ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บททีี่ 32-1 (เล่ม 2): อ้อมกอดแห่งรัก

            คืนนั้นผมเปิดไฟนอนอยู่แล้วเลยไม่กลัวผีอามาเน่กลับเข้าเมืองไปนานแล้ว มีผมคนเดียวในบ้าน ตอนเช่าบ้านหลังนี้มาก็ไม่ได้สนใจหาข้อมูลเรื่องเล่าลี้ลับแม้แต่น้อยยุคนี้แทบไม่มีใครเชื่อเรื่องผีสาง ธรณีบอกว่าทุกที่ต้องเคยมีคนตายไม่เข้าใจว่าจะเอามาขู่ให้กลัวทำไม แม้ว่าผมจะซื้อเหตุผลเขาแต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ตั้งแต่จำความได้พ่อ แม่ และยายต่างข่มขู่ให้เชื่อฟังมาตลอด เป่าหูซ้ำ ๆว่าถ้าเป็นเด็กดื้อจะโดนผีมาเอาตัวไปหลังจากนั้นผมก็ประหม่าทุกครั้งเมื่อต้องเดินลำพังในความมืดโดยเฉพาะขณะที่ไปเข้าห้องน้ำนอกบ้านตอนดึกดื่นระแวงว่าจะมีมือที่เหี่ยวแห้งแสนน่าเกลียดน่ากลัวโผล่ขึ้นมาจากพื้นดึงลากผมลงไปในนรก ไม่เคยคิดถึงความสมจริงเลยว่าผีที่ไหนจะไปอยู่ในนรกเป็นแค่โลกต่างมิติหลังความตายไม่ใช่หรือ

            ทว่าในตอนนี้ความกังวลใจทำให้ผมลืมสิ่งลี้ลับไปเลย

            ภาพเหตุการณ์ฉายวนซ้ำในหัวราวกับภาพยนตร์ฉากที่ผมยื่นของขวัญให้ อิสราปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ผมตวาดใส่จนเธอต้องน้ำตาคลอ และปิดฉากที่ภาพของกล่องของขวัญซึ่งวางนิ่งอยู่บนพื้นเป็นตอนจบปลายเปิดที่ไม่เฉลยว่าเธอจะก้มลงไปเก็บมันขึ้นมาหรือไม่ เมื่อภาพยนตร์ฉายจนจบผมถึงได้รู้ตัวว่าน้ำตากำลังไหลอาบแก้ม จึงใช้หลังมือปาดมันออกไปอย่างลวก ๆ

            นี่เราทำเกินไปรึเปล่า

            พอได้ครุ่นคิดพิจารณาอีกครั้งก็ยังไม่พบว่าตนเองทำผิดตรงไหน อิสราเป็นฝ่ายไม่จริงใจกับผมก่อนขนาดอยู่ด้วยกันสองต่อสองหลายครั้งหลายครานี่ยังไม่นับว่ามีชายที่ชื่อสหายอยู่ในสมการ ซึ่งเธอย้ำหลายครั้งว่าไม่ได้คิดอะไรปัญหาคือผมจะเชื่อใจได้มากแค่ไหน หรือว่าเธอเสแสร้งทำเป็นคนซื่อสัตย์ทั้งที่แอบโกหกผมบ่อยๆ เหมือนกัน ทำไมผมต้องไปเสี่ยงเปิดเผยตัวเองโดยเปล่าประโยชน์ถ้าสุดท้ายบอกความจริงไปแล้ว แต่อิสรากลับทอดทิ้งไปจะทำอย่างไร 

            คืนนั้นผมเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวโชคดีที่วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ ไม่งั้นคงไปทำงานสายชีวิตในวันต่อมาเป็นไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก พอนั่งรถไฟไฮเปอร์ลูปกลับมาถึงคอนโดก็ล้มตัวลงบนโซฟาไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรทั้งสิ้นนอกจากกินแล้วนอนสลับกับจิบเหล้ายี่ห้อเอฟเอฟที่เหลืออยู่จากคืนก่อน แม้กระทั่งตอนเล่นเกมแนวแอกชัน ฆ่าผู้เล่นคนอื่นก็ไม่ได้สนุกเลยแม้แต่น้อยจบไปแค่สองสามตาก็เบื่อ ผมวกกลับมานั่งซึมเซาบนโซฟาปล่อยให้จิตใจล่องลอยเคว้งคว้างอีกครั้ง

            ธรณีไม่ได้อยู่ในห้องเขาส่งข้อความมาตั้งแต่เมื่อคืนบอกว่ามีนัดประชุมด่วนเรื่องรวบรวมสมาชิกก่อตั้งพรรคการเมืองเขาจริงจังถึงขนาดไปนอนค้างที่นครแทนชนคืนนี้ผมเลยยังไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟังตั้งแต่สถานการณ์ชวนอึดอัดหลายครั้งที่บ้านผม ไปจนถึงเหตุการณ์ที่ชานชลาไม่รู้ว่าจะบอกดีไหม ในเมื่อตอนนี้เขาก็ไม่ได้สนใจผมไปมากกว่างานของตนเองผมพอเข้าใจความรู้สึกของอิสราที่เลิกกับแฟนเก่าแล้ว

    Issara: เราขอโทษ วันจันทร์ค่อยคุยกันอีกทีนะ

            อิสราส่งข้อความผ่านเดย์แชตมาให้แค่นี้ผมไม่ได้พิมพ์ตอบกลับไปว่าอย่างไร ไม่ใช่ว่าหยิ่งแต่ไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำอะไรตอบกลับไป แค่บรรยายความรู้สึกตัวเองยังยากเลยปล่อยข้อความสื่อสารฝ่ายเดียวคาไว้แบบนั้น

             

            ในที่สุดวันที่ไร้สาระที่สุดในชีวิตผมก็ผ่านพ้นไปเช้าวันรุ่งขึ้นก็กลับสู่สภาวะปกติไมตรีสั่งงานประชุมช่วงเช้าเสร็จก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันทำหน้าที่ตนเองอิสราพยายามประสานสายตากับผมหลายครั้ง แต่ผมตั้งใจเมินเธอไม่งั้นจะไม่มีสมาธิฟังภารกิจที่หัวหน้ามอบหมาย พวกเราไม่สามารถขอคำปรึกษาธรณีได้เพราะเขายังไม่กลับมาจากภารกิจส่วนตัว ผมนั่งในห้องทำงานบล็อคสี่เหลี่ยมเงียบ ๆโดยไม่เปิดเพลงคลอเป็นพื้นหลังแม้พยายามทำทุกวิถีทางให้มีสมาธิที่สุดก็ทำข่าวได้เพียง 50 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเช้าอาจเพราะความรู้สึกเสียวสันหลังที่เกิดขึ้นเป็นระยะผมหันไปดูหลายครั้งเพื่อความมั่นใจว่าไม่ได้เผลอปรับกระจกสมาร์ตกลาสฝั่งที่ติดกับห้องอิสราให้เป็นกระจกใสรู้สึกว่าตนเองเหมือนคนเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำตั้งแต่ช่วงเช้าผมยังไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดกับผมแม้แต่เพียงประโยคเดียว

            ผมปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง12.30 น.จะได้ลดความแออัดที่โรงอาหารได้บ้าง ขี้เกียจไปเบียดเสียดกับผู้คนกะว่าจะสั่งอาหารออนไลน์ล่วงหน้า แล้วลงไปหยิบมากินบนห้องเองเพื่อประหยัดงบไม่อยากได้ยินคำนินทาของเหล่าพนักงานผู้สอดรู้สอดเห็นไปทั่วพอนาฬิกาข้อมือผมบอกเวลาที่วางแผนไว้ ผมก็เหวี่ยงประตูเปิดออกแต่ก็ต้องตื่นตะลึงเมื่อเห็นร่างหนึ่งยืนรอหน้าห้องเธอสวมเสื้อเชิ้ตกระโปรงสีอ่อนเหมือนทุกครั้ง

            “อีฟท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

            “ตั้งแต่ก่อนเที่ยงนิดหน่อย”หญิงสาวผมดำเงางามยิ้มกริ่ม แววตาเธอแฝงความเศร้าสำนึกผิด ขณะที่หางเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

            “ทำไมไม่เคาะประตู”วันนี้ผมเองก็ไม่ได้ปรับประตูให้เป็นกระจกเงาทางเดียวเหมือนทุกครั้งเพราะไม่อยากวอกแวกตอนทำงานเลยไม่ได้เห็นว่าอิสรามารอผมตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว 

            “เราแค่ไม่อยากรบกวนท่านทำงาน”เธอตอบเสียงเบา ผมถอนหายใจยาว เริ่มรู้สึกสงสารหญิงสาวขึ้นมาในทันที เมื่อเหลียวมองซ้ายขวาแล้วเห็นว่ายังมีพนักงานเดินไปมาอยู่บ้างจึงตัดสินใจผายมือเชิญเธอเข้ามาคุยในห้องทำงานตำแหน่งในขณะนี้กลับตาลปัตรกับตอนที่ผมเคยไปหาเธอที่ห้องเมื่อตอนมาทำงานใหม่ ๆอิสรากลายเป็นแขกนั่งตรงข้ามผม

            “ห้องทำงานท่านดูเรียบร้อยดีนะสไตล์มินิมอลเหมือนบ้านท่านเลย” เธอปรายตาชมการตกแต่งรอบ ๆโชคดีที่ผมชอบแนวนี้อยู่แล้วจึงไม่ขัดแย้งกับบ้านปลอม

            “มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ”ผมยื่นหน้าเข้าใกล้เธอ ไม่อยากเสียเวลาอ้อมค้อมอีก จะขอโทษ บอกเลิก หรือดุด่าก็พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ได้คาดหวังอะไรกับหญิงสาวผู้นี้อีก เธอก้มหน้าสำนึกผิดนิ่งเงียบอยู่พักหนึ่งคงกำลังเรียบเรียงคำพูด  

            “ฉันขอโทษนายนะ”

            ผมผงะเล็กน้อยที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนสรรพนามเรียก ปกติเธอจะใช้เฉพาะเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว

            “ขอโทษที่ฉันทำตัวไม่ดีไม่กล้าตัดสินใจให้ชัดเจน ฉันแค่อยากมั่นใจจริง ๆ ว่าจะไม่ซ้ำรอยกับพี่สาว”  

            อิสราเริ่มต้นเล่าอดีตของตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปผมโน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อฟังได้ถนัดขึ้น

            “นายก็รู้ว่าครอบครัวฉันสอนกันมาตลอดว่าความรักในครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญพ่อสอนฉันเสมอว่าความรักเป็นเรื่องของคนสองคนที่ตกลงกันไม่มีใครจะมากำหนดได้ว่าลูกต้องเลือกใคร คู่ควรกับใครแต่สิ่งเดียวที่คนรุ่นพ่อแม่จะขอลูกคือ คู่ครองต้องรักครอบครัวของอีกฝ่ายด้วยมิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาภายหลังไม่ได้เกี่ยวข้องว่าจำเป็นต้องอยู่บ้านหลังเดียวกันนะ...”หญิงสาวเว้นจังหวะระหว่างที่หาวิธีการเล่าให้เข้าใจง่ายที่สุดผมนึกไปถึงครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่ยึดมั่นเรื่องความกตัญญู ปรัชญาขงจื่อสอนว่าสถาบันครอบครัวจะช่วยขัดเกลาบุคคลเพื่อสร้างวิญญูชนที่มีคุณค่าต่อชาติบ้านเมืองไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีเหลือในสังคมยุคนี้ที่แทบจะถูกแนวคิดปัจเจกชนเข้ามาแทนที่

            “ความเชื่อนี้ถูกส่งผ่านคนหลายรุ่นในตระกูลฉันทุกคนต่างมีสิ่งนี้ในใจและพิถีพิถันเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคนที่เราเลือกในการปฏิบัติกับคนในครอบครัวของอีกฝ่ายเท่าที่ฉันรู้ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย อย่างน้อยสี่รุ่นไม่เคยมีใครต้องทอดทิ้งกัน หรือเลิกรากันกลางคัน พวกเราก็มีความสุขด้วยกันเสมอมานัดรวมญาติเป็นครอบครัวใหญ่ปีละครั้ง ทะเลาะเบาะแว้งกันนับครั้งได้ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการแบ่งมรดก ทุกสิ่งจบด้วยการพูดคุยเจรจาแก้ปัญหาทางออกด้วยกันจนกระทั่ง...พี่สาวฉัน”

            อิสราหยุดพักตรงนี้สีหน้าเธอเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยราวกับกำลังนึกถึงเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ

            “จนกระทั่งลักษิกา ทะเลาะกับสามี...เขา” หญิงสาวเล่าติดขัด พยายามเรียบเรียงคำพูดผมต้องเพ่งสมาธิเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ “สามีของพี่ ‘อาร์ตู’เป็นแพทย์ชาวฝรั่งเศสที่มาทำงานอยู่ที่ประเทศเรา แรก ๆเขาก็ดูเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี เป็นมิตรกับทุกคนในครอบครัว คอยดูแลพ่อแม่พวกเราทุกคนก็ไว้ใจให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว หลังจากแนรี่กับแซทเกิดได้ไม่นานบรรยากาศก็เปลี่ยนไป พี่พยายามปกปิดเรื่องที่ทะเลาะกับสามีไม่ให้คนในบ้านรู้แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีอะไรเป็นความลับได้ตลอดไปหรอก”

            ผมขนลุกซู่เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของอิสราแต่ยังเก็บอาการได้ ฟังเธอเล่าต่อ

            “วันนั้นฉันเห็นรูปสถานที่ท่องเที่ยวเปิดใหม่ในจังหวัดศรีวิชัยเลยวิ่งไปชวนพี่สาว แต่พอขึ้นไปถึงชั้นสองก็ได้ยินเสียงพวกเขาทะเลาะกัน ด่าทอกันสักพักก็ได้เสียงโครมครามและแก้วตกแตก ฉันได้ยินทุกอย่างว่าเกิดอะไรขึ้นมันมีหลายเรื่องที่สะสมมา ทั้งเรื่องงาน เรื่องที่อยู่เรื่องคนในครอบครัวของอาร์ตู ไปจนถึงเรื่องการมีชู้”

            อิสราไม่ได้ขยายรายละเอียดผมในเรื่องนี้ริมฝีปากเธอเม้มแน่น คงไม่ได้อยากระลึกถึงความทรงจำแสนเจ็บปวดนั้น

            “โชคดีที่แซทหลับอยู่ที่โซฟาด้านล่างส่วนแนรี่ก็ตามฉันมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันจึงพาหลานลงไปด้านล่างแทนสุดท้ายจบที่อาร์ตู เก็บข้าวของบางส่วนออกจากบ้านด้วยสีหน้าบึ้งตึงไม่พูดกับใครทั้งสิ้น...หลังจากนั้นฉันก็เข้าไปหาพี่ลักษิกากำลังนั่งพับเพียบร้องไห้ฟูมฟายบนพื้น ภาพที่ฉันเห็นทำให้น้ำตาไหลออกมาเอง”

            ผมเห็นแววตาไหวระริกคู่นั้นเหมือนมีหยาดน้ำใสหล่อรื้นผมไม่อยากรบเร้าให้เธอเล่าเรื่องลึกไปกว่านี้

            “ฉันเข้าใจตั้งแต่นั้นสามีพี่เธอก็กลับไปต่างประเทศใช่ไหม”

            อิสราพยักหน้า“มีเรื่องแบบนี้อีกสองสามครั้งกระมัง ฉันจำไม่ได้เอาเป็นว่าพอเขาเลิกกับพี่ฉันได้สักพักแล้วฉันกับพ่อแม่ก็พยายามถามสาเหตุที่พวกเขาทะเลาะกันแต่ทุกครั้งพี่จะบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเราสองคน แล้วก็เงียบไปหรือไม่ก็เปลี่ยนเรื่องคุย จากนั้นฉันไม่เคยเห็นพ่อแม่ยิ้มอย่างมีความสุขได้จริง ๆอีก”      

            “ฉันเข้าใจเธอแล้วพอแค่นี้ก่อนก็ได้ ฉันไม่อยากให้เธอลำบากใจ”ผมยกมือห้ามปรามแล้วดึงกระดาษทิชชูแผ่นหนึ่งยื่นให้เธอซับน้ำตาหลังจากเห็นน้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นเปื้อนกระโปรง

            “ขอบใจนะนอกจากอันชันแล้ว ฉันก็ยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนคนไหนฟัง ธรก็ยังไม่รู้ฉันแค่อยากบอกว่า ฉันไม่เคยโทษว่าเป็นความผิดของใครเลย ไม่ใช่ทั้งพี่หรือสามีทุกอย่างมันเกิดจากการไม่รู้จักอีกฝ่ายให้ดีพอมีความลับบางอย่างที่ไม่บอกกันแต่แรก ฉันแค่อยากมั่นใจว่า นายคือคนที่ใช่จริง ๆสำหรับฉัน” อิสรากล่าวปิดท้ายด้วยใจความสำคัญของเรื่องราวอันสุดแสนเศร้านี้ทำผมเคลิ้มตาม และรู้สึกผิด

            “ฉัน...”  ผมตั้งใจจะสารภาพว่าตนเองไม่ใช่คนในยุคนี้ที่ผ่านมาผมหลอกเธอมาตลอด ทว่าในฉับพลันนั้น อิสราก็ยื่นมือมาด้านหน้าพร้อมฉีกยิ้มดวงตาวาวแววด้วยความชื้นแฉะนั้นจ้องมาทางผม

            “ชา...นายเป็นแฟนฉันได้ไหม”

            “เอ่อ...”ผมอึกอัก ยังตั้งตัวไม่ทันในตอนนั้นเองผมสังเกตเห็นนาฬิกาเรือนสีม่วงอ่อนที่อยู่บนข้อมือเธอซึ่งมีอัญมณีเม็ดเล็กๆ ประดับอยู่ เป็นหลักฐานว่าหญิงสาวเก็บของขวัญของผมขึ้นมาจากพื้นชานชลา

            “ถ้านายไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไรฉันผิดเอง...” สีหน้าของเธอฉายแววผิดหวังเล็กน้อยที่ผมเงียบไปสมองผมทำงานอย่างรวดเร็ว ความโกรธเคืองก่อนหน้านี้เป็นเพราะเธอเอาแต่เล่นตัวแต่เมื่ออีกฝ่ายตัดสินใจได้ชัดเจนแล้ว ผมจะลังเลอยู่ใย เธอคือคนที่ผมปรารถนามาตลอดยิ่งนานวันความรู้สึกนี้ยิ่งแจ่มชัด

            “ได้สิฉันจะคบกับเธอ” ผมโพล่งตอบไปในทันที ไม่อาจปล่อยให้โอกาสสำคัญนี้หลุดลอยไป

            ผมใช้มือสองข้างกุมมือเธอไว้กะว่าจะปล่อยให้ความร้อนของอุ้งมือถ่ายเทให้เธอได้รับรู้ทันใดนั้นเองผมได้ยินเสียงกระดิ่งเตือนดังมาจากเอวีเอสอีของเธอทำเอาผมชักมือกลับในทันที

            “ขอโทษนะพอดีฉันลืมปลดโพรเซมิกส์เซนเซอร์ออก” อิสราหัวเราะทั้งน้ำตา กดปุ่มที่ข้างหูเพื่อปิดการแจ้งเตือนการล่วงละเมิดพื้นที่ส่วนตัวเธอหยิบมือผมมากำไว้แน่นต่อไม่ให้อารมณ์ค้างคา ประสานสายตาอันซาบซึ้งใจกับผม

            “ฉันขอกอดนายได้ไหม”

            “ทำไมจะไม่ได้เราเป็นแฟนกันแล้วนี่”

            ทันทีที่ผมลั่นวาจาจบหญิงสาวก็ลุกขึ้นยืนโน้มตัวมาข้างหน้า ผมผุดจากเก้าอี้ เคลื่อนตัวอ้อมโต๊ะไปหาเธอไม่อยากให้มีสิ่งใดกีดขวางระหว่างเรา ผมโอบกอดร่างของหญิงสาวไว้แน่นรู้สึกถึงไออุ่นจากตัวเธอ รู้สึกถึงแรงกำมือที่เธอบีบเสื้อผมตรงแผ่นหลังเธอวางหน้าผากบนไหล่ของผม ผมรู้สึกถึงความเปียกชื้นจากหยดน้ำตาที่เปื้อนเสื้อในขณะที่หยาดน้ำตาผมย้อยหยดลงบนเส้นผมสีดำของเธอประกายตาของพวกเราทั้งสองคนเปี่ยมไปด้วยความสุข

            เวลาเหมือนกำลังหยุดนิ่งราวกับผ่านไปเป็นชั่วโมงแทนที่หนึ่งนาทีเป็นครั้งแรกที่ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะอยู่ในโลกนี้ต่อไปไม่อยากย้อนเวลากลับไปในอดีตอีก

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน