงไปมากแล้วก็ตาม แต่การโจมตีเมื่อครู่ก็ยังคงไม่สามารถสร้างรอยขีดขวนใด ๆ ให้เขาได้
"ยอดเยี่ยมมาก สามารถคิดหาวิธีรับมือกับเปลวเพลิงของข้าได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้น้องซูฉินเจ้าช่างมีฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
ฉินหยางสะบัดมือเก็บเปลวเพลิงที่ห่อหุ้มร่างกายของตนกลับพร้อมเอ่ยปากชมซูฉินด้วยความประทับใจ
"เอาล่ะต่อไปถึงตาข้าโจมตีบ้างเตรียมพร้อมรับมือ"
ฉินหยางพูดขึ้นอย่างไม่รีบไม่ร้อนพร้อมตั้งท่าเตรียมปลดปล่อยการโจมตีออกมา
ซูฉินได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ก่อนที่เขาจะกระโดดถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างและตั้งท่าเตรียมพร้อมรับการโจมตีของฉินหยาง
ด้านชายชรานามเฉินเทียน เจียงเฉิน มู่เฉินและคนอื่น ๆ ต่างจ้องมองไปยังการต่อสู้บนเวทีประลองอย่างไม่วางตาโดยเฉพาะชายชรานามเฉินเทียนที่ตอนนี้แววตาของเขาเปล่งประกายวาววับจ้องมองไปยังฉินหยางด้วยความชื่นชม
อีกด้านหนึ่งภายในกลุ่มฝูงชนจำนวนมากขอทานชราที่ฉินหยางพบเมื่อก่อนหน้านี้ก็จ้องมองการต่อสู้บนเวทีประลองด้วยแววตาเปล่งประกายบางอย่าง
"ยอดเยี่ยม ช่างเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมยิ่งนักอายุเพียงเท่านี้แต่กลับมีทั้งความสามารถ ความสุขุมรอบคอบ ความกล้าหาญ และพรสวรรค์ นั่นอีกช่างหาได้ยากยิ่งนัก ในรอบหลายร้อยปีจะปรากฏให้เห็นสักคนหรือไม่ก็ยังไม่รู้ นี่ถ้าสำนักอัคคีสวรรค์ได้คน ๆ นี้เข้าไปเป็นศิษย์จริง ๆ สำนักอัคคีสวรรค์ก็จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างแน่นอน"
ขอทานชรากล่าวชมออกมาเสียงเบาแต่สายตายังคงจ้องมองการต่อสู้บนเวทีประลองไม่กระพริบ
หลังจากที่ฉินหยางบอกให้ซูฉินเตรียมรับการโจมตีของตนเขาก็ยื่นมือชี้นิ้วไปด้านหน้าและปลดปล่อยท่าโจมตีที่เหมือนกับที่ซูฉินเคยใช้เมื่อตอนก่อนหน้าออกมา
ซูฉินที่เห็นฉินหยางปลดปล่อยท่าโจมตีดังกล่าวออกมาก็รู้สึกประหลาดใจไม่คิดว่าฉินหยางจะใช้ท่าโจมตีเช่นนี้ออกมา แต่ในระหว่างที่เขากำลังชะล่าใจคิดว่าท่าโจมตีดังกล่าวไม่สามารถทำอันตรายอะไรตนได้จู่ ๆ กลุ่มก้อนเปลวเพลิงขนาดเล็กก็แปรเปลี่ยนรูปร่างเป็นวิหคตัวเล็กจำนวนนับร้อยกระพือปีกพุ่งเข้าใส่ซูฉินอย่างรวดเร็ว
"กระสุนเพลิง...วิหคเพลิงร่ายรำ"
"น้องชายซูฉินระวังให้ดีวิหคพวกนี้เคลื่อนที่รวดเร็วมากเจ้าอาจได้รับบาดเจ็บได้"
ฉินหยางเอ่ยชื่อท่าโจมตีพร้อมทั้งกล่าวเตือนซูฉินด้วยความหวังดีแม้ว่านี่จะเป็นการประลองเพื่อชิงความเป็นที่หนึ่งเพื่อจะได้เข้าร่วมเป็นศิษย์สำนักอัคคีสวรรค์ก็ตาม
ทว่าซูฉินที่ได้ยินคำของฉินหยางก็เหมือนจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อยคิดว่าฉินหยางกำลังดูถูกตนอยู่ แต่ไม่นานเขาก็ต้องแตกตื่นเพราะฝูงวิหคเพลิงจำนวนมากตรงหน้ากำลังพุ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นเป็นเพียงเส้นแสงจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งตรงมาหาเขาเท่านั้น
"แย่แล้ว!!"
