เกิดเป็นขุนศึกเป้าใหญ่ พร้อมระบบเทพแมงดา NC

    ตอนที่ 14: ปล้นค่ายไร้ทางสู้!


    *ฟุ่บ! ฟุ่บ! เคร้ง!*


    ฝุ่นควันดินทรายสีส้มตลบลอยหนาทึบขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทาหม่นยามเย็น ขณะที่รั้วไม้ไผ่ป่าและรั้วหนามเตยค่ายลี้ภัยถูกบดขยี้พังทลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยภายใต้กีบเท้าของม้าศึกทหารลาดตระเวนแคว้นพยัคฆ์ทมิฬทั้ง 12 นายที่ควบม้ากระชับล้อมรอบลานหมู่บ้านย่อยอย่างดุดัน ทหารข้าศึกสวมเกราะโซ่ถักเหล็กกล้าและหมวกเหล็กแหลมส่งประกายสะท้อนวาววับข่มขวัญ ในมือถือหอกยาวขัดเงาและดาบเหล็กกล้าโค้งคมกริบคู่มือ ชี้ปลายอาวุธสงครามเข้าหาพวกชาวบ้านป่าลี้ภัยราว 30 คนที่พากันยืนเบียดเสียดเกาะกลุ่มกันแน่นด้วยเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัวภัยความตายที่มาเยือนถึงตัว

    แสงแดดอัสดงสีส้มอมแดงคล้ายโลหิตสาดส่องทอดเงาดำยาวของพวกทหารม้าศึกสงคราม ทับถมลงบนความสิ้นหวังของชาวบ้านไร้ทางสู้ เสียงกิ่งไม้ป่าหักสะท้านลั่นและเสียงควันไฟพวยพุ่งขึ้นฟ้าเพิ่มความตระหนกตกใจให้พวกเด็กๆ ร้องไห้สะอื้นและพวกแม่ๆ พยายามใช้มืออุดปากลูกน้อยไม่ให้ส่งเสียงร้องเรียกความสนใจข้าศึกเกราะเหล็ก

    “พวกชาวบ้านป่าต่ำช้า! ส่งมอบข้าวสารป่า สมุนไพรบด และทองคำทั้งหมดในคลังเสบียงค่ายมาเดี๋ยวนี้! หากพวกมึงคิดต่อสู้ขัดขืนแม้แต่ผู้เดียว กองทหารลาดตระเวนศึกของข้าจักฆ่าฟันล้างค่ายให้ราบคาบไม่มีเหลือแม้แต่ทารกป้อนนมแม่!” หัวหน้าทหารลาดตระเวนศัตรูแผดร้องตะโกนกึกก้องสะท้านค่ายป่า แววตาคมดุร้ายหลังช่องหมวกเหล็กฉายแสงโหดร้ายทารุณตัณหาและเย้ยหยันในพละกำลังตนเอง

    ชาวบ้านป่าที่เป็นเพียงผู้อพยพหลบภัยสงครามพากันยืนเบียดกันตัวสั่น พยายามหยิบจับจอบ เสียม มีดทำครัว มีดพร้าเหล็กถากไม้ และกระบองไม้ไผ่แห้งทำเองขึ้นมากระชับในมือหวังต่อสู้ป้องกันข้าวปลาอาหารกรังเสบียงที่สะสมมาเลี้ยงปากท้องครอบครัว ทว่าวิทยายุทธ์รบและประสิทธิภาพอาวุธมันแตกต่างราวฟ้ากับดินอันเหน็บหนาว ทหารบ้านร่างหนาชื่อไอ้ผลพยายามใช้หอกไม้ไผ่พุ่งแทงม้าข้าศึก ทว่าปลายหอกไผ่แห้งกลับสะท้อนแฉลบเกราะโซ่ถักทหารอย่างจัง ทหารข้าศึกเหวี่ยงดาบเหล็กฟันฉับเดียวหอกไผ่หักสะบั้นออกเป็นสองท่อน พร้อมใช้ส้นดาบกระแทกหน้าอกไอ้ผลจนลอยละลิ่วล้มตึงหัวกระแทกพื้นหมดสติเลือดนองปานใบไม้ร่วง

    ชงโคที่ใบหน้าคมสวยยังคงแดงระเรื่อจากราตรีสิเน่หาร่วมรักเมื่อคืนก้าวพรวดกวัดแกว่งดาบ นำกองทหารบ้านพรานป่าที่เหลืออยู่บุกเข้าฟาดฟันมีดดาบปะทะกับข้าศึกทันทีด้วยโทสะสตรีผู้พยุงค่ายป่าเพื่อปกป้องมารดาและชาวค่าย

    *เคร้ง! ปั่ก! เพล้ง!*

    มีดพร้าทำเองของชาวบ้านฟาดกระทบเกราะโซ่ถักเหล็กแกร่งของข้าศึกจนใบบิ่นงอและแตกหักสะบั้นกระจายเกลื่อนอย่างง่ายดาย ทหารศึกศัตรูแสยะยิ้มเบี่ยงตัวฟันดาบโค้งปะทะกลับเบียดมีดพร้าหลุดกระเด็น ทหารข้าศึกควบม้าพุ่งชนเตะอัดเข้ากลางอกทหารบ้านจนกระเด็นลอยละลิ่วล้มคว่ำกลิ้งไปบนพื้นทรายช้ำเลือดร้องโอดโอยหน้าเบี้ยว ชงโคพยายามเงื้อดาบเรียวแทงสู้สุดตัวท้าทายหัวหน้าทหารศัตรู ทว่าโดนทหารข้าศึกอีกนายเบี่ยงม้าศึกพุ่งกระแทก ใช้ด้ามทวนฟาดหวดเข้ากลางข้อมือเรียวสวยของนางอย่างแรงเสียงดังปึกจนดาบเหล็กร่วงหล่นลงดินตม หล่อนเสียหลักล้มทรุดฮวบ หน้าท้องและเรียวขาครูดพื้นดินทรายถลอกช้ำแดงเจ็บระบมจนลุกไม่ขึ้น ผ้านุ่งโจงกระเบนเนื้อดีขาดรุ่ยเปื้อนเขม่าดินแห้ง

    มารดาของชงโค (เมียผู้ใหญ่บ้าน) เห็นลูกสาวล้มเจ็บปางตายและทหารม้าศึกเตรียมเงื้อดาบฟัน ก็ร้องกรีดเสียงหลงลนลาน วิ่งฝ่าฝุ่นดินทรายสีส้มโคลนลุยลงมาจากชานเรือนหลังใหญ่ของตนเอง เข้ามาหมายใช้ร่างตนเองโอบกอดปกป้องบดบังร่างของชงโคที่นอนกองอยู่บนดินทรายไว้ด้วยความกลัวลนลาน น้ำตาไหลนองหน้านองแผ่นดินร้องขอชีวิตลูกสาวผู้มีค่าปานแก้วตาดวงใจจากพวกข้าศึกสงครามอันป่าเถื่อนไร้ความปราณี

    ผู้ใหญ่บ้านป่า (พ่อของชงโค) วิ่งออกมาล้มลุกคลุกคลานหน้าตาซีดเผือดน้ำตาพรั่งพรู ร้องไห้กราบกรานสั่นลนลานขี้ขลาดตาขาวหน้าตาเลิกล่กสะดุดตาเป็นที่สุดด้วยความหวาดกลัวสงคราม

    “หยุดมือเถิดท่านทหารหลวง! อย่าฆ่าแกงพวกเราเลย! พวกเรายอมมอบข้าวสารเสบียงทั้งหมดและสมุนไพรกู้ภัยให้แล้ว! การสู้รบสู้ศึกกับทหารแคว้นพยัคฆ์ทมิฬมันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ! ข้าศึกเก่งกล้าเกราะเหล็กแกร่งปานนี้ใครจักไปสู้ได้ มีแต่ความพินาศฉิบหายเท่านั้น ยอมแพ้เถิดชาวบ้านเอ๋ยราบคาบเถิด!”

    ชงโคน้ำตาไหลอาบแก้มสวยสะอื้นไห้เสียงสั่นระทวย ตะโกนปฏิเสธทั้งช้ำระบมข้อมือ “พ่อ! ถ้าเรามอบข้าวสารทั้งหมด ค่ายเราจะไม่มีกินและพากันอดตายในป่าลึกนะพ่อ! เราต้องสู้สิเพื่อความอยู่รอดของพวกเรา!”

    ในวินาทีวิกฤตที่ทหารข้าศึกบนหลังม้าแสยะยิ้มชั่วร้ายเตะอัดชงโคซ้ำ และเตรียมพุ่งคมหอกเสียบปลิดชีพหล่อนและชาวบ้านป่าที่ล้มลุกคลุกคลานไร้ทางสู้ เป้าก็พุ่งตัวดุจกระทิงเปลี่ยวคลั่งฝ่าฝุ่นทรายเข้ามาขวางหน้าประจันหน้า ชายหนุ่มร่าย **"คาถาวาจาอ้อนตีน"** ในสมองทันใด พ่นวาจาเสียดสีเยาะเย้ยหยามเกียรติยศและหน้าตาข้าศึกทั้งหมดเพื่อดึงดูดเป้าหมายโทสะ (Taunt)

    “เฮ้ย! ไอ้พวกทหารหน้าหมาขี่ม้าแกลบแคว้นพยัคฆ์ทมิฬสวมเกราะผุๆ ห่วยๆ สิบสองตัว! หน้าตาของพวกมึงแต่ละตัวช่างเหมือนคางคกตากแห้งโดนตีนกระทืบชะมัดยาดเลยโว้ย! ขี่ม้าศึกแต่อกแฟบปากเหม็นปานนี้เอาไว้ดมตูดควายหรือยังไงจ๊ะ? ถ้ามีปัญญากล้าก็ระดมหอกดาบขยะพวกมึงมาฟันแทงหน้าอกพี่เป้าคนนี้ตัวคนเดียวเลยโว้ยไอ้พวกกระจอกดมตูดม้าศึกรบ!”

    อาคมมนตราสะท้อนสองมาตรฐานทำงานเต็มร้อยปะทะวิญญาณทหารศัตรูทันที พลังความโกรธแค้นของพวกมันปะทุพุ่งสูงขึ้น 50% ทันทีโดยไม่มีสาเหตุ แววตาของพวกทหารม้าศึกเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเกลียดชังขยะแขยงสบตากับเป้าหน้าปากแจ๋วจนแทบคลั่งตายคาหลังม้าด้วยอิทธิพลของเวทมนตร์ระบบ

    “ไอ้สวะขี้โม้จังไรลามกหน้าหนา! มึงหยามหน้าเกียรติยศทหารหลวงพยัคฆ์ทมิฬ! วันนี้พวกกูจะสับมึงให้เปื่อยเป็นเนื้อบดคาดินตม ลุยรุมฆ่าไอ้คนกวนตีนตัวนี้ก่อน!”

    หัวหน้าข้าศึกตวาดสั่ง ทหารทั้ง 12 นายลืมเลือนเรื่องชาวบ้านและชงโคไปจนหมดสิ้น ต่างพากันหมุนหัวม้าศึกกวัดแกว่งดาบและทุ่มหอกเหล็กกระแทกแทงเข้าใส่ร่างเป้าอย่างบ้าคลั่งชุลมุนฝุ่นตลบ เป้ากัดฟันแน่นร่ายมนต์คาถา **"มนต์ลืมเจ็บ"** ในใจทันใดต้อนรับคมศัสตราวุธสงครามเกราะเหล็กแหลมคม

    *ฉึก! ฉัวะ! ปึก! ฉูด!*

    คมหอกเหล็กและวิถีดาบเหล็กกล้าหวดฟันแทงถากอัดแผงอกซ้าย หน้าท้อง แขน และสีข้างขวาของเป้าอย่างหนาแน่นโลหิตสีแดงสดพุ่งบ่าฉีดสาดชุ่มโชกปนเปื้อนคราบโคลนดินตม แผลฉีกขาดกว้างปนเปเปรอะเปื้อน (เนื่องจากเป็นวิถีรบของอาวุธสงครามเหล็กกล้าจริงและผิวหนังเป้ายังบ่มเพาะพลังแรกเริ่ม คมดาบจึงยังฟันแทงเข้าเนื้อจริงตามกฎควบคุมพลังความสมจริง) เป้าไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานสักแอะคล้ายโดนกิ่งไม้แห้งข่วนเบาๆ ด้วยฤทธิ์ของมนต์ลืมเจ็บที่ปิดประสาทสัมผัสเจ็บชั่วคราว ชายหนุ่มยืนปักหลักตระหง่านกอดรัดขาม้าศึกและมือดึงทวนศัตรูไว้เหนียวแน่นเพื่อถ่วงเวลาให้พวกชาวบ้านหนีไปตั้งหลักหลังแนวป่าลึก

    *ติ๊ง!*

    เสียงสัญญาณกระดิ่งกระตุ้นสเตตัสในสมองเป้ากวนประสาท

    **[ ติ๊ง! โฮสต์ได้รับแดเมจสะสมระดับวิกฤตจากอาวุธสงครามจริงในสนามศึกกู้ภัยหมู่บ้าน! ระบบชาร์จแต้มความถึกเหนียวแน่นทวีคูณเข้าสู่กล้ามเนื้อโฮสต์! ]**
    **[ รายงานระบบ: ค่าความทนมือทนตีน: 450/500... แต่อนุรักษ์ชีวิตไว้นะจ๊ะ อย่าเพิ่งสะใจเอาคอหรือหัวไปรับวิถีดาบโค้งของพวกมันตรงๆ ผิวของโฮสต์ยังหนาไม่ถึงขั้นฟันไม่เข้า 100% เลือดโชกไหลนองท่วมผ้าขาวม้าแดงแล้วนะโฮสต์คริๆ! ]**

    เป้าแสยะยิ้มโชกเลือด ใบหน้าเปื้อนคราบเลือดแดงสาดกระเซ็นกวนประสาทข้าศึก ชายหนุ่มใช้สองแขนแกร่งพละกำลัง 4 ชั่ง รัดกอดกุมขาหน้าของม้าศึกหัวหน้าทหารไว้แน่นหนาปานคีมเหล็กหนีบจนม้าศึกร้องลั่นเสียหลักล้มคว่ำกลิ้ง ทหารข้าศึกต่างเริ่มตระหนกตกใจผวากับความทนทรามตีนและหนังเหนียวทนทานฟันแทงไม่ตายนอนนิ่งปานปีศาจดิบผีซอมบี้ของเป้าขุนศึกคาดเชือก! พวกไอ้ศรและพวกนักเลงหน้าห้องที่แอบซุ่มดูอยู่ขอบรั้วพากันตัวสั่นสะท้านอ้าปากค้างทึ่งปนหวาดเสียวว่าเป้ายังไม่ตายประหนึ่งผีพรายคุมป่าลี้ภัย

    “ไอ้ปีศาจดิบตัวนี้มันเป็นผีตัวใดกันแน่! โดนแทงโดนฟันเลือดสาดท่วมตัวขนาดนี้ทำไมมันยังยิ้มหัวเราะและหนีบขาพวกกูแน่นปานหินเหล็กกล้าไม่ยอมปล่อยตายวะโว้ย!” ทหารข้าศึกร้องอุทานเสียงสั่นด้วยความกลัวหวาดหวั่นจับจิตจับใจในสนามรบอันชุลมุนวุ่นวายป่าลี้ภัยพยายามกระหน่ำทุบเตะเพื่อดึงขาหนีจากน้ำมือเป้าขุนศึกที่ไม่เกรงกลัวคมหอกคมดาบใดๆ เลยแม้แต่น้อย! มันพยายามชักดาบโค้งเหล็กกล้าออกจากสีข้างเป้า

    ทว่ากล้ามเนื้อของเป้าที่เกร็งหนาตึงเปรี๊ยะราวกับคีมเหล็กกล้ากลับหนีบใบดาบโค้งของมันไว้แน่นหนาจนไม่สามารถดึงหลุดออกมาได้ ชงโคจ้องมองภาพแผ่นหลังโชกเลือดหนากำยำของเป้าที่เอาตัวขวางหน้าประคองปกป้องตัวนางและครอบครัวไว้ด้วยดวงตานองน้ำตาสะอื้นไห้เสียงสะท้านทรวงอก รู้สึกผิดและหลงรักขุนศึกหนังเหนียวคงกระพันคนนี้จนหมดหัวใจเสน่หาอย่างแท้จริงไม่มีวันลืมเลือน ขณะที่ไอ้ศรกดกรามแน่นด้วยความอิจฉาริษยาและขวัญหนีดีฝ่อกลัวขวัญผวาในความคงกระพันชาตรีของเป้าโตที่เหนือมนุษย์ไปแล้วโว้ย!

    (โปรดติดตามตอนต่อไป...)