39 2-2
ตอนที่ 58 อิสตรีรูปงามในชุดอาภรณ์แดงเพลิง (2)
ดวงตาของโม่เฉินหยวนแปรเปลี่ยนดูเย็นชาขึ้นทันใด จ้องมองอิสตรีรูปงามในชุดอาภรณ์แดงเพลิงเขม็งจริงจัง สายตาของเขายามนี้ดูน่ากลัวเกินบรรยาย ริมฝีปากบางของบุรุษหนุ่มปริเปิดขึ้นเล็กน้อย สบถเสียงดุกร้าวเย็นยะเยือก
“สามหาว!”
มวลพลังลมปราณสุดแกร่งกล้าขุมใหญ่ระเบิดคลั่งทะลักทะลายออกจากร่างกายของโม่เฉินหยวนรุนแรง ร่างของเขายามนี้กลับกลายเป็นสายฟ้าอสนีบาต ทะยานหายวับไปต่อหน้าต่อตา
“บูมม! บูมมม!!”
“แกรกก! แกร๊กก!!”
เถาวัลย์ไม้อสรพิษนับหมื่นสายถูกสะบั้นฟันทิ้งเป็นเสี่ยงๆในพริบตา เหลือเพียงกิ่งก้านที่แห้งเหี่ยวร่วงกราวอยู่ทั่วผืนปฐพี
ส่วนอิสตรีรูปงามนางนั้นก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน นางถูกแรงระเบิดลมปราณของโม่เฉินหยวนอัดกระแทกเข้าใส่ ศึกสัประยุทธ์จบลงในหนึ่งอึดใจ ผลคืออิสตรีนางนั้นคุกเข่าลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวด
แลเห็นโม่เฉินหยวนกำลังยกฝ่ามือขวาเตรียมจะปลิดชีพอีกฝ่าย เหลิงหยุนเจียวก็รีบโพล่งกล่าวขึ้นทันควัน
“ห้ามฆ่าเด็ดขาด! ไป๋ซือหมิงยังต้องการความช่วยเหลือจากนางอยู่!”
โม่เฉินหยวนชะงักหยุดไปชั่วขณะ พลางเลิกคิ้วชำเลืองมองอีกฝ่าย เมื่อเห็นสายตามุ่งมั่นคู่นั้นของนาง เขาก็ตระหนักทราบได้ทันทีว่า สตรีนางนี้มีแผนตระเตรียมอยู่ในใจแล้ว เช่นนั้นจึงคลายพลังลมปราณขจัดทิ้งจากฝ่ามือไปทันที
เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ อิสตรีรูปงามในชุดอาภรณ์แดงเพลิงก็เคลื่อนสายตาไปมองเหลิงหยุนเจียวปราดหนึ่ง แล้วระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา
“ฮ่าๆ เจ้าต้องการให้ข้าผู้นี้ช่วยชีวิตมนุษย์อย่างนั้นรึ? ช่างไร้สาระสิ้นดี! ต่อให้ต้องตาย ข้าก็ไม่มีวันช่วยมนุษย์เยี่ยงเจ้าเป็นแน่!”
“เช่นนั้น....หากแลกกับหินพระธาตุปฐพีเล่า? เจ้าจะว่าอย่างไร?”
สุ้มเสียงหนึ่งพลันดังแทรกขึ้นมา เป็นเวลาเดียวกับที่ไป๋ซือหมิงคลานออกมาจากโพลงถ้ำ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่งามของเขาค่อยๆเคลื่อนมองไปทางอิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิง และเป็นเขานั่นเองที่เอ่ยปากเสนอข้อต่อรอง
“....”
อิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิงเม้มริมฝีปากฉ่ำแน่น จับจ้องมองไป๋ซือหมิงตาเขม็ง แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง
หากสามารถเข้าไปข้างในได้เร็วกว่านี้ มีหรือที่นางจะยอมปล่อยให้มนุษย์ตรงหน้าช่วงชิงเอาหินพระะธาตุปฐพีไปได้?
แล้วที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ มนุษย์ผู้นี้กำลังใช้หินพระธาตุปฐพีมาเป็นข้อต่อรองกับนาง ราวกับรู้ว่าสิ่งนี้มีความสำคัญต่อชีวิตของนางเพียงใด!
หึ! อย่าได้ฝัน!
หินพระธาตุปฐพีอยู่ในมือของมันแล้วอย่างไร? ก็แค่ฆ่าพวกมันทุกคนที่อยู่ตรงนี้ให้หมดก็สิ้นเรื่องแล้ว!
เห็นว่าอิสตรีในชุดแดงเพลิงปิดปากเงียบไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นของไป๋ซือหมิงพลันหม่นทมิฬลงราวกับมีม่านหมอกลอยเข้าปกคลุม เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“พี่สาวคนสวย ข้าจะตายไม่ได้โดยเด็ดขาด ท่านเห็นหรือไม่ว่า ตัวข้านั้นหน้าตาหล่อเหลาปานใด หากต้องสิ้นใจตายขึ้นมาจริงๆ เหล่าสาวงามทั้งหลายจะไม่เสียใจจนต้องฆ่าตัวตายตามอย่างนั้นรึ?”
ได้ยินคำพูดประโยคนี้ ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก “....”
และเป็นฝูงอีกานับร้อยที่บินข้ามผ่านท้องฟ้า ทำลายบรรยากาศที่แสนเงียบงันนี้ลง
“กา กา...”
เหลิงหยุนเจียวคล้ายสังเกตเห็นถึงอะไรบางอย่าง แววตาของอิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิงดูสิ้นหวังอย่างบอกไม่ถูก นางค่อยๆขยับตัวเข้าไปใกล้โม่เฉินหยวนและกระซิบกล่าวขึ้นว่า
“ตราบใดที่เจ้ายอมช่วยสหายของข้า หินพระธาตุปฐพีชิ้นนี้ย่อมมอบให้แก่เจ้า หากต้องการก็เอาไปได้เลย”
แต่เสียงกระซิบนั้นมีหรือจะหลบพ้นหูของอิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิง นางถึงกับหันศีรษะขวับจ้องตาเหลิงหยุนเจียวตาเขม็ง
สายตาคู่อาฆาตเกรี้ยวโกรธคู่นั้นเพ่งมองเหลิงหยุนเจียวอยู่เพียงครู่หนึ่งเท่านั้น จึงค่อยเพ่งมองเข้าใส่โม่เฉินหยวนด้วยวความรังเกียจ
“หึหึ สาวน้อย เจ้าคิดหรือว่าคนข้างๆจะยอมฟัง?”
เหลิงหยุนเจียวชำเลืองมองใบหน้าหล่อเหลาของโม่เฉินหยวนที่กำลังหันข้าง เท่าที่ฟังจากบทสนทนา คล้ายกับว่าทั้งสองนั้นต่างรู้ภูมิหลังของกันและกันมาก่อน?
“ฟังว่ามีคำสั่งลับในหมู่สมาชิกเผ่าวิญญาณ ผู้ใดก็ตามที่สังหารเจ้าสำเร็จจะได้รับรางวัลชิ้นโตทีเดียว”
กล่าวมาถึงจุดนี้ นัยน์ตาของอิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิงก็สั่นไสวอย่างบ้าคลั่งด้วยความตื่นเต้น
“คงไม่มีสิ่งใดจะสนุกไปกว่าการสังหารเจ้าทิ้งเสีย แล้วช่วงชิงหินพระธาตุปฐพีจากมนุษย์นั่นไปพร้อมๆกันจริงหรือไม่?!”
สิ้นเสียงกล่าวจบประโยค นางก็สบตาปะทะเข้ากับโม่เฉินหยวน แต่สายตาของนางคล้ายกับว่ากำลังยั่วยุอีกฝ่ายเสียมากกว่า
เหลิงหยุนเจียวตัดสลับมองโม่เฉินหยวนกับอิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิงนางนั้นอยู่ครู่ใหญ่
ดูเหมือนว่าตระกูลโม่จะมีความลึกลับเกินกว่าที่เหลิงหยุนเจียวจินตนาการคิดไว้มาก แต่ที่มั่นใจได้แล้วก็คือ ตระกูลนี้มีความเกี่ยวข้องกับเผ่าวิญญาณไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง...
“ตระกูลโม่งั้นรึ...”
ขณะที่เหลิงหยุนเจียวกำลังรำพึงรำพันกับตัวเองอยู่นั้น เสียงตะโกนแข็งกร้าวของโม่เฉินหยวนก็เปล่งดังขึ้นชัดแจ้งเสมือนกับเสียงมณีหยกที่แตกสลาย
“นั่นเป็นเรื่องการสืบทอดมรดกแห่งบรรพกาลระหว่างพวกมัน เกี่ยวข้องอันใดกับข้า? นี่เจ้าคิดว่าพวกมันจะยอมมอบรางวัลชิ้นโตที่คุยโม้ให้แก่เจ้าจริงๆอย่างนั้นรึ? มีสิ่งที่รับรองได้นอกเสียจากคำพูดปากเปล่า? และที่สำคัญ ลำพังแค่เจ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างนั้นรึ? อยากจะตายอยู่ตรงนี้หรือจะรับฟังคำขอร้องจากเขา เจ้าก็ลองใคร่ครวญให้จงดี!”
อิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิงนางนั้นตะลึงงันไปชั่วขณะ จ้องมองโม่เฉินหยวนตัดสลับกับเหลิงหยุนเจียวเจือแววประหลาดใจอยู่นานสองนาน ก่อนที่สุดท้ายจะเคลื่อนสายตาไปหยุดอยู่ที่ไป๋ซือหมิง
“พี่สาวคนสวย ได้โปรดช่วยข้าสักคราเถิด อุตส่าห์เกิดมาหน้าตาหล่อเหลาปานนี้แล้ว ผู้ใดบ้างอยากตายตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่น?”
ไป๋ซือหมิงกล่าวอ้อนวอนทั้งน้ำตาที่คลอเบ้า สองมือบีบกำดินบนพื้นแน่นด้วยความโศกเศร้า
เหลิงหยุนเจียวทนฟังคำพูดไร้สาระของไป๋ซือหมิงมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว
หากนางเป็นอิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิงนางนี้ และได้ยินคำพูดประโยคดังกล่าวเข้า นางคงไล่ให้ไป๋ซือหมิงไปตายโดยไวแล้วเป็นแน่