………………………
กล้านั่งนิ่งบนเก้าอี้ไม้ยาวหน้าอาคาร มือเย็นเฉียบ ทั้งที่อากาศไม่หนาว ส่วนคนข้างๆคือมิโฮ เด็กสาวที่น่าจะเป็นยอดดวงใจตัวจริงของพระเอกการ์ตูนชื่อดัง ปัญหาก็คือ….คนที่เธอกำลังคุยไม่ใช่ “เซย่า” แต่เป็นเพียงเด็กเนิร์ดร่างอ้วนจากโลกจริงที่หลุดเข้ามาแฝงร่าง
“ อืม…..ขนาดรู้ว่าคนที่คุณมิโฮมีใจให้จริงๆ ไม่ใช่เรา แต่เป็นคุณเซย่า ก็ยังอดเขินไม่ได้ เสน่ห์ของเธอช่างเหลือล้น” และนั่นคือความคิดที่วนเวียนในสมอง แถมสิ่งที่ทำให้กระอักกระอ่วนหนักกว่าเก่าก็คือ…..ทั้งสองดันนั่งใกล้กัน หัวไหล่อยู่ห่างไม่ถึงคืบ และเมื่อความอึดอัดเพิ่มพูนถึงขีดสุด กล้าก็ลองทำลายความเงียบด้วยคำพูด
“ อ่า…เอ่อ…คะ..คุณมิโฮ เฮ้ย ไม่ใช่สิ มิโฮมีอะไรจะแนะนำผม เอ๊ะ ชั้นมั้ย ” แน่นอนว่ากล้ายังคงพูดผิดพูดถูก แถมติดสุภาพอยู่บ่อยๆ ซึ่งก็ต้องโทษทางบ้านที่เลี้ยงดูดีเกินไป ทว่าเด็กสาวไม่ติดใจ แถมยังแอบขบขันนิดๆ
“ จะว่าไป เซย่านี่ก็ดูเปลี่ยนไปจริงๆ หึ หึ ”
“ อ้า…เปลี่ยนไปยังไง ผม เอ๊ะ ชั้นก็ยังเหมือนเดิมนี่นา ” กล้าใจหายวาบ เพราะกลัวมิโฮจับได้ว่าเขาคือเด็กเนิร์ดขี้อายที่มาอยู่ในร่างเซย่า จึงแสร้งทำเป็นห้าว ด้วยการตบหน้าอกตัวเอง ทว่านั่นกลับทำให้เด็กสาวหัวเราะหนักกว่าเดิม
“ ฮะ ฮะ ฮะ…..ไม่ต้องแสดงขนาดนั้นก็ได้ กลับมาทำตัวเหมือนปกติเถอะ ”
“ ชั้นไม่ได้แกล้งซักหน่อย แค่กล้าหาญ เข้มแข็งตามแบบฉบับลูกผู้ชายแท้ๆเท่านั้นเอง” กล้ายังคงโชว์ต่อ พร้อมดัดเสียงให้ห้าวใหญ่ กระนั้นมิโฮก็ส่งยิ้มเป็นเชิงรู้ทัน แล้วล้วงใจโดยพลัน
“ ชั้นรู้และสัมผัสได้ว่าบุคลิกลักษณะของเซย่าเปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่วันแรกที่พบกันแล้ว ดังนั้นเธอไม่ต้องแสร้งทำเป็นคนเดิม เพื่อชั้นหรอก ”
กล้าถึงกับหน้าซีดเป็นไข่ต้ม เพราะสิ่งที่มิโฮดักคอนั้นตรงกับความจริงทุกประการ เลยยอมมอบตัว และเตรียมสารภาพผิด
“ อ่า…หลอกคุณมิโฮไม่ได้จริงๆ ใช่แล้ว ผมไม่ใช่เซย่าคนเดิมกับที่คุณรู้จักเมื่อห้าปีก่อน….” แต่ไม่ทันที่กล้าจะพูดจบ มิโอก็ชิงกล่าว อันเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มแอบสะอึก
“ ชั้นก็ไม่รู้หรอกนะว่า..เธอไปเจออะไรมา จึงได้มารยาทดีขึ้นขนาดนี้ แต่ถึงภายนอกของเซย่าจะเปลี่ยนไป แต่ความกล้าหาญและใจดีของเธอก็ยังคงอยู่ และสิ่งนั้นทำให้ชั้นรู้สึกอบอุ่น ”
แน่นอนว่ามิโฮไม่พูดเปล่า แต่เธอได้ยื่นมือมาแตะหน้าอกด้านซ้ายของกล้า ทำให้เด็กเนิร์ดขี้อาย เขินหนัก ใบหน้าแดงก่ำทุกสัดส่วน แถมยังนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก ทว่าภายในจิตสำนึกกลับวนเวียนถึงถ้อยคำที่เพิ่งได้ยิน
“ ถึงภายนอกของเซย่าจะเปลี่ยนไป แต่ความกล้าหาญและใจดีของเธอก็ยังคงอยู่ ”
“ เอ…..ทำไม คุณมิโฮถึงพูดแบบนั้น คนอย่างเรามีความกล้าหาญและใจดีด้วยเหรอ ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเราก็เป็นแค่เด็กอ้วนขี้ขลาด ที่แค่คนรักเพียงหนึ่งเดียวก็ยังปกป้องไม่ได้ ”
เหมือนว่าสีหน้าของกล้าจะฟ้อง มิโฮเลยรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มเศร้าใจ จึงกุมหลังมือของเด็กหนุ่มแผ่วเบา พร้อมกล่าวปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน ท่าทางดูเป็นห่วง
“ ทำไมเซย่าถึงดูเศร้าแบบนั้น เธอเป็นอะไรรึเปล่า ”
กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา คราวนี้เขาอยากจะร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ เพราะเอือมระอากับความไม่เอาไหนของตัวเอง ก่อนจะตัดพ้อต่อ
“ ไม่จริงหรอก คุณมิโฮเข้าใจผิด ผมไม่ได้ดีแบบนั้น ผมเป็นแค่คนขี้ขลาดตาขาวที่ยืนมองคนที่ตัวเองรัก ถูกรังแก โดยไม่ช่วยอะไร แถมสองเท้ายังแข็งด้วยความหวาดกลัว ซึ่งน่าสมเพชเหลือเกิน ” พอพูดจบ กล้าก็นึกถึงสีหน้าของอัยย์ในยามที่หันมามองเขา มันเต็มไปด้วยอารมณ์วิงวอน และความผิดหวัง เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องถูกปล่อยให้เผชิญชะตากรรม
มิโฮมองดูกล้าเงียบๆอยู่ครู่นึง ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่จริงใจ อันบรรเทาความเศร้าสร้อยของเด็กหนุ่มถึงหลายส่วน เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่แผ่ไอร้อนลงสู่พื้นโลกจนทำให้หิมะละลาย
“ ฮ้า…คะ…คุณมิโฮ ”
มิโฮยังส่งยิ้มอยู่อย่างนั้น ก่อนกล่าวขึ้นมาประโยคนึง ที่จะทำให้กล้าจดจำไปจนวันตาย
“ ผู้กล้าที่แท้จริง ไม่ใช่นักรบฝีมือฉกาจฉกรรจ์ หรือต่อสู้จนลืมตาย หากแต่ว่า….เขาคนนั้นต้องเห็นใจผู้ที่อ่อนแอกว่า และพร้อมจะทำทุกอย่าง เพื่อช่วยเหลือผองชนผู้น่าสงสาร ”
แม้กล้าจะไม่เข้าใจความหมายของมันแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็พอเดาได้เลาๆถึงสิ่งที่เด็กสาวนึกถึง กระนั้นเขาก็ยังแอบขัดแย้งอยู่ดี แต่ไม่นาน ก็ต้องเลิกวนเวียนกับมโนทวาร เมื่อถูกเสียงใสๆของมิโฮเรียกสติ
“ แน่นอนว่าที่ผ่านมา เซย่าอาจเคยทำผิดบางอย่าง และสิ่งนั้นได้ทำให้เสียใจ แต่ในปัจจุบัน เธอได้พยายามแก้ไขมันแล้ว ”
“ เอ่….แล้วผมแก้ไขยังไง ” กล้าถามงงๆ
“ เฮ้อ……” มิโฮถอนใจยาว ก่อนจะชี้แจงอย่างละเอียด
“ ก็ที่เธอรับรู้ถึงอันตรายจากศึกที่ต้องเผชิญในอีกไม่กี่วัน แต่ก็ไม่หันหลังหนี พร้อมฝึกฝนอย่างหนักหน่วง แบบนี้ถือว่ากล้าหาญแล้ว ”
“ อ้อ….อืม จะว่าไป ก็น่าจะใช่ ”
“ อีกประการ เธอแบกรับความหวังของเด็กๆเหล่านั้น ให้กำลังใจ และแสดงให้พวกเขาเห็นสัจธรรมอย่างนึง นั่นก็คือ….ไม่ว่าจะเผชิญวิกฤติมากเท่าใด ชีวิตจะบัดซบเพียงไหน แสงสว่างก็ยังหวนกลับมาสาดส่อง ”
“ โอ้….ว้าว….” ถึงตรงนี้ กล้านึกทึ่งเด็กสาวหน้าหวาน เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีแนวคิดที่คมคายขนาดนี้ มิโฮเลยยิ้มเขินๆ
“ พอดี ชั้นชอบอ่านหนังสือแนวให้ความหวังน่ะ เลยจดจำคำพูดของนักเขียนเหล่านั้นได้บ้าง ”
“ ฮะ ฮะ แยบคายดีจริงๆ เห็นทีผมคงต้องหามาอ่านซักเล่มแล้ว ”
“ ฮะ ฮะ อย่างเซย่านี่นะ จะอ่านหนังสือ ”มิโฮปิดปากหัวเราะ ท่วงท่าดูน่ารัก แต่กลับทำให้กล้าแอบกริ้วจนต้องร้องท้วง ด้วยมันเหมือนว่าเขากำลังถูกดูแคลน
“ เฮ้…อย่าดูถูกกันสิ คุณมิโฮก็พูดเองไม่ใช่เหรอว่า….ผมเปลี่ยนไป ”
“ นั่นก็ใช่ แต่แบบนี้มันเปลี่ยนไปมากชนิดแทบจะเป็นคนละคนเลยนะ เพราะเมื่อก่อน เธอถนัดแต่เรื่องใช้กำลัง ” คราวนี้ มิโฮทำตาโต อารมณ์อึ้งหันกลับมาหาเด็กสาว กล้าเลยต้องแกล้งไก๋ ซึ่งก็ดูไม่เนียน เพราะเขาโกหกไม่ค่อยเป็น
“ อ่า…เอ่อ…..ก็ที่เแซงทัวร์รี่ ขะ…เขานิยมการอ่านหนังสือน่ะ ผมเลยเปลี่ยนไปนิดหน่อย ”
“ งั้นก็คงมีประกวดมารยาทด้วย ใช่มั้ย เธอถึงได้ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้น ”มิโฮหยอกหนักๆ แต่กล้าดันไม่โกรธ แถมยังตอบกลับแบบเถรตรง
“ ประมาณนั้นแหละครับ ”
“ ฮะ ฮะ ฮะ…..เธอนี่เปลี่ยนไปจริงๆ ” มิโฮหัวเราะเป็นการใหญ่ เพราะท่าทางที่กล้าแสดงออกมานั้นค่อนข้างเปิ่น กระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่เข้าใจความหมายของมัน เลยร่วมผสมโรงขำแห้งๆด้วยอีกคน
“ ฮะ ฮะ….”
ขณะที่สองหนุ่มสาวกำลังเอ็นจอยส์กับการสนทนาอยู่นั้นเอง ก็มีรถเก๋งสีดำแล่นมาหยุดที่หน้าอาคารสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
“ เอี๊ยด…….”
พาหนะหรูดึงความสนใจของพวกเขาจนหมดสิ้น และพอประตูข้างคนขับเปิดออก ก็มีบุคคลหนึ่งก้าวออกมา เขาคนนั้นก็คือ…..
“ คุณทัตซึมิ ” กล้าขนานนาม เพราะชายฉกรรจ์ร่างสูงที่โกนผมคล้ายนักบวชแบบนี้มีอยู่คนเดียว แน่นอนว่าเขายังสวมสูทดำอยู่ตลอดเวลา ดูก็รู้ว่าเป็นยูนิฟอรม์ของบุรุษนายนี้
“ เฮ้ เจ้าเซย่าพร้อมจะไปตายมั้ย ชั้นมารับนายด้วยตัวเองเลยนะ ” ทัตซึมิแยกเขี้ยวใส่ ท่าทางเป็นอริขั้นสุด
แน่นอนว่ากล้าไม่พอใจ เพราะจู่ๆก็ถูกขู่ฟ่อๆใส่อย่างไร้เหตุผล แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่า…พ่อบ้านร่างสูงก็เป็นแบบนี้ทั้งเรื่อง เขาก็เริ่มปล่อยวาง
“ เฮ้อ…..ก็ถือว่าพร้อมสู้นะ ว่าแต่เราจะไปกันได้รึยังครับ คุณทัตซึมิ ”
ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์จ้องหน้าของกล้านิ่งๆ สีหน้าฉายแววสงสัยเป็นที่สุด ทำให้กล้าแอบสับสนอยู่ในใจ
“ เอ….ตาทัตซึมินี่เป็นอะไร ทำไมมองเราแบบนั้น ”
ไม่นาน ทัตซึมิก็ตอบกลับมา ทำให้กล้ารู้สาเหตุที่ชายฉกรรจ์แสดงท่าทีแบบนี้
“ เซย่า นายไปทำอะไรมา เพราะปกติ ถ้าเจออะไรแบบนี้ นายต้องกวนกลับมาแล้ว แต่คราวนี้นิ่ง แถมยังพูด คุณ กับ ครับอีกต่างหาก ”
คำตอบนั้น ทำให้กล้าสะอึกนิดหน่อย ก่อนจะรีบกลับลำ ด้วยการแกล้งก๋ากั่นไปตามประสา
“ เฮ้ย นายคิดมากไปเองแล้ว ทัตซึมิ รีบพาไปสู้ศึกกาแล็คเซี่ยนวอร์ซักที ชั้นอยากเตะก้นไอ้พวกบรอนด์เซนต์จะแย่อยู่แล้ว”
“ เออ ใช่แล้ว กวนโทสะแบบนี้ ค่อยเหมือนเซย่าที่รู้จักหน่อย รีบขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังเลย ชั้นจะพานายไปพบกับนรก รับประกันว่าถ้านายพลาดท่าซักที จะต้องอดปากดีไปตลอดกาล ” ทัตซึมิแสยะยิ้มให้ ท่าทางเหมือนดีใจที่เห็นคู่ต่อกรทางฝีปากได้คืนสังเวียน
ก่อนกล้าจะออกเดินทาง เขาได้หันไปมองมิโฮอีกครั้ง ที่ตอนนี้โบกมือโบกมือให้ ด้านหลังของเด็กสาวมีกลุ่มเยาวชนนับสิบคอยตะโกนให้กำลังใจอยู่
“ พี่เซย่าสู้เขานะครับ เอาชนะ แล้วคว้าแชมป์มาให้ได้ ”
กล้าโบกมือตอบ ก่อนจะส่งยิ้มให้มิโฮ แล้วเข้าไปในรถ พอประตูปิดสนิท พาหนะหรูก็แล่นออกจากจุดเกิดเหตุ ทิ้งให้ไอเสียรถยนต์ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ และเมื่อทุกสิ่งกลับคืนสู่ความสงบ เด็กสาวหน้าหวานก็กล่าวกับตัวเองเบาๆ
“ และที่สำคัญ เซย่ายังพยายามฝืนสัญญา เพื่อให้ชั้นสบายใจว่าเธอจะรอดกลับมา ทั้งที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งกับศึกกาแล็คเซี่ยนวอร์หรือไม่ แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าผู้กล้า ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรแล้ว ” มิโฮยิ้มบางๆ ทันใดนั้น เสียง “ปึ๊ก” เบาๆก็ดังขึ้น พอก้มลงมอง ก็พบว่าเชือกรองเท้าข้างขวาดันฉีกขาดอย่างไร้สาเหตุ
มิโฮชะงักไปอึดใจ ความรู้สึกเย็นวาบไหลผ่านแก้ม ดวงตาจ้องมองเชือกที่หลุดค้าง แล้วพึมพำเบาๆ ประมาณว่าพูดกับตัวเอง
“ แปลกจัง...ขาดได้ยังไง หรือมันจะเป็นลาง ” เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แต่พาหนะหรูได้หายลับไปจากสายตาแล้ว เหลือไว้เพียงกลิ่นไอเสียอุ่นๆ และความรู้สึกหนักหน่วงที่ไม่อาจอธิบายได้
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