"กระสุนเพลิง"
ซูฉินยิงกระสุนเพลิงออกมาสะกัดกั้นการโจมตีก่อนจะเคลื่อนที่หลบหลีกไปรอบ ๆ เวทีประลองอย่างรวดเร็วเมื่อเห้นว่าตนเคลื่อนที่หลบพ้นการโจมตีของฉินหยางแล้วก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะสบโอกาสเห็นช่องโหว่และกำลังคิดจะโจมตีโดยไม่ให้ฉินหยางได้ทันป้องกันตัวอยู่นั้นเหล่าวิหคเพลิงที่เขาคิดว่าหลบพ้นไปแล้วจู่ ๆ ก็เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่และพุ่งเข้าหาตนอีกครั้ง
"อะ..อะไรกันแบบนี้ก็ได้ด้วยงั้นรึ?"
ซูฉินร้องขึ้นมาอย่างตื่นตระหนกเพราะไม่คิดว่าวิหคเหล่านั้นจะสามารถเปลี่ยนทิศทางการโจมตีได้ เขารีบเคลื่อนที่หลบหลีกโดยการวิ่งไปรอบ ๆ เวทีประลองอีกครั้งอย่างเร่งรีบ
แต่น่าเสียดายที่เหล่าวิหคนั้นเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเกินไป ทำให้ซูฉินไม่สามารถทิ้งระยะห่างจากเหล่าวิหคได้และกำลังถูกประชิดตัวเข้ามาเรื่อย ๆ และในช่วงเสี้ยวลมหายใจสุดท้ายที่เหล่าวิหคกำลังจะพุ่งปะทะเข้ากับตัวเขาอยู่นั้นเขาได้ตัดสินใจสร้างโล่ห์เพลิงที่คล้ายโดมทรงกลมออกมาครอบคลุมตัวของเขาเอาไว้ก่อนที่เหล่าวิหคจำนวนนับร้อยจะพุ่งเข้าปะทะเกิดเสียงดังสนั่น
ตู้มมมมๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!!!!
เสียงระเบิดยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุด ผู้คนที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ต่างรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งแก้วหูและตื่นเต้นไปกับฉากการต่อสู้อันอลังการตรงหน้า
"เป็นการควบคุมเปลวเพลิงที่ยอดเยี่ยม ช่างน่าประทับใจยิ่ง ทั้งทิศทางการโจมตีที่สามารถพลิกแพลงได้ ทั้งความเร็วและความรุนแรง ทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุมของเขาทั้งหมด สมแล้วที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับตำนาน"
ชายชรานามเฉินเทียนกล่าวชื่นชมฉินหยางออกมาอีกครั้งแต่เจียงเฉินที่เห็นดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากเขาจ้องมองไปยังใบหน้าของฉินหยางที่ยังคงยืนยิ้มอยู่กลางเวทีประลองอย่างไม่สบอารมณ์แต่เขายังคงข่มกลั้นไม่กล่าวสิ่งใดออกมา
อีกฝั่งหนึ่งมู่เฉินหนึ่งในผู้ที่เคยมีปัญหากับฉินหยางมองการประลองบนเวทีด้วยใบหน้าที่มีเหงื่อมซึมเล็กน้อย
"เด็กนี่มันเป็นใครมันแข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน
และอีกด้านหนึ่งทางฝั่งของซูหมิงที่มองการประลองด้วยความกังวลแม้เขาจะชื่นชมฉินหยางแต่ก็เป็นห่วงซูฉินเช่นเดียวกัน ยิ่งเห็นซูฉินถูกการโจมตีกระหน่ำยิงเช่นนี้ก็ทำให้เขาต้องอดเป็นห่วงไม่ได้
ด้านบนเวทีประลองตอนนี้ยังคงเกิดเสียงระเบิดดังต่อเนื่อง ซูฉินที่อยู่ด้านในโล่ห์เพลิงเริ่มมีสีหน้าซีดเผือดและเม็ดเหงื่อจำนวนมากเริ่มผุดพรายออกมาบนใบหน้าราวกับจะสามารถต้านทานการโจมตีได้อีกไม่นานนัก
"นะนี่มันอะไรกัน พลังรุนแรงอะไรเพียงนี้"
ซูฉินสบถออกมาใบหน้าของเขาดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
ตู้ม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!!
เหลาวิหคยังคงบินโฉบโจมตีอย่างต่อเนื่องเกิดเสียงระเบิดดังรัวราวกับประทัด
ตึก!!
ซูฉินชันเขาข้างหนึ่งลงกับพื้นโล่ห์เปลวเพลิงที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะกำบังเองก็ดูเหมือนจะอ่อนแรงลงไปอย่างมากคงต้านทานการโจมตีได้อีกไม่นานนัก
ฉินหยางเองก็ยังคงยืนนิ่งปลดปล่อยฝูงวิหคเพลิงออกมาโจมตีอย่างไม่หยุดพัก
ตู้ม ๆ ๆ ๆ !!!
"ข้าจะต้านไว้ไม่ไหวแล้ว พลังปราณมากมายมหาศาลนี่มันอะไรกัน นี่ใช่พลังปราณของผู้ที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณจริง ๆ อย่างนั้นงั้นรึ?"
ซูฉินสบถกับตัวเองอยู่ภายในโล่ห์เพลิงด้วยสีหน้าแตกตื่นระคนเหลือเชื่อแม้จะรู้อยู่แล้วว่าฉินหยางนั้นแข็งแกร่งแต่ก็ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งจนแม้แต่เขาก็ไม่อาจต้านทานได้แม้กระบวนท่าเดียวเช่นนี้
ซูฉินกัดฟันต้านทานการกระหน่ำโจมตีของฉินหยางอยู่ราวสิบลมหายใจก็ต้องเอ่ยคำว่ายอมแพ้ออกมาในที่สุด
"ขะ..ข้าขอยอมแพ้"
เสียงของเขาดังลอดออกมาจากเสียงระเบิด ชายวัยกลางคนได้ยินดังนั้นก็รีบสั่งให้ฉินหยางหยุดการโจมตีในทันทีก่อนจะประกาศขึ้นเสียงดังก้องว่า
"ซูฉินยอมแพ้ฉินหยางชนะ"
สิ้นเสียงชายวัยกลางคนผู้คนต่างระเบิดเสียงอือฮากันอย่างจ้าระหวั่น
"กระบวนท่าเดียว เด็กหนุ่มคนนั้นใช้เพียงกระบวนท่าเดียวเอาชนะคุณชายรองตระกูลซูได้จริง ๆ สมแล้วที่เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับตำนาน"
ผู้คนต่างซุบซิบถึงฉินหยางและพยายามสืบหาตัวตนของเขาอีกครั้ง
"เกือบไปแล้ว พี่ชายฉินหยางช่างลงมือได้หนักหน่วงยิ่งนัก น้องชายคนนี้ขอคาราวะ"
ซูฉินปาดเหงื่อเดินเข้ามากล่าวกับฉินหยางและโค้งคาราวะไปครั้งหนึ่ง
ฉินหยางเองก็กล่าวชมซูฉินไปสองสามประโยคก่แนทั้งสองจะเดินลงจากเวทีประลองไปพร้อม ๆ กัน
ชายวัยกลางคนประกาศได้คู่อื่น ๆ ขึ้นมาทำการประลองจนในที่สุดก็มาถึงการประลองคู่สุดท้ายและจะเริ่มจับคู่ใหม่อีกครั้ง
มู่เฉิน ปะทะ ซูหมิงขอให้ทั้งสองขึ้นมาบนเวทีประลองได้
หลังจากสิ้นเสียงของชายวัยกลางคนมู่เฉินกับซูหมิงก็เดินขึ้นไปบนเวทีประลองอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองเริ่มต่อสู้และแลกเปลี่ยนกันอยู่หลายกระบวนท่า ในตอนแรกดูเหมือนว่าซูหมิงจะเป็นฝ่ายที่มีชัยเหนือกว่าเนื่องจากเขาพึ่งทะลวงระดับมา แต่ในช่วงเวลาคับขันจู่ ๆ มู่เฉินกลับนำเม็ดยาระงับปราณที่หลินลู่เฟยเคยใช้ออกมาใช้กับซูหมิงจนเขาได้รับชัยชนะในรอบนี้ไปในที่สุด
ฉินหยางที่มองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างกำลังคิดจะยื่นมือช่วยเหลือแต่ก็ไม่ทันการเขาได้แต่มองตามมู่เฉินเดินลงจากเวทีประลองด้วยสีหน้ามืดทะมึน...