ราชันย์จอมมหาเวท

    ตอนที่ 57 แรนดี้ สการ์เล็ต


                    “เจ้าควรถามต่อสิว่าข้าชื่ออะไร” แรนดี้ขมวดคิ้วพลางเอ่ยต่อกับมิคาเอล...ตามที่ควรจะเป็นอย่างนั้น เด็กคนนี้นี่มันจริงๆเลย

     

                    “เจ้าชื่ออะไร” มิคาเอลถามกลับพร้อมกับมองสำรวจคนตรงหน้าอย่างละเอียด...ชายหนุ่ม ไม่สิ น่าจะเรียกว่าเด็กชายเหมือนกันมากกว่า  เด็กชายร่างสูงโปร่งตรงหน้าที่เขาคิดว่าน่าจะอายุมากกว่าเขาราวๆห้าถึงหกปีได้แต่ลักษณะท่าทางกลับดูเป็นผู้ใหญ่มากนักใบหน้าอ่อนเยาว์ดูนุ่มนวลละมุนละไม... กับเส้นผมยาวสลวยสีเด่นเป็นเอกลักษณ์นั้น

     

                    “แรนดี้... ข้าชื่อ แรนดี้ สการ์เล็ต ”

     

                    “.....”มิคาเอลมองและพยักหน้ารับเมื่ออีกฝ่ายแนะนำตัวเสร็จ... ‘แรนดี้ สการ์เล็ต’  อืม  ‘สการ์เล็ต’ เป็นชื่อสกุลตระกูลสินะ โดยสำหรับตัวเขาๆไม่คุ้นหูกับชื่อสกุลตระกูลนี้สักเท่าไหร่นักแต่ก็อาจจะเป็นตระกูลๆหนึ่งที่มีความสามารถแห่งอาณาจักรหรือแห่งอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งก็ได้ซึ่งหลังจากที่แรนดี้แนะนำตัวจบก็ไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ และมิคาเอลเองก็เงียบลงเช่นกันจึงก่อให้เกิดความเงียบงันขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสองคน

     

                    พวกเขาทั้งสองเพียงมองหน้ากันเงียบๆอยู่สักพักก่อนที่แรนดี้จะพลิกตัวนั่งพิงต้นไม้ข้างๆมิคาเอล จากสายตาที่เด็กชายมองมาเขาก็เข้าใจทันทีแรนดี้พลางยกมือขึ้นสางผมยาวๆของตัวเองสะบัดไปมาและกล่าวต่อตามมา

     

                    “ใช่ ธาตุพฤกษานั้นเป็นของข้าเอง”

     

                    แรนดี้พูดแล้วหันไปมองหน้ามิคาเอลพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากน้อยๆด้วยความรีบร้อนเขาจึงไม่ได้ปกปิดอันความลับของตนเอง...  ใช่แล้ว พลังธาตุหลักของเขาก็คือ ธาตุพฤกษาซึ่งจัดเป็นพลังธาตุในหมวดหมู่พลังธาตุพิเศษนั่นเองพลังธาตุในหมวดหมู่พลังธาตุพิเศษที่ไม่ได้จะมีกันง่ายๆนั่นแหละซึ่งเขามีมันเป็นธาตุหลักเสียเลยล่ะ

                     หึ อาจจะเป็นเรื่องน่ายินดีนะ แต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีอะไรสำหรับเขาเลย

     

                    ‘สการ์เล็ต’ ที่หมายถึง สีแดง แต่แรนดี้ สการ์เล็ต... ไม่ใช่ สีแดง

     

                    “งั้นรึ” มิคาเอลกล่าวรับพลางมองเส้นผมยาวสลวยสีเขียวอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของแรนดี้อีกฝ่ายช่วยเหลือเขาแล้วก็ยังรักษาเขาด้วยสินะ

                    แรนดี้มีพลังธาตุหลักเป็นธาตุพฤกษาจึงได้มีเส้นผมสีเขียวอันบ่งบอกตนชัดเจนแล้วตัวเขาล่ะ... ที่มีพลังธาตุหลักเป็นธาตุเหมันต์นิรันดรแต่กลับมีเส้นผมสีรัตติกาลนี่เล่ามันหมายความว่าอย่างไรกัน

                    ตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นใครกัน...

     

                    “เจ้าไม่ตกใจรึ?” แรนดี้เห็นมิคาเอลนิ่งเงียบไปจึงได้เอ่ยถามตามปกติแล้วยากนักที่จะพบเห็นบุคคลที่มีพลังธาตุหลักเป็นธาตุในหมวดหมู่ธาตุพิเศษเวลามีผู้ใดพบเห็นเขาก็มักจะแสดงออกให้ความสนใจและเข้าหามากทีเดียว เพราะเป็นเช่นนั้นเขาจึงได้เบื่อและปลีกวิเวกตัวเองออกมาอยู่เพียงคนเดียว

                    และอีกอย่างอย่างที่เขาเคยกล่าวไว้...เพราะว่าคนที่ไม่เหมือนใครจึงต้องดูโดดเดี่ยวอยู่เสมอ

     

                    แรนดี้ สการ์เล็ต และ ‘สการ์เล็ต’ เป็นตระกูลแห่งเพลิงอัคคีแต่ตัวเขากลับไม่ใช่ ‘สการ์เล็ต’ ที่เป็นสีเพลิงเพราะฉะนั้นต่อให้มีพลังธาตุหลักเป็นธาตุพฤกษาในหมวดหมู่ธาตุพิเศษแล้วอย่างไรเล่ามันจะไปมีความสำคัญอะไร

     

                    “ต้องตกใจอะไรอย่างนั้นรึ?...ถึงอย่างไรจะเป็นพลังธาตุใดต่างก็ได้รับสืบทอดมาจากตระกูลบิดามารดาเหมือนกันไม่ใช่หรือ”มิคาเอลถามกลับอย่างไม่เข้าใจ ที่ถามว่าตกใจหมายถึงตกใจที่อีกฝ่ายมีพลังธาตุหลักเป็นธาตุพฤกษานั่นน่ะรึ? แล้วมันมีอะไรให้ต้องน่าตกใจกัน ไลลาก็มีพลังธาตุหลักเป็นธาตุพฤกษาเหมือนกันนิอีกทั้งรวมถึงตัวเขาเองก็ยังมีพลังธาตุหลักเป็นธาตุในหมวดหมู่ธาตุพิเศษ  [ธาตุเหมันต์นิรันดรพลังธาตุพิเศษของธาตุก่อกำเนิดใหม่]  ไม่ว่าจะมีพลังธาตุใดมันก็ล้วนได้รับสืบทอดมาจากตระกูลบิดามารดามากันทั้งนั้น

     

                    “แต่ตัวเจ้าดูไม่ใคร่จะยินดีกับการที่มีพลังธาตุหลักเป็นพฤกษาเลยนะ”

     

                    “สรรพสิ่งใดๆก็ใช่ว่าจะได้ดั่งใจเราเสมอไป...ข้าคิดเช่นนั้น”

     

                    แรนดี้คิดเช่นนั้นก็เพื่อความสบายใจเท่านั้นแต่ในความเป็นจริงแล้วหากเลือกได้เขาก็ไม่อยากโดดเด่นหรือโดดเดี่ยวเช่นนี้

     

                    “แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ”มิคาเอลหันไปถามแรนดี้ก่อนซึ่งค่อนข้างผิดปรกติวิสัยของเขานักที่ไม่ค่อยเอ่ยถามใครก่อนหรือสนใจใครส่วนกับคนแปลกหน้าผู้นี้เขาก็เพียงแค่คิดว่าสาเหตุเป็นเพราะช่วยเหลือเขา จึงทำให้อีกฝ่ายต้องมาเดือดร้อนหนีการตามไล่ล่าของพวกนักฆ่านั่นต่างหากและกลุ่มนักฆ่าพวกนั้นจะต้องไม่มีทางรามือไปง่ายๆแน่นอน

     

                    “ข้าสิต้องถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ”แรนดี้หันไปมองมิคาเอลแล้วถามกลับแทนไอ้เขาน่ะมันเป็นคนดีร่างกายแข็งแรงจะไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแต่อีกฝ่ายต่างหากที่สภาพร่อแร่ซะเหลือเกินแค่เดินทรงตัวด้วยตัวเองก็ไม่น่าจะไหวหรอก

     

                    “ข้าต้องเดินทาง”

     

                    “เจ้ายังไม่สามารถเดินทางได้”

     

                    เมื่อมิคาเอลตอบกลับมาแรนดี้ก็เอ่ยตอบกลับไปอย่างทันที...เพ้ย! นี่เขาบ้าไปแล้วรึที่คิดจะเดินทางด้วยทั้งสภาพแบบนี้น่ะ?!  และอีกอย่างยังโดนตามไล่ล่าฆ่าอีกจะไหวได้อย่างไร!

     

                    “.....”

     

                    เกิดเป็นความเงียบระหว่างทั้งสองคนขึ้นอีกครั้ง...ทางมิคาเอล เขากำลังคิดหาหนทางให้กับตัวเองอยู่เพียงคิดว่าจะต้องทำอย่างไรเขาถึงจะสามารถเดินทางกลับตระกูลได้อย่างโดยเร็วที่สุด?  และแน่นอนว่าเขาไม่สามารถเดินทางกลับเองเพียงคนเดียวได้ไหนจะร่างกายที่ยังไม่สมบูรณ์พร้อม ไหนจะต้องพะวงกับนักฆ่าที่ตามล่ามาอีก

                    ส่วนทางแรนดี้ เขาเองก็กำลังคิดถึงหนทางไปต่อของตัวเองอยู่เช่นกันในตอนนี้คงไม่สามารถที่จะกลับไปที่ถ้ำหน้าผาหินนั้นได้เป็นการชั่วคราวล่ะนะ

     

                    “ข้าต้องกลับตระกูล”

     

                    “แล้วเจ้าจะ”

     

     

                    “หากเจ้าไม่มีที่ไปก็กลับตระกูลกับข้า”

     

     

                    “ ! ”แรนดี้ยังกล่าวไม่จบประโยคก่อนหน้านี้เขาก็ต้องนิ่งอึ้งไปเพราะประโยคต่อมาของมิคาเอล

                    บะบ้า บ้าไปแล้วรึ! นี่เจ้าหมอนี่บ้าไปแล้วหรืออย่างไรที่ชวนคนแปลกหน้าไม่รู้ที่มาที่ไปกลับต้นตระกูลด้วยเนี่ย! แล้วไอ้สีหน้าท่าทางเฉยๆนี่อย่างไรเด็กนี่มันเป็นคนยังไงกัน!

     

                    “หมายถึงเจ้าไปพักที่ตระกูลข้าสักพัก”เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางแบบนั้นของแรนดี้แล้วมิคาเอลคิดว่าอีกฝ่ายคงจะต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆเขาคิดว่าตัวเองอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารกับผู้อื่นอย่างที่เจ้ามังกรแอลฟ์กล่าวอย่างนั้นจริงๆกระมังผู้อื่นถึงได้ไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการสื่อสารเลย อ้ออื้ม มีสิมีคนเข้าใจเขาสิ อย่างน้อยก็มีบาสเตียนคนหนึ่งล่ะนะ!

                    อืม ป่านนี้ไม่รู้ว่าบาสเตียนจะเป็นอย่างไรบ้างคงจะไม่ใช่ถูกท่านพ่อลงโทษสถานหนักไปแล้วกระมัง แต่ถ้าลงโทษบาสเตียนสถานหนักจนไม่สามารถใช้งานได้อีก เขาก็ไม่เหลือผู้ติดตามข้ารับใช้คนสนิทเลยนะ...ท่านพ่อคงจะไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอกกระมัง(!)

     

                    “อ่อ อย่างนั้นรึ”

     

                    “เพราะข้าทำให้เจ้าเดือดร้อน” และก็คงจะทำให้ใครหลายๆคนเดือดร้อนเลยล่ะ...มิคาเอลคิดในใจต่อและคิดว่าเมื่อกลับถึงตระกูลจริงๆเขาก็อาจจะโดนลงโทษไม่มากก็น้อยกระมัง

     

                    “ช่างเรื่องนั้นมันไปเถอะ เป็นเพราะข้าแส่ไม่เข้าเรื่องเอง”แรนดี้กล่าวพลางโบกมือผ่านๆ ก่อนที่เขาจะหันมามองหน้ามิคาเอลอย่างเต็มๆ  ปกติเขาก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนดีอะไรขนาดนั้นหรอกในตอนนั้นเพียงแค่คิดว่าคนผู้นี้ที่กล้าเข้ามาในป่าดำป่าพิศวงด้วยตัวคนเดียวและยังออกมาอย่างมีชีวิตอีกช่างดูน่าสนใจดีก็เท่านั้น

                    และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ...คนผู้นี้น่าสนใจจริงๆนั่นแหละ

     

                    “ก็จริง” มิคาเอลกล่าวต่อรับคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบปรกติ...ถ้าไม่ใช่เพราะแส่หาเรื่องเองคงจะไม่เข้ามาช่วยคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ที่มาที่ไปอย่างเขาหรอกเป็นเพราะแรนดี้แส่หาเรื่องจริงๆนั่นแหละ

     

                    “ -_- ”  

     

                    เจ้าเด็กนี่มัน... บัดซบ!

     

                    แรนดี้ไม่รู้ว่าเขาควรจะกล่าวอย่างไรกับเจ้าเด็กนี่จริงๆแต่มันก็มีความรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง รู้สึกแปลกบางอย่างอาจจะเป็นสัญชาตญาณล่ะมั้ง... อย่างเช่นการไม่ระแวดระวังตนเป็นอย่างมากที่มีต่อคนแปลกหน้าอย่างที่เขามักจะมีต่อผู้อื่นกระมัง

                    กับมิคาเอลเขาไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น มันมีความรู้สึกที่โล่งโปร่งมากกว่าแม้ว่าหากจะกล่าวไปแล้วทั้งตัวเขาทั้งมิคาเอลไม่น่าที่จะสนทนากันได้เลยแท้ๆ 

     

                    หึๆก็อาจจะเป็นเพราะว่าคล้ายกันกระมัง... ที่ว่าคนที่ไม่เหมือนใครมักจะต้องโดดเดี่ยวอยู่เสมออย่างที่ทั้งเขาและมิคาเอลเป็น

     

                    “เจ้าก็ไปกับข้าก่อนเถอะ...”

     

                    มิคาเอลพูดกับแรนดี้...เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องปลดระวางการระวังตนของตนเองออกไปเปลาะหนึ่งกับคนคนนี้อาจจะด้วยเหตุผลเป็นเพราะถูกอีกฝ่ายช่วยชีวิต อาจจะเป็นเพราะตัวเขาทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อนหรืออาจจะเป็นเพราะเราทั้งคู่คล้ายกันกระมัง

                    แต่ถึงเขาจะเอ่ยชวนไปอย่างนั้นแต่ว่าเราก็ไม่นับเป็นมิตรสหายกันนะเพราะเขาไม่ต้องการมิตรสหายใดๆทั้งสิ้น สำหรับพวกเราก็แค่เดินทางด้วยกัน และเขาช่วยให้ที่พักชั่วคราวกับอีกฝ่ายเมื่อกลับตระกูลแล้วก็อาจจะหาสิ่งของตอบแทนให้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องติดค้างน้ำใจกันก็เท่านั้น... เพราะเขาก็ไม่อยากที่จะติดค้างน้ำใจหรือติดค้างบุญคุณใครก็เท่านั้นเอง

     

                    “อย่างนั้น... เอาแบบนั้นก็ได้” แรนดี้คิดไตร่ตรองอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะตอบตกลงไปอย่างเข้าใจในสิ่งที่มิคาเอลคิด... อีกอย่างที่เขาตอบตกลงไปก็เพราะว่าอย่างไรเสียตอนนี้เขาก็กลับไปที่ถ้ำหน้าผาหินไม่ได้และหากจะเดินทางไปหาที่พักที่อื่นอยู่ชั่วคราวก็อาจจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยทีเดียวหากคิดจะไปลงหลักปักฐานที่อื่นแต่ว่าที่ถ้ำแห่งนั้นก็มีอะไรต่างๆมากมายซะเหลือเกินๆกว่าที่เขาจะทิ้งหรือจากมันไปได้

                    อื้มไปพักที่บ้านของเจ้าเด็กนี่สักพักหนึ่งก่อนก็ได้ เพียงแค่พักหนึ่งเท่านั้นก็ในเมื่ออีกฝ่ายก็เป็นคนเอ่ยชวนเองอย่างสบายๆด้วย... บิดามารดาคงจะไม่กระไรหรอกกระมังในเมื่อบุตรชายยังไม่กระไรเลย!

     

                    “เจ้าเป็นคนรักษาข้าอย่างนั้นรึ” มิคาเอลสำรวจร่างกายของตนเองก่อนจะเอ่ยถามแรนดี้แม้ว่าจะยังไม่หายดีถึงขนาดนั้นแต่ก็ถือว่าดีขึ้นทีเดียวก็สมแล้วที่เป็นพลังธาตุพิเศษธาตุพฤกษา...

     

                    “แน่นอนอยู่แล้ว”

     

                    ไอ้ไม่นานมานี้ธาตุพฤกษาของข้าเนี่ยละรักษาเจ้า...แต่ไอ้ก่อนหน้านี้ที่ชายป่าดำน่ะข้าไม่รู้! 

                    แรนดี้คิดแต่ไม่ได้กล่าวออกไปอย่างนั้นแต่เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้แล้วพลางเขาก็นึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องพลังเวทของเขาที่ดึงดูดซับออกไปทั้งที่สลบอยู่อ่อ และยังเป็นการสลบไสลไปโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้น! ความทรงจำขาดหายพร้อมกับตื่นขึ้นมาพลังเวทยังถูกดูดไปอีก!

                    เด็กคนนี้... น่าสนใจ น่าสงสัยน่าติดตาม!

     

                    “ข้าจะหายเมื่อไหร่”

     

                    “อาการบาดเจ็บภายนอกถือว่าทุเลาลงมากทีเดียวอีกไม่นานก็หาย”แรนดี้กล่าวพร้อมกับลุกขึ้นเก็บสัมภาระต่างๆเพื่อเตรียมออกเดินทางต่อหลังจากที่นั่งพักอยู่นานแล้ว และเมื่อพูดถึงเรื่องอาการบาดเจ็บของมิคาเอลแล้ว...แรนดี้ก็พานจะไม่กล้าเอ่ยอย่างเต็มปากเต็มคำสักเท่าไหร่  แม้ว่าเขาจะอายุยังน้อยเมื่อเทียบกับผู้อื่นที่มาทางสายแห่งการรักษาเยียวยาแต่ฝีมือของเขาก็ใช่ว่าจะดูถูกได้เชียวทั้งธาตุหลักของเขาก็ยังเป็นพลังธาตุพิเศษพฤกษาแห่งสายการรักษาอีกด้วย แต่อาการของมิคาเอลมัน...น่าหนักใจมากจริงๆ

     

                    “อืม”

     

                    “ออ... อืม มิคาเอล อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของเจ้าข้าจำต้องบอกให้เจ้ารู้...” แรนดี้ก้มหน้าเก็บของเงียบๆก่อนพลางคิดว่ามิคาเอลยังเด็กนักแล้วจะรับได้หรือกับสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปนี้สิ่งที่อีกฝ่ายจำต้องรับรู้เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้ที่สร้างความเสียหายให้กับร่างกายของเจ้าตัว 

                    เขาเงยหน้าขึ้นและหันมาประจันหน้ากับเด็กชายตรงหน้าอีกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจบอกกล่าวถึงว่าอาการบาดเจ็บนั้นได้สร้างความเสียหายแก่ภายในร่างกายของเจ้าตัวมากเพียงใดอย่างไม่คิดปิดบังอันใด

     

     

                    “ร่างกายนี้ของเจ้าไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีกแล้ว”

     

     

                    “หมายความว่า... อย่างไร?”

     

                    เมื่อแรนดี้พูดจบมิคาเอลก็นิ่งค้างไปอยู่อย่างเนิ่นนานกว่าที่จะหาเสียงของตัวเองได้และเอ่ยถามกลับไปอย่างเชื่องช้าและติดขัด  เขานั่งนิ่งรู้สึกมึนเบลอไปชั่วขณะหนึ่งทันทีที่แรนดี้พูดจบเหมือนดั่งคล้ายกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาบนกลางศีรษะของเขาโดยอย่างที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวใดๆทั้งสิ้น  นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย....

                    แต่ก่อนที่มิคาเอลจะได้รับคำตอบอันกระจ่างชัดจากแรนดี้... ในขณะนั้นเองก็มีน้ำเสียงหนึ่งอันเย็นยะเยือกเอื้อนเอ่ยเรียกชื่อสกุลตระกูลของเขาทั้งหมดอย่างเต็มยศมาจากทางด้านหลัง ซึ่งเรียกความสนใจไปทั้งจากเขาและแรนดี้พร้อมกันทั้งคู่ด้วยความรู้สึกที่เย็นวาบที่หลังและอธิบายไม่ถูกจริงๆว่าตอนนี้พวกเขาควรรู้สึกอย่างไรดี!

     

     

     

                    “นายน้อยมิคาเอล สเวน แม็กซีวีลอน”




                    ---------------------------

                    ห๊ะอะไรนะ! แรนดี้พูดใหม่อีกสิ!

                    โอ้โห อิหยังอีกวะ! เหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงซ้อนอีกแล้ว.... แล้วนี่ใครมาอี๊ก!!

                    ถ้าอยากรู้ต้องติดตามต่อจ้า สามารถคอมเม้นต์เดากันได้คนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร... จะมีใครเดาถูกไหมหนอออออ!!

                    [ถ้ามีคำผิดหรือเรียงคำไม่ถูกบอกไรท์ได้นะเดี๋ยวไรท์มาแก้ ช่วงนี้ไรท์มีความเบลอๆ หน่อยๆ ขออภัยไว้ก่อนจ้า^^]

                    ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ :)