เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 45 โต้เถียง

    ขณะเย่หยางกำลังจะเข้าไปคารวะหลี่เฉิงเฟิงเขายังไม่ทันได้อ้าปากกล่าว ก็โดนด่าด้วยความขุ่นเคือง

            “เย่หยาง ข้าจะฆ่าเจ้า”

            เย่หยางเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจเห็นมู่ไป๋จ้องเขาด้วยความเกลียดชัง ไม่ได้ดูน่าเกรงขามเหมือนเก่าก่อนอีกต่อไป สภาพของเขาในยามนี้อธิบายได้เพียงว่าน่าสังเวช

            เส้นผมของเขายุ่งเหยิงกระเจิดกระเจิงเสื้อผ้าขาดวิ่น โลหิตบนหน้าอกยังไม่ถูกเช็ดออก ถ้าไม่มีใครอยู่รอบๆ คอยช่วยเหลือเขาอาจจะล้มลงกับพื้นเมื่อใดก็ได้

            สภาพของมู่ไป๋ช่างน่าอัปยศยิ่งนักในบรรดาคนหลายสิบคน มีน้อยกว่าครึ่งที่สามารถนั่งได้ ที่เหลือล้วนนอนแผ่หราบนพื้น 

            เมื่อเหล่าศิษย์จากเมืองหนานหลีเห็นเย่หยางปรากฏตัวทั่วทั้งลานจัตุรัสก็เงียบลงทันที ด้วยเพราะครั้งแรกที่มาถึงเมืองหนานหลียังทำตัวยโสโอหังสูงส่งเหนือผู้ใดอยู่เลย

            มากกว่าครึ่งของพวกเขาถูกอุบายเย่หยางจัดการมาก่อนยามนี้กองกำลังที่เหลือแค่ครึ่งเดียวยังตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชยิ่งภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้สมองของทุกคนด้านชาไปตามๆ กัน

            แม้แต่เยี่ยอวี่หาน กวนเยี่ยนเสวี่ยกับคนอื่นๆที่เคยมองว่ามู่ไป๋เป็นคู่แข่งมาตลอดชีวิตยังตกใจมากจนไม่สามารถกล่าวอันใดได้เป็นเวลานาน 

            เย่หยางขมวดคิ้ว "พี่ชาย ข้าไม่ไปมาหาสู่กับท่านเหตุใดถึงคิดจะสังหารข้าทันทีที่พบหน้า ช่างน่าสับสนจริงๆ"

            “เจ้า...เจ้า...ยังกล้าเสแสร้งอีกหรือมีคนมากมายได้รับบาดเจ็บ บางคนถึงขั้นพิการ ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือเจ้าเจ้าสำนักโปรดตัดสินแทนเราด้วย” ขณะกล่าวมู่ไป๋ก็โค้งคำนับลงต่อหน้าชายชราชุดขาวน้ำตาแทบรินไหล เขาไม่เคยทนทุกข์ทรมานกับความคับข้องใจเช่นนี้มาก่อนในชีวิต 

            คำพูดดังกล่าวทำให้เย่หยางรู้ว่าชายชราในชุดขาวคือเจ้าสำนักมิน่าล่ะพลังของเขาถึงอยู่ในระดับราชันยุทธ์

            “อืม…ข้าจำได้แล้ว ท่านคือมู่ไป๋ พี่ชายมู่ไป๋ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ต้องขอขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือไม่เช่นนั้นข้าคงไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ ขอบคุณท่านจริงๆ” เย่หยางกล่าวอย่างตื่นเต้น

            เจ้าสำนักขมวดคิ้วถาม "มู่ไป๋ เล่าให้ข้าฟังว่าเกิดอันใดขึ้น"

            “เรียนท่านเจ้าสำนัก ระหว่างที่ข้ากับศิษย์คนอื่นๆกำลังพักผ่อนหลังทำภารกิจในการทดสอบเรียบร้อยแล้วเราวางแผนว่าจะรอให้คนในกลุ่มสองสามคนกลับมาแล้วค่อยเปิดใช้งานแผ่นป้ายคาดเอวแต่แล้วเจ้าสารเลวผู้นี้ก็ชักนำกลุ่มสัตว์อสูรวานรขั้นสามกับสมุนนับร้อยมาพวกเราสู้ไม่ไหว ถูกทุบตีจนอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้”

            หลังจากมู่ไป๋เล่าจบ เขาก็จ้องมองไปทางเย่หยางด้วยสายตาดุร้ายหากการมองสามารถสังหารคนได้ เย่หยางคงตายไปแล้วหลายร้อยครั้ง

            “สัตว์อสูรขั้นสาม?” ผู้ตรวจสอบที่อยู่ข้างๆเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “หรือจะเป็นวานรพงไพร? เจ้ากล้าหาญมากที่ไปยั่วยุพวกมันเราทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่แล้วนี่ว่าเป็นสถานที่ที่ไม่ควรเข้าไป”

            “เราไม่ใช่ต้นเหตุ ทั้งหมดเกิดจากเจ้าสารเลวเย่หยาง”มู่ไป๋อยากจะร่ำไห้ที่ตนเองตกเป็นเหยื่อ 

            หลังจากทุกคนได้ยินเรื่องนี้พวกเขาก็เริ่มเข้าใจกันคร่าวๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นทว่าเมื่อเห็นเย่หยางกระโดดโลดเต้นไปมารอบๆ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย

            แม้แต่หลี่เฉิงเฟิงก็ยังแอบสงสัยว่าเด็กผู้นี้แข็งแกร่งขนาดไหนแล้วเขาทำให้คู่ต่อสู้ต้องประสบหายนะครั้งใหญ่ตั้งแต่ก่อนจะเข้าสำนักเสียด้วยซ้ำ

            เจ้าสำนักครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามเย่หยาง “สิ่งที่มู่ไป๋กล่าวเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”

            “ไม่ๆๆ สิ่งที่เขากล่าวไม่ถูกต้อง ท่านเจ้าสำนักต้องฟังโดยไร้ซึ่งอคติข้าผู้นี้ทั้งซื่อสัตย์ใจดี จะทำตัวน่ารังเกียจอย่างที่พี่ชายมู่ไป๋กล่าวได้อย่างไรไม่มีทางที่ข้าจะล่อสัตว์อสูรมาสังหารพวกเขาเมืองปาฮวงอย่างพวกเราไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน” เย่หยางโบกมือปฏิเสธไม่ยอมรับคำกล่าวหา 

            เย่หยางเป็นพวกคารมคมคายร้ายกาจยิ่งเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกทำให้เห็นว่าเรื่องการล่อสัตว์อสูรมาฆ่าผู้คนไม่ใช่พฤติกรรมของคนเมืองปาฮวงแต่เป็นพฤติกรรมของคนเมืองหนานหลีมากกว่า ถึงเขาใช้ ก็เรียนรู้มาจากฝ่ายตรงข้ามทุกคนที่ได้ยินเข้าใจความหมายของเย่หยาง ส่วนคนเมืองหนานหลีก็ไม่อาจปฏิเสธได้ 

            “เช่นนั้นก็บอกมาว่าเกิดอะไรขึ้นจากนั้นทุกคนค่อยตัดสิน” เจ้าสำนักเอ่ยขึ้นอย่างช่วยไม่ได้รู้สึกว่าตั้งแต่ตนเป็นเจ้าสำนักมานานปีครั้งนี้อาจจะเจอเรื่องน่าปวดหัวเข้าให้แล้ว

            “อะแฮ่ม ว่ากันว่าบนภูเขาไม่มีพยัคฆ์วานรถึงถูกเรียกว่าราชา ตามคำร่ำลือวานรเหล่านี้มีความสามารถในการหมักสุราผลไม้หากได้ดื่มสุรานั้นจะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยงาม บำรุงธาตุหยินบำรุงไตข้าก็เลยลองไปที่นั่นดู” เย่หยางกระแอมแล้วเริ่มเรียบเรียงเรื่องเล่า 

            เมื่อเห็นว่าสิ่งที่เย่หยางเล่าน่าสนใจทุกคนยกเว้นสมาชิกจากเมืองหนานหลีกับเมืองหลัวอิ๋งต่างก็ฟังอย่างตั้งใจ 

            “พอข้าไปดู ก็พบวานรฝูงใหญ่เฝ้าปากทางเข้าถ้ำอยู่แม้แต่แมลงวันสักตัวก็บินข้ามไปไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนธรรมดา แต่ข้าเป็นใคร ข้าคือเย่หยางเลยมีความคิดที่เยี่ยมยอดขึ้นมา" เย่หยางจงใจหยุดชั่วคราว

            ชายในชุดขาวถามอย่างสงสัย "เจ้าคิดกลยุทธ์อันใดได้?"

            เย่หยางตอบอย่างเคร่งขรึม “ข้ารอ”

            “พรวด” หลายคนอดหัวเราะออกมาไม่ได้สุดท้ายก็ต้องรอเพราะไม่มีทางเลือก แล้วทำเป็นพูดเหมือนมีความคิดยอดเยี่ยมไปได้

            เย่หยางกล่าวด้วยความไม่พอใจ "ท่านรู้หรือไม่ว่าข้ารอสิ่งใดจะหัวเราะก็ได้ แต่ข้ารอให้เจ้าพวกนั้นไปเข้าห้องน้ำแต่รอแล้วรอเล่าพวกมันก็ไม่ยอมไปเข้าเสียที จนข้าอยากไปเข้าห้องน้ำเสียเอง”

            พวกเขาไม่อาจกลั้นขำได้อีกต่อไปบางคนถึงขนาดระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

            “ช่วยเข้าประเด็นหน่อย” ผู้ตรวจสอบเร่งอย่างจริงจัง

            “ขอรับ! ระหว่างที่ข้าเริ่มทนไม่ไหวพยัคฆ์ตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เลยคาดเดาว่าพวกมันทั้งสองกำลังแย่งชิงตำแหน่งราชาหลังจากพวกมันต่อสู้กันข้าเลยแอบย่องเข้าไปในถ้ำวานร”

            “เมื่อข้าเข้าไปในถ้ำก็เห็นสระที่เต็มไปด้วยสุราผลไม้แต่ข้ามีขวดแค่สามขวดเท่านั้น จึงตักเอามาได้แค่นี้ แล้วรีบวิ่งออกมาสุดแรงเกิด แต่ทันทีที่ข้าวิ่งออกจากถ้ำก็พบว่าพยัคฆ์ตัวนั้นหายไปแล้ว พอพวกวานรเห็นข้าเข้าจึงเริ่มไล่ตามข้าอย่างบ้าคลั่ง”

            “ในตอนนั้นข้าคิดว่าคงต้องตายเสียแล้วแต่ระหว่างที่ข้ากำลังจะตายก็นึกถึงลุงหลี่ผู้กล้าหาญกับเปี่ยวเจี่ยชิงเสวียนผู้แสนงดงามรวมถึงเจ้าสำนักผู้ใจดีมีเมตตา ในบัตรยังมีเหรียญทองอีกสามร้อยเหรียญที่ยังไม่ได้ใช้จึงตัดสินใจวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” เย่หยางเล่าด้วยสีหน้าเศร้าโศก

            หลี่เฉิงเฟิงรู้สึกมีโทสะขึ้นมาในทันที 

            ใบหน้าของเย่ชิงเสวียนเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความเขินอายในใจนางรู้สึกหวานชื่น

            เจ้าสำนักกับผู้ตรวจสอบหันมามองหน้ากันจากนั้นก็ส่ายศีรษะอย่างระอา

            “ขณะที่ข้ากำลังวิ่งๆๆ อยู่ๆก็พบว่ามีคนอยู่รอบตัวข้ามากมาย ทุกคนหน้าตาจริงจังเหงื่อไหลบ่าข้าจึงมอบขวดสุราที่เตรียมไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าสำนักให้กับสหายผู้นั้น ใช่ เจ้านั่นไง!เจ้าจำข้าได้หรือไม่”

            ขณะที่เขากล่าว เย่หยางก็เดินไปหาหนึ่งในคนที่ได้รับบาดเจ็บแต่คนที่ได้รับบาดเจ็บมีใบหน้าปูดบวมไปหมดจนดูราวกับสัตว์อสูร

            เย่หยางได้มอบขวดสุราให้กับชายผู้นี้เลยถามอย่างตื่นเต้น "พี่ชาย ท่านยังจำข้าได้หรือไม่"

            ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างแรง แต่ในใจกลับก่นด่าถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าคงไม่อยู่ในสภาพเช่นนี้ คิดว่าข้าจะปฏิเสธหรือไร

            “เช่นนั้นท่านคงจำสิ่งที่ข้ามอบให้ได้สินะ ในตอนนั้นข้ายังบอกด้วยว่า'พี่ชาย เหนื่อยจากการวิ่งแล้วก็มาดื่มสุราเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าหน่อยเถอะมันจะช่วยให้ท่านวิ่งเร็วขึ้น' ใช่หรือไม่” เย่หยางถาม

            ชายคนนั้นพยักหน้า

            “อย่างที่ทุกคนเห็น ข้าได้มอบสุราอันล้ำค่าให้แก่เขาแล้วจะบอกว่าข้ารังแกพวกเขาได้อย่างไร หลังจากนั้นพี่มู่ไป๋ก็ออกหน้าต่อสู้กับสัตว์อสูรแทนเพื่อให้ตัวข้าได้หลบหนี ข้ารู้สึกขอบคุณในความเมตตาของท่านพี่มู่ไป๋นักน้ำใจของท่านช่างเหมือนดั่งสายน้ำไร้สิ้นสุด”

            “แต่พี่มู่ไป๋บอกว่าข้าชั่วร้าย ช่างทำให้ข้าปวดใจอย่างแท้จริง”เย่หยางส่ายศีรษะตัดพ้อด้วยสีหน้าเจ็บปวด

            หลังจากฟังคำกล่าวของเย่หยางแล้วเหล่าสาวกรุ่นเยาว์ก็เกิดความสงสัย แต่พวกเขากลับฟังด้วยความสนใจ

            ทว่าคนแก่ที่มีอายุมาถึงปูนนี้ใช่ว่าจะหลอกได้ง่ายๆพวกเขาเดาว่าเย่หยางคงถูกวานรพงไพรไล่ล่าเพราะขโมยสุราผลไม้จึงใช้อุบายชักนำภัยพิบัติสู่ฝั่งบูรพาเพื่อสร้างโอกาสให้ตนหลบหนี

            แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ยังไงเย่หยางก็หนีพ้นอยู่ดีทว่าหลังจากพบมู่ไป๋กับพรรคพวก เขาแค่เลือกที่จะวิ่งต่อไป

            แม้ว่าวิธีการของเย่หยางค่อนข้างไม่เหมาะสมแต่ก็ไม่ได้ละเมิดกฎของสำนักจึงไม่สามารถลงโทษเขาได้นอกจากนี้เมืองหนานหลีก็เป็นต้นแบบในการล่อสัตว์มาทำร้ายผู้อื่นพวกเขาจึงทำได้เพียงทนทุกข์ทรมานจากความโง่เขลาของตนเอง

            “เย่หยาง เรื่องนี้ข้าไม่สามารถตำหนิเจ้าได้ทว่าคนจากเมืองหนานหลีช่วยเจ้าต่อต้านสัตว์อสูรเช่นนั้นเจ้าก็ควรแสดงความขอบคุณต่อพวกเขาไม่ใช่หรือ” เจ้าสำนักชุดขาวกล่าวอย่างอ่อนโยน

            “ใช่ๆ ควรจะเป็นเช่นนั้นแต่ข้าน้อยไม่มีเหรียญทองมากมายติดตัวมา ใช้เป็นค่ารักษาคงไม่เพียงพอ” เย่หยางขออภัย 

            ทุกคนถึงกับพูดไม่ออกนี่เป็นการต่อสู้ระหว่างคนพาลในโลกมนุษย์หรือไร ถึงต้องจ่ายค่าเยียวยารักษา?

            เมื่อเห็นเย่หยางแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเจ้าสำนักจึงเสนอว่า"ลืมเรื่องค่ารักษาไปเถอะแต่การได้ดื่มสุราผลไม้ของวานรพงไพรจะช่วยทำให้อาการบาดเจ็บของพวกเขาฟื้นฟูได้อย่างอัศจรรย์ฉะนั้นเจ้าก็จงแบ่งมาบางส่วน"

            “แต่ข้าได้มาเพียงแค่สามขวดเท่านั้น” เย่หยางยังโกหกต่อไป

            “เหลวไหล ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะมีแค่สามขวดจริงๆทำไมเจ้าไม่ถอดแหวนมิติมาให้พวกเราค้นดู” มู่ซื่อสยงอดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยความโกรธ

            เมื่อเห็นมู่ซื่อสยงกล่าว เย่หยางก็กลอกตา “เจ้าเป็นใคร เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือที่ไหนมีสิทธิ์อะไรที่จะกล่าว แก่จนหัวหงอกแล้วยังไม่รู้จักกฎเกณฑ์อีก”

            หลังจากได้ยินวาจาของเย่หยางทุกคนก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าปอด เขากล้าสั่งสอนราชายุทธ์ราวกับเป็นผู้เยาว์เขาต้องกล้าหาญสักเพียงใด

            “เจ้า...” มู่ซื่อสยงโกรธมากแต่ก็ต้องอดทนเอาไว้ เพราะถ้าทำอะไรลงไปจะกลายเป็นการนำความอัปยศมาสู่ตนเองเปล่าๆ

            “เย่หยางเอามันออกมา คิดเสียว่ามอบให้ข้า” เจ้าสำนักรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นอย่างยิ่งเมื่ออัจฉริยะทั้งสองฝ่ายไม่ลงรอยกันอีกทั้งเขายังไม่อยากให้การต่อสู้ดำเนินต่อไปจึงจำเป็นต้องกัดฟันกล่าวคำพูดนี้ออกมา

            “ก็ได้…เดิมทีข้าก็กะจะเก็บมันไว้ให้ท่านอยู่แล้วแม้ส่วนนั้นจะหายไปแล้วก็เถอะ” เย่หยางพึมพำอย่างไม่เต็มใจ

            “อืม ข้าซาบซึ้งในความมีน้ำใจของเจ้า” เจ้าสำนักชุดขาวยิ้มอย่างขมขื่นในใจ เขาไม่รู้สึกพูดไม่ออกเช่นนี้มาหลายปีแล้ว

            เย่หยางหยิบอ่างสุราผลไม้ออกมาอย่างระมัดระวังแล้ววางลงกับพื้นอย่างเจ็บปวดใจ "เอาไปแม้ว่าจะเป็นอ่างแช่เท้าแต่ข้าก็ล้างมันจนสะอาดหมดจดทุกครั้ง"

            ทุกคนกล่าวไม่ออก เด็กคนนี้ร้ายกาจมากแม้เขาจะหยิบสุราผลไม้ออกมา แต่ก็ยังแสดงความน่ารังเกียจจนถึงที่สุด

            “เอาล่ะ เรื่องของวันนี้จบลงแล้วการประเมินครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวัน” หลังจากที่เจ้าสำนักชุดขาวกล่าวจบเขาก็กางปีกแล้วบินกลับไปยังภูเขาด้านใน 

             

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน