ซูฉางอันชะงักไป
เขามองชายตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง ก่อนจะถามขึ้น “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
อาจเป็นเพราะตกใจที่ความลับถูกเปิดโปงพลังวิญญาณที่กำลังขับเคลื่อนอยู่จึงชะงักลงด้วย พลังวิญญาณที่กระจายออกมารอบๆก็ลดลงไปมากเช่นกัน
“เป็นอะไรไป? ตกใจมากรึ? หากไม่อยากให้ใครรู้ก็อย่าทำสิ!”
ชายเจ้าของใบหน้าเย็นชาเลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกต่อไป “เขาหลงรักเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าปีศาจจนหัวปักหัวปำถือเป็นการกระทำที่ไร้คุณธรรม ทำให้อาจารย์ถึงแก่ความตายถือเป็นการกระทำแห่งความอกตัญญู รับปากองค์จักรพรรดิว่าจะสังหารวู๋ถงแต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนไปช่วยนาง ถือเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์ คนที่ไร้คุณธรรมอกตัญญู และไร้ความซื่อสัตย์เช่นนี้ หากไม่เรียกว่าเป็นคนไร้ประโยชน์ แล้วยังเป็นอื่นได้อีกหรือ?”
ซูฉางอันคิดว่าสิ่งที่ชายคนนี้กล่าวมาหาถูกไม่
มั่วทิงอวี่ไม่ใช่คนไร้ประโยชน์
และไม่ใช่คนที่ไร้คุณธรรม อกตัญญูกับไร้ความซื่อสัตย์ด้วย
เขารักกับวู๋ถงอย่างบริสุทธิ์ใจ สิ่งนี้ไร้คุณธรรมตรงไหน?
เขาทำให้เหยากวงสิ้นใจก็จริง แต่นั่นก็เกิดจากความไม่ตั้งใจแล้วจะเรียกว่าอกตัญญูได้เช่นไร?
เขาซ่อนดาบเอาไว้ในฝักนานถึงสิบปี แม้จะไม่ได้สังหารวู๋ถงแต่หากเขาทำให้วู๋ถงตายจริงๆ ราชาปีศาจอาจโกรธจนยกทัพเข้ามาบุกแผ่นดินต้าเว่ยก็เป็นได้หากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชนในดินแดนทางเหนือทั้งหลายแต่ตลอดสามปีมานี้ เผ่าปีศาจยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แม้จะไม่อาจทำให้ความแค้นของทั้งสองเผ่าสลายไปแต่อย่างไรเสีย ก็พอจะทุเลาเบาบางลงได้บ้าง อีกอย่าง หากวู๋ถงยังอยู่ ไม่แน่เผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจอาจยังมีโอกาสคืนดีกันได้
หากคิดเช่นนี้ ย่อมไม่ถือเป็นการไร้ความซื่อสัตย์เช่นกัน
แต่เขาไม่อยากอธิบายเหตุผลเหล่านี้ให้ชายตรงหน้าฟังแน่นอน
เพราะเหตุผล มีไว้สำหรับผู้ที่มีเหตุผลเท่านั้น
ทว่าเห็นได้ชัดว่าชายผู้นี้ไม่ใช่
อย่างน้อย ซูฉางอันก็คิดเช่นนั้น
เหตุนี้ เขาจึงโมโหยิ่งขึ้นกว่าเดิม พลังวิญญาณที่เพิ่งลดลงไปเล็กน้อยก็ถูกระเบิดออกมาจากร่างอีกครั้งด้วยความรุนแรงกว่าเดิม
เขาจ้องไปยังชายตรงหน้าด้วยสายตาเย็นยะเยือก
“เป็นอะไรไป? อยากสู้กับข้าหรือ?” ชายคนนั้นเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง ราวได้พบเรื่องน่าสนุกเช่นนั้น เขาหยิบหอกแหลมเล่มหนึ่งออกมาจากเบื้องหลังจากนั้นจับมันในท่าที่ถนัด เตรียมพร้อมต่อการโจมตีทันที
ทว่าซูฉางอันกลับไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา เพียงกระชับดาบในมือให้มั่นขึ้นเท่านั้นเขารู้ดีว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายผู้นี้แต่เขาก็ไม่อยากมอบกระบี่สิบทิศและดาบเก้าผจญให้คนอื่นเช่นกัน ยิ่งเป็นสำนักเทียนหลานที่อวี้เหิงฝากไว้กับเขาก่อนตายเขาก็ยิ่งไม่ยอมยกให้คนอื่นเข้าไปใหญ่
หาใช่เพราะเขาเสียดายอาวุธศักดิ์สิทธิ์และตำแหน่งผู้ดูแลสูงสุดของสำนักเทียนหลานแต่อย่างใด
เขาเพียงรู้สึกว่าชายตรงหน้า ไม่คู่ควรกับการครอบครองของเหล่านั้นต่างหาก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลือกที่จะต่อสู้แทน
เมื่อเห็นดังนั้น แม้จะรู้สึกว่าเรื่องนี้ยังมีประเด็นเรื่องอื่นซ่อนอยู่แต่กู่เซี่ยนจวินก็ยังชักกระบี่ยาวออกมาพร้อมประกายแสงอันแสนเย็นยะเยือกขึ้นในแววตา หากซูฉางอันคิดจะสู้ นางย่อมอยู่เคียงข้างเขาอยู่แล้ว
ความเป็นกันเองและความดีใจยามได้พบหน้าที่หน้าประตูสลายไปในเสี้ยววินาที
รังสีสังหารที่หนักแน่นราวกำลังจะเกิดสงครามแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
“เหอะๆ ศิษย์พี่ใหญ่” เมื่อเห็นท่าไม่ดี โฮ่วหรูอี้ บุรุษผมขาวที่อยู่ข้างกันจึงเดินมาคั่นกลางระหว่างทั้งสองเอาไว้จากนั้นหันไปพูดกับชายใบหน้าเย็นชาด้วยรอยยิ้ม “เราต่างเป็นศิษย์ร่วมสำนักด้วยกันทั้งนั้นไยต้องทำเช่นนี้ด้วย มีอะไรก็พูดกันดีๆ เถิด”
จากนั้น เขายื่นมือออกไปเป็นเชิงให้ชายใบหน้าเย็นชาเก็บหอกกลับไปแต่ชายเจ้าของใบหน้าเย็นยะเยือก หรือก็คือมารพิฆาต สวีรั่งกลับทำราวกับมองไม่เห็นและไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูดเช่นนั้น
พริบตานั้น กลิ่นอายแห่งพลังในร่างของเขาก็ทวีความรุนแรงและเฉียบคมมากยิ่งขึ้น
มันเป็นพลังมหาศาล ไม่ต่างไปจากน้ำทะเลยังไม่ทันที่พลังวิญญาณของทั้งสองจะได้ปะทะกัน ซูฉางอันก็รับรู้ได้ว่าพลังในร่างของตนถูกข่มจนการขับเคลื่อนเริ่มฝืดเคืองขึ้นมาบ้างแล้ว ทำให้เขารับรู้ได้ถึงความน่าหวาดหวั่นของพลังในตัวอาจารย์อาผู้นี้มากขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นดังนั้น โฮ่วหรูอี้ก็ระเบิดความร้อนรนขึ้นทันทีเขารีบหันหน้ากลับมาบอกกับซูฉางอันอย่างรีบร้อน
“ศิษย์หลาน ฟังอาจารย์อาหน่อยเถิด เก็บดาบเสียอาจารย์อาคนโตของเจ้ามีนิสัยประหลาดเช่นนี้อยู่แล้ว แต่เขาไม่ได้มีประสงค์ร้ายหรอกอย่าเก็บไปใส่ใจเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูฉางอันจึงเหล่ตามองผู้พูดครู่หนึ่ง สัญชาตญาณบอกกับเขาว่าความร้อนใจบนใบหน้าของชายผู้นี้คล้ายจะเป็นความจริง ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเสแสร้งแต่อย่างใดจึงรู้สึกดีกับอาจารย์อาผู้นี้ขึ้นมาเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังส่ายหน้าอยู่ดี “อาจารย์โฮ่วฉางอันไม่ได้อยากทำตัวเป็นอริกับอาจารย์สวีแต่อย่างใดแต่เป็นอาจารย์สวีต่างหากที่รังแกข้าจนเกินไป หากข้าไม่ทำอะไรเลยคงจะสู้หน้าอาจารย์ปู่ อวี้เหิงที่อยู่บนสวรรค์ไม่ได้”
เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งสองต่างดื้อดึงไม่มีท่าทีว่าจะยอมปล่อยให้เรื่องนี้เลยผ่านไป โหวหรูอี้จึงส่งสายตาไปยังสตรีใบหน้างดงามที่อยู่ข้างๆอย่างขอความช่วยเหลือ... ถูกต้อง สตรีผู้นั้นก็คือ กระบี่พิรุณหลัวอวี้เอ๋อร์นั่นเอง
“ศิษย์พี่!ท่านพูดอะไรหน่อยสิ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลัวอวี้เอ๋อร์ก็กวาดตามองสวีรั่งกับซูฉางอันครู่หนึ่งจากนั้นกล่าวด้วยคิ้วขมวดมุ่น “ข้าว่า ศิษย์พี่ใหญ่พูดถูกแล้วเจ้าเด็กคนนี้เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่แน่ อาจถูกนางปีศาจคนไหนยั่วยวนให้หลงใหลอีกก็ได้แล้วเช่นนี้ จะวางใจให้เขาเป็นผู้ดูแลสำนักเทียนหลานได้อย่างไร?”
“ศิษย์พี่...” โฮ่วหรูอี้ชะงักไปเล็กน้อย แม้ศิษย์พี่หญิงผู้นี้จะเอาแต่ใจไปหน่อยแต่เมื่อต้องเจอกับเรื่องใหญ่ๆนางก็มักจะตัดสินใจได้อย่างเที่ยงธรรมและถูกต้องเสมอ แต่วันนี้ เหตุใดถึงกล่าวเช่นนี้ออกมาในเวลาแบบนี้เล่า? หรือว่า... นางยังแค้นเรื่องในตอนนั้น?
เขาคิดไปพลาง พลางยิ่งร้อนใจขึ้นไปอีก เพิ่งจะได้เจอหน้ากันแท้ๆยังไม่ทันได้รับมือกับศัตรูข้างนอก คนในก็มาตีกันเองแล้วหรือนี่?
ทว่าขณะกำลังนึกร้อนใจอยู่นั้นในตอนที่คนทั้งสองกำลังจะลงไม้ลงมือต่อกัน...
จู่ๆ ศิษย์พี่รองที่ไม่ชอบพูดจาก็กล่าวออกมาอย่างกะทันหัน
“ศิษย์น้องหญิง” เสียงของฮวาเฟยจั๋วในชุดคลุมสีแดงซึ่งซูฉางอันยังไม่เคยเห็นหน้าชัดๆ กล่าวขึ้นเขามั่นใจว่านั่นต้องเป็นเสียงของผู้ชายแน่ เสียงนั้นช่างอ่อนหวานเหลือเกิน แต่หาได้ลดความไพเราะและความเป็นบุรุษเพศของน้ำเสียงลงไม่กลับทำให้มันฟังดูใสและกังวานมากขึ้นเสียอีก
อย่างน้อย เสียงนี้ก็น่าฟังกว่าเสียงแหลมสูงของหลงเซี่ยงจวินเป็นร้อยเท่า...ซูฉางอันคิดในใจ
แต่แน่นอน ฮวาเฟยจั๋วไม่อาจได้ยินเสียงในหัวใจของซูฉางอันได้เขาเพียงกล่าวขึ้นอย่างใจเย็น “ตำแหน่งผู้ดูแลสูงสุดแห่งสำนักเทียนหลานของซูฉางอันเป็นตำแหน่งที่ได้รับการสืบทอดจากอาจารย์อวี้เหิง อีกทั้งตัวตนของเขาก็ผ่านการยอมรับและพิสูจน์จากอาจารย์อวี้เหิงมาแล้วเช่นกันท่านจะสงสัยวู๋ถงก็ย่อมได้ แต่ท่านจะสงสัยอาจารย์อวี้เหิงด้วย... ทำเช่นนี้ จะดีหรือ?”
“คือว่า...” หลัวอวี้เอ๋อร์พูดไม่ออกไปชั่วขณะ นางบ่นพึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้“ใครจะไปรู้ อาจารย์อวี้เหิงไม่มีลูกศิษย์สักหน่อย ที่ผ่านมาก็เอาแต่ปกป้องนางปีศาจนั่นไม่แน่...”
“พอได้แล้ว!” ยังไม่ทันที่นางจะได้พูดจนจบสวีรั่งที่ยืนประจันหน้ากับซูฉางอันก็ตวาดเสียงดังลั่นขัดขึ้นมาเสียก่อน
“อาจารย์อวี้เหิงเป็นคนยุติธรรมและเที่ยงตรงมาโดยตลอด ที่เขาทำเช่นนั้น ย่อมต้องมีเหตุผลเป็นของตัวเองอยู่แล้วต่อไป อย่าให้ข้าได้ยินคำพูดเช่นนี้อีก” สวีรั่งบอกเช่นนั้นพลันหอกสั้นก็ถูกเก็บกลับเข้าที่ในพริบตา
ดูเหมือนสวีรั่งจะมีอิทธิพลกับคนอื่นๆ ไม่น้อย แม้จะถูกต่อว่า แต่หลัวอวี้เอ๋อร์กลับไม่มีท่าทีไม่พอใจหรือทำท่าว่าจะเถียงกลับไปเลยสักนิด นางกลับนิ่งเงียบลงแล้วยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่กล่าวสิ่งใดออกมาอีกเลย
เมื่อเห็นดังนั้น ซูฉางอันจึงลดดาบในมือลงด้วยเช่นกันแต่เขายังไม่ได้เก็บมันกลับเข้าไปในฝัก ทว่ากลับยังมองไปที่อาจารย์อาทั้งสี่ซึ่งกลับมาอย่างกะทันหันด้วยความระแวดระวังแทน
“เฟยจั๋วพูดถูก ตัวตนของเจ้าได้รับการยืนยันจากอาจารย์อวี้เหิง ตำแหน่งของเจ้าก็ได้รับสืบทอดมาจากอาจารย์อวี้เหิงเช่นกันมั่วทิงอวี่ก็เป็นมั่วทิงอวี่ ส่วนเจ้าก็เป็นเจ้า ไม่อาจเหมารวมกันได้”น้ำเสียงของสวีรั่งแลดูเป็นมิตรมากขึ้นอย่างฉับพลัน เขามองมาที่ซูฉางอันแล้วบอกแบบนั้น
ซูฉางอันนิ่งไปในพริบตา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมสวีรั่งที่มีท่าทางดุดันและทรงพลังเมื่อครู่ถึงเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วขนาดนี้แม้จะยังรู้สึกไม่พอใจที่สวีรั่งต่อว่ามั่วทิงอวี่ผู้เป็นอาจารย์อย่างเสียๆ หายๆแต่อย่างไรเสีย ช่วงนี้ก็ยังอยู่ในช่วงวิกฤตเขาจึงอยากให้อาจารย์อาทั้งสี่ร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องสำนักเทียนหลานเอาไว้มากกว่าเช่นนั้น เขาจะได้ไม่ผิดต่อคำสั่งเสียของอาจารย์อวี้เหิง
เหตุนี้ เขาจึงข่มความไม่พอใจนั้นเอาไว้ แล้วเตรียมจะกล่าวบางอย่างออกไปแต่เสียงของสวีรั่งกลับดังขึ้นอีกครั้ง
“แต่เจ้าก็ยังต้องไปจากสำนักเทียนหลานอยู่ดี”