Pioneer Era

    ตอนที่ 107 แหกคุก

    ***ว่าที่ราชินี [แฟต]

    ถึงไม่รู้ว่าทำไมโดนจับตัวมา แต่ก็จะพอเดาได้ลาง ๆ อยู่

    ศัตรูคือพวกชนเผ่าท้องถิ่นของทวีปนี้ ดังนั้นคงมีอยู่แค่เหตุผลเดียวเท่านั้น

    จับตัวประกันเพื่อเรียกร้องอะไรสักอย่างจากรัฐบาลของพวกเรา

    “โซ่แค่นี้เอาพวกเราไม่อยู่หรอก”

    ฉันพูดกับตัวเองอย่างมั่นใจ

    หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กล้าพูดเช่นนั้น เป็นเพราะว่าภายในห้องขังนี้มีคนอยู่รวมกันมากถึง 60 คน โดยเป็นเผ่ายักษ์มากถึง 20 คน

    แต่ละคนจะถูกโซ่สีขาวเส้นเล็ก ๆ ล่ามเอาไว้

    บางคนถูกล่ามมัดกับลูกเหล็กทรงกลมสีขาวที่หนัก

    บางคนก็แค่ล่ามข้อมือกับขาให้ติดกัน

    บางคนถูกขึงตรึงเอาไว้กับผนังเหมือนอย่างฉัน

    มีเพียงเผ่ามนุษย์มดอย่างพวกฉัน ที่ถูกขึงเอาไว้บนกำแพง

    อาจจะเพราะกลัวรูปลักษณ์ของพวกเราละมั้ง?

    ส่วนเผ่ายักษ์ทุกคน จะถูกโซ่พันเอาไว้รอบตัวแทน

    ดูแล้วทำได้แต่คิดว่าเป็นการดูถูกเผ่ายักษ์อย่างมาก

    คิดว่าโซ่สีขาวเส้นเล็กแค่นี้ จะต้านแรงควายของเผ่ายักษ์ได้หรือ?



    “ฮึย! โซ่บ้าอะไรวะ เหนี่ยวเป็นบ้า! ”

    หรือว่าจะต้านไหว…

    มีเผ่ายักษ์คนหนึ่งกำลังพยายาเค้นแรงสุดตัวเพื่อกระชากโซ่สีขาวที่พันรอบตัวให้ขาดออกจากกัน

    แต่มันกลับไม่ยอมขาดออกจากกัน

    ดูท่าโซ่สีขาวนี้จะใช้ [เฮเดส] ที่ว่ากันว่าเหนี่ยวและแข็งแกร่งที่สุดของพวกชนเผ่าในการสร้างขึ้นมาสินะ?



    ฉันหันไปมองคุณจาวิสที่กำลังนั่งอยู่ข้างคุณเยลโล่

    “ปล่อยผมนะ! ปิว! ”

    เจ้าหนูน้อยเผ่าภูติผมสีเงินกำลังร้องโวยวายด้วยใบหน้าที่มีน้ำนองคลอเป้าตา

    ร่างกายของเขาดิ้นรนไปมาอยู่กับพื้นดินของห้องขังที่อับชื้นอยู่ด้านข้างคุณจาวิส

    คิดว่าคงไม่มีทางหวังพึ่งพลังวิทยาศาสตร์เวทมนตร์จากคุณภูติผู้น่าผิดหวังคนนี้ได้

    “มีแต่ต้องพึ่งคุณจาวิสแล้วสินะคะ? ”



    คุณจาวิสคือหุ่นยนต์รับใช้รูปร่างหญิงสาวชาวมนุษย์ที่ถูกสร้างโดยยอดนักวิทยาศาสตร์ยะมะโตะ

    มีดวงตาสีฟ้าดูอ่อนโยน ไว้ผมยาวเหยียดตรงสีฟ้าประดุจผืนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ และสวมชุดเมดสีขาวเป็นจุดขายประจำตัว

    พลังของเธอไม่มีทางเป็นรองใครในสถานที่คุมขังแห่งนี้แน่นอน

    “คุณจาวิสค่ะ รบกวนช่วยแหกคุกให้พวกเราทีค่ะ”

    “...”

    “เออ… คุณจาวิส? ”

    “...”

    ไร้การตอบสนอง...

    ดูท่าว่าพลังงานของคุณจาวิสคงหมดไปเสียแล้ว

    มาคิดดู ระดับคุณจาวิสไม่มีทางถูกจับตัวมาได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว

    คงต้องพูดว่าเป็นเหตุบังเอิญที่โชคร้ายเสียจริงค่ะ



    “งั้นช่วยไม่ได้ เหลือแค่วิธีสุดท้ายแล้วเท่านั้น”

    ฉันจ้องไปที่ยามหมาป่าสองคนข้างนอกกรง

    คุกใต้ดินแห่งนี้ชื้นแฉะ เล็ก เหม็นอับ แล้วยังมืด

    มีเพียงแค่แสงเทียนเล็ก ๆ จากบนโต๊ะไม้ข้างนอกกรงเท่านั้น ที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีแสงสว่างเรืองรอง

    เส้นทางหนีมีทางเดียว คืออุโมงค์บันไดดินคับแคบตรงฝั่งด้านหลังของยามพวกนั้น



    “นี่ คุณยามคะ? ”

    “หืม? พูดภาษาของพวกเราได้ด้วยหรือเจ้าอสูรแมลง? ”

    “ที่นี่คือ… ที่ไหนหรือคะ? ”---

    เพื่อให้เกิดแผนการที่ดีที่สุด ฉันจะต้องเข้าใจศัตรูให้ได้ก่อน

    เพ่งดูพฤติกรรมของพวกเขา คิดวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่เขาจะเลือกกระทำ แล้วจินตนาการณ์ถึงอนาคตที่น่าจะเกิดขึ้นเพื่อเตรียมการรับมือ

    ยิ่งเข้าใจ ก็จะยิ่งรู้ถึงพฤติกรรมที่พวกเขาจะเลือกกระทำ และรู้ถึงพฤติกรรมที่ตามมา ก็จะยิ่งสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น

    นั่นคือสิ่งที่คุณแม่ได้เคยสอนเอาไว้

    ---“เพราะแบบนี้ พวกข้าเลยต้องจับพวกเจ้ามาเป็นตัวประกันยังไง ถ้าทำตัวดี ๆ พวกข้าก็ไม่ฆ่าทิ้งหรอกนะ”

    ถึงตอนแรกพวกมันจะทำท่าไม่อยากคุยด้วย แต่พอฉันชวนคุยไม่หยุดเพียงฝ่ายเดียวนาน ๆ เข้า พวกมันคนหนึ่งที่มีขนสีขาวก็เริ่มทนไม่ไหว แล้วยอมหันมาคุยกับฉันในท้ายที่สุด



    คุณเจ้าหมาป่าขนสีขาวดูเป็นคนอ่อนโยนพอสมควร เลยยอมที่จะหันมาคุยกับตัวประกันอย่างฉันคนนี้

    ส่วนคนที่มีขนสีเทา ดูจะเป็นพวกหัวรุนแรงชอบใช้กำลัง

    ทั้งสองคนมีนิสัยต่างกันสุดขั้ว เป็นการจับคู่ที่แปลกประหลาดแต่ดันลงตัวได้อย่างมีเสน่หา

    แต่ทั้งสองคนมีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่

    คือมีดวงตาที่แสดงถึงความแค้นบางอย่างต่อเผ่าที่มาจากทวีปคริสตัลอย่างพวกเรา

    เอาละ ตอนนี้ฉันคิดว่าได้รับรู้ลักษณะนิสัยของอีกฝ่ายมาเพียงพอแล้ว

    จะไม่มีความสงสารต่อศัตรูที่จับตัวฉันหรือเพื่อนมาเจออันตรายแบบนี้เด็ดขาด

    ฉันจะสังหารพวกเขาเพื่อหนีออกไปค่ะ

    และไม่เลือกวิธีการด้วย

    กับคนประเภทนี้… คงต้องใช้วิธี---



    “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด! ”

    ฉันเริ่มแผดเสียงกรีดร้องแหลมบาดหูดังก้องไปทั่วคุกใต้ดิน

    “ปะ… เป็นอะไรขึ้นมากันเนี่ย!? ”

    “เงียบ… เงียบเดียวนี้! ”

    คุณมนุษย์หมาป่าทั้งสองคนชักดาบเล่มโตที่เหน็บอยู่ข้างตัวขึ้นมาถือเอาไว้

    “ถ้าไม่หุบปาก เดียวจะช่วยหยุดปากนั้นให้เอง! ”

    คุณหมาป่าหนุ่มคนที่มีขนสีเทาพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่

    แต่ฉันไม่สนใจคำขู่นั้น

    เพราะในหัวของฉันได้วาดภาพถึงเหตุการณ์อนาคต และคิดถึงฉากจบที่สมบูรณ์แบบเอาไว้อยู่ในหัวแล้ว

    “ตาย---”

    “เดียว! ยัยนั่นอยู่ในรายชื่อตัวประกันสำคัญ จะปล่อยให้ตายไม่ได้นะ”

    “ทุบตีนิดหน่อยคงไม่ถึงตายหรอก”

    โฮ่?

    รู้สึกว่าได้ยินข้อมูลดี ๆ มาอย่างหนึ่งแล้วแฮะ



    “พวกแกถอยไปชิดผนังซะ! ”

    คุณหมาป่าขนสีเทาเริ่มแทงดาบเข้ามาในลูกกรงอย่างรุนแรงเป็นเชิงข่มขู่

    พวกนักโทษในกรงต่างรีบวิ่งไปยืนชิดผนังแล้วตัวสั่นอย่างหวาดกลัว

    มีเพียงเผ่ายักษ์กับเผ่ามนุษย์มดอย่างฉัน ที่จับจ้องกลับไปที่พวกมันด้วยสายตาอาฆาตแค้น ก่อนจะเริ่มทำตามคำสั่งนั่งนิ่ง ๆ อยู่กับที่

    “หึ หึ หึ เป็นเผ่าอสูรกายแมลงที่ตัวเล็กแคระแกร็นผิดชาวบ้าน แล้วยังกล้ามาชวนคุยพร้อมกับทำเสียงหนวกหูรบกวนพวกข้าอีก แต่ข้าไม่ได้ใจดีเหมือนเจ้ามูนไลท์เพื่อนของข้าตรงนั้นหรอกนะ”

    มันเดินเข้ามาในกรง โดยมีคุณหมาป่าขนสีขาวยืนเฝ้าระวังอยู่ตรงประตูห้องขัง

    [ตัวเล็ก] อย่างงั้นหรือ?

    งั้นเดียวจะแสดงให้เห็นเอง ว่าระดับ [มดทาส] อย่างฉันทำอะไรได้บ้าง



    “จงสำนึกเสียใจที่บังอาจมาทำความรำคาญให้กับข้าซะ! ”

    มันง้างแขนขวาขึ้นสูง แล้วทุบลงมาที่กลางกระหม่อมของฉันเต็มแรง

    เกิดเสียงอะไรสักอย่างที่บุบสลาย ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของเนื้อที่ถูกฉีกขาดออกจากร่างกาย

    “ต่อให้เห็นเป็นแค่มดทาส แต่เขี้ยวของมดทาสเองก็แกร่งไม่แพ้ระดับมดทหารเลวเลยนะคะ คุณไม่ทราบอย่างงั้นหรือคะ? ”

    เลือดสีน้ำเงินจำนวนมากเริ่มไหลรินลงมาจากเขี้ยวในปากของฉัน

    “อะ…”

    ลมหายใจของเจ้าหมาป่าขนสีเทาเริ่มขาดช่วง

    ดวงตาดำเริ่มจางหาย สิ้นเสียงวาจา แล้วล้มตัวลงไปกองกับพื้น0

    สิ่งที่ฉันทำ คือการรอจังหวะใช้เขี้ยวของตัวเอง กัดลึกลงไปในแขนของเขาในตอนที่เขาทุบใส่หัวฉัน

    กัดแขนของเขา แล้วดึงให้เข้ามาใกล้ กระชากให้เสียสมดุลร่างกายจนล้มตัวลง แล้วจมเขี้ยวของฉันเข้าไปในคอหอยเพื่อปลิดชีพของมันลง



    “คะ… คันไซต์! ”

    คุณเพื่อนที่มีขนสีขาวเริ่มตะโกนออกมาอย่างตื่นตระหนก

    “แก! ”

    เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แล้วจับดาบวิ่งตรงเข้ามาทางฉันเพื่อหมายเอาชีวิต

    สิ่งที่เขาควรทำ คือการตั้งสติแล้วไปเรียกคนมาช่วย

    ดูจากการที่มันยอมเข้ามาคุยกับฉันที่เป็นศัตรูได้อย่างหน้าตาเฉย มันสามารถมองได้ว่าเป็นพวกที่ไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังอย่างถี่ถ้วนเท่าไหรนัก

    เป็นพวกประเภทที่มักถูกดึงให้ไหลไปกับสถานการณ์ได้ง่าย

    คนแบบเขา ถ้าเห็นเพื่อนถูกฆ่าตรงหน้า จะต้องโกรธจัดจนลืมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไหลไปตามสถานการณ์อย่างแน่นอน

    และมันเป็นเช่นนั้นจริง

    เขามันลืมแม้แต่ที่จะลั่นประตูกรงกลับเข้าไป

    ลืมจนไม่ทันรู้ตัวว่ามีเขาเพียงตัวคนเดียว ณ เวลานี้

    ตัวคนเดียวต่อหน้าตัวประกันทั้งหมด 60 คน



    “รบกวนช่วยแสดงพลังของเผ่ายักษ์ให้เเป็นขวัญตาทีค่ะทุกท่าน”

    “!! ”

    ภาพที่เผ่ามนุษย์มดตัวเล็กอย่างฉันใช้เขี้ยวสังหารศัตรูที่ตัวใหญ่กว่าเกือบเท่าตัวลงมาได้นั้น มันจะกลายเป็นแรงบันดาลใจกระตุ้นความดิบเถือนของเผ่ายักษ์ให้เดือดพล่าน

    คำพูดของฉันจึงมีพลังมากพอที่จะเคลื่อนไหวเผ่ายักษ์ที่ถูกขังอยู่ในกรงนี้ให้ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้

    “ขยี้แม่งเลยพวกเรา! ”

    ไม่สิ

    แม้แต่เผ่าอื่นที่ไม่ใช่เผ่ายักษ์ ก็ยังคิดจะร่วมต่อสู้ด้วยเช่นกัน

    ดูท่าการกระตุ้นต่อต้านของฉัน จะมีผลต่อจิตใจต่อพวกเขามากกว่าที่คิดเอาไว้อีกแฮะ



    "เฮ้ย!? "

    คุณหมาป่าขาวเริ่มตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้น

    เขารีบตวัดดาบเล่มสีขาวในมือ เล็งไปที่คอของชายเผ่ามนุษย์คนหนึ่งตรงหน้า

    เลือดสีแดงสาดกระเซ็นราวน้ำพุ กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งเต็มห้องขัง

    แต่ความตายของนักโทษเพียงคนเดียว ไม่อาจที่จะหยุดความบ้าคลั่งของทุกคนที่กำลังลุกโชน

    สตรีกับบุรุษเผ่ายักษ์ที่วิ่งช้ากว่า ต่างเริ่มเข้าประชิดตัวคุณหมาป่าขาวได้สำเร็จ

    พวกเขาพุ่งกระแทกเข้าใส่อย่างรุนแรง ในจังหวะที่คุณหมาป่าขาวกำลังชักดาบกลับออกมาจากร่างของมนุษย์เพศชายผู้โชคร้ายคนนั้น

    โซ่ที่พันธนาการรอบกายของพวกเผ่ายักษ์ กลับกลายเป็นผิวสัมผัสที่แหลมคมอันร้ายกาจ

    เสียงกระแทกที่ดังกังวาล ทำให้ฉันนึกถึงภาพของรถบรรทุกสิบล้อที่หนักเป็นตัน

    ร่างของคุณหมาป่าขาวพุ่งลอยข้ามกรงขัง ทะลุผ่านประตูที่เปิดทิ้งเอาไว้ แล้วฝังลงไปในผนังดินที่อยู่ด้านนอก

    เลือดจำนวนมากไหลทะลักออกมาจากปากของเขา

    แขนขาหักบิดเบี้ยว ดวงตาขาวโพลนไร้วิญญาณ

    คงตายคาที่ไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย…



    "รีบใช้โอกาสนี้ค้นหากุญแจกันเถอะค่ะ"

    "ผะ… ผมจัดการเอง ปิว! . .. ว่าแต่… แฟตไม่เป็นไรหรือ? หัว…หัวเธอมันบุบลงไปเลยนะปิว! "

    "หมายถึงที่โดนทุบเมื่อกี้หรือคะ? จริงอยู่ว่าเจ็บ แต่แค่นี้ไม่พอฆ่าเผ่ามนุษย์มดหรอกค่ะ"

    “พะ… พูดจริงนะ ปิว? "

    "จริงค่ะ"

    "... ถ้าอย่างงั้นผมไปหากุญแจก่อนนะปิว! "

    ว่าแล้วคุณเยลโล่ก็วิ่งออกไปค้นหากุญแจจากศพตรงหน้า

    "เจอแล้ว! "

    เขาใช้ปากคาบกุญแจออกมาด้วยสภาพที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดสีน้ำเงิน

    ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงสามารถหลุดออกมาจากพันธนาการของโซ่ตรวนได้สำเร็จ



    แต่การแหกคุกมันพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

    "ข้างล่างนั้นเกิดอะไรขึ้น! "

    ว่าแล้วต้องมีเวรยามเฝ้าอยู่ข้างบนด้วย

    "กะ---กำลังเสริมอย่างงั้นเรอะ!? "

    พวกตัวประกันที่โห่ร้องอย่างดีใจเมื่อกี้ เริ่มแสดงความวิตกกังวลออกมาทางใบหน้า

    พวกเขาไม่ใช่ทหารอาชีพ จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมากับคำว่า “กำลังเสริม”

    แต่ไฟที่จุดติดไปแล้ว ฉันไม่คิดที่จะยอมให้มันดับลงง่าย ๆ หรอก



    "ทุกท่านค่ะ ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกค่ะ"

    ฉันดึงสติทุกคนให้กลับมาด้วยเสียงของตัวเอง

    "กระสุนได้ลั่นออกไปแล้ว พวกเราไม่มีที่ให้ย้อนกลับอีกแล้วค่ะ"

    ฉันชี้ไปที่ศพของศัตรูทั้งสองคน กับศพของเผ่ามนุษย์ที่จมกองเลือดอยู่ในห้องขัง

    "ศัตรูไม่ปล่อยพวกเราแน่นอนค่ะ ตอนนี้ถ้าไม่สู้ มีแต่ความตายเท่านั้นที่รอคอยค่ะ"

    พวกเขาต่างเริ่มมีใบหน้าซีดเผือดเพราะคำพูดของฉัน

    ขู่เท่านี้น่าจะพอแล้วสินะ

    "แต่พวกเราทั้ง 59 คน มีครบทุกเผ่า ถ้าร่วมมือกัน จะต้องผ่านพ้นไปได้แน่นอนค่ะ"

    ขู่ให้กลัวจนมืดอับจนหนทาง แล้วหยอดแสงสว่างแห่งความหวังลงไปในวังวนนั้น

    นั่นคือวิธีที่ฉันจะใช้เพื่อชักจูงจิตใจของพวกเขาให้กลายมาเป็นกำลังรบให้กับฉันในการพาฉัน คุณเยลโล่ กับคุณจาวิสที่หมดพลังหนีออกไปจากที่นี่



    เผ่ายักษ์ที่มากด้วยพลังกาย

    เผ่าภูติที่มีพลังควบคุมธรรมชาติ

    เผ่ามนุษย์มดผู้แข็งแกร่ง

    เผ่ามนุษย์นกยอดนักล่า

    เผ่ามนุษย์ผู้หลากความสามารถ

    คิดว่าการรวมตัวของทั้งห้าเผ่านี้จะแข็งแกร่งขนาดไหนกันละคะ?

    ต่อให้ไม่ใช่เป็นนักรบ แต่ถ้ายุขึ้น ก็จะกลายเป็นนักรบที่น่ากลัวได้

    อย่าได้ดูถูกพลังของชาวบ้านธรรมดาเดินดินเป็นอันขาดค่ะ

    "พวกท่าน ล้วนแต่แข็งแกร่งค่ะ"

    ดวงตาของพวกเขาเริ่มที่จะมีไฟสู้ขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว

    ในขณะเดียวกัน เสียงย่ำเท้าจากช่องบันไดก็เริ่มดังเข้ามาใกล้มากขึ้นเช่นกัน

    "ฉันมีแผนการ มาแหกคุกแล้วมีชีวิตรอดกลับบ้านไปพร้อมกันเถอะค่ะทุกท่าน"



    ***นักรบนิรนามของชนเผ่าหมาป่า

    เสียงของเจ้าบ้าสองตัวที่เฝ้าคุกด้านล่างมันเงียบหายไปเลย

    ไม่ยอมขานรับ ไม่ยอมรายงาน

    ราวกับว่าตัวตนของมันได้จางหายไปจากโลกใบนี้ไปแล้ว

    "... มากับข้าหน่อย มันดูผิดปกติยังไงก็ไม่รู้"

    "ได้"

    ข้าพาพรรคพวกสามคนเดินลงมาตามช่องบันไดใต้ดิน

    เดินลึกลงมาจนแสงเทียนจากห้องโถงเริ่มมืดลง แล้วเหลือแต่เพียงแสงจากตะเกียงเล็ก ๆ ที่ถือเอาไว้ในมือ



    หลังจากที่เดินลงงมาได้ครึ่งเส้นทาง

    "กลิ่น...เลือด? "

    ข้าก็เริ่มได้กลิ่นของคาวเลือด

    จมูกเผ่าหมาป่าอย่างข้าไม่มีทางรับรู้ผิดพลาดแน่นอน

    หรือว่าเจ้าสองคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย!



    "เร่งฝีเท้ากันหน่อยทุกคน! "

    ข้ารีบวิ่งลงไปตามบันไดดิน

    อุโมงค์ที่เกิดขึ้นจากการถูกขุดดินขึ้นมาอย่างหยาบ เริ่มยุบตัวเป็นหลุมตามน้ำหนักเท้าที่ย่ำลงไป

    แล้วสิ่งที่รอข้าอยู่ ณ ปลายทางของอุโมงค์นั้น

    "ไม่จริง..."

    มันคือภาพของนรก



    ร่างของเพื่อนรักถูกถลกหนังออกมาตั้งแต่จากหัวจรดเท้า

    ส่วนของผิวหนังถูกจับขึงอยู่ตรงลูกกรงภายในห้อง

    เลือดและเนื้อที่เหลือ ถูกนำมาวางกองบนโต๊ะข้างแสงเทียน เพื่อให้แสงจากเทียนสะท้อนกับผิวเนื้อจนเห็นชัดถนัดตา

    เห็นเนื้อกับเลือดสด ๆ ที่ยังคงดิ้นพล่านราวกับมีชีวิตอยู่

    ร่างของเพื่อนรักข้า ร่างที่น่าสยดสยองนั้น… มัน… ถูกนำมาตั้งตรงตำแหน่งที่เห็นได้ชัดจากอุโมงค์ทางเดินที่ข้ากำลังยืนอยู่

    ราวกับเป็นการกระทำที่จงใจ เพื่อเย้ยหยันคนที่รีบเร่งฝีเท้ามาช่วยเพื่อนรักอย่างข้าคนนี้



    "มันเป็นฝีมือของใครกัน! "

    หัวใจของข้าแทบจะแตกสลายลง

    ภายในกรงขังยังคงมีเงาของตัวประกันปรากฏให้เห็น

    ถ้าไม่ใช่ฝีมือของพวกมัน แล้วมันเป็นฝีมือของใครกัน!?

    ว่าแล้วเท้าของข้าก็เริ่มออกตัววิ่งไปในทันที

    กระทืบแผ่นดินที่อ่อนนุ่มสุดแรง แล้วมุ่งตรงไปที่ร่างกายของเพื่อนรัก

    อยากจะไปถึงตรงนั้นให้เร็วที่สุด เพื่อว่ายังอาจจะมีหนทางช่วย---



    ฉับพลันนั้นเองที่ข้ารู้สึกว่าเวลารอบตัวเริ่มไหลเชื่องช้าลง

    ---นั่นใคร?

    ทำไมถึงมีเผ่าอสูรกายยักษ์มายืนดักรออยู่ตรงกำแพงที่ช่องทางเข้าของคุกได้?

    ทำไมโซ่นักโทษที่ควรล่ามข้อมือของพวกมัน ถึงถูกนำมาถือเอาไว้ในลักษณะของอาวุธ?

    "... อ๊ะ? "

    พอดูให้ดี พวกนักโทษในกรงมันสวมโซ่ตรวนแบบหลอกลวงอยู่นี่หว่า!

    หรือว่าพวกมันจงใจวางศพของเพื่อนข้าในสภาพที่โหดร้าย เพื่อหลอกให้ข้าโกรธจนขาดความเยือกเย็นรอบคอบ?

    เพื่อล่อให้ข้าไม่ทันได้ตระหนักถึงความจริงของสถานการณ์?



    ในมือของพวกอสูรยักษ์ คือโซ่ตรวนที่ลามเข้าก้อนโลหะทรงกลมสีขาวที่เอาไว้ใช้ถ่วงน้ำหนักตัวประกัน

    ถ้าถูกสิ่งนั้นทุบ ต่อให้สวมฮูทป้องกันส่วนหัว ยังไงก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้

    ขยับสิ

    ร่างกายของข้า... รีบขยับหลบมันสิ!

    แต่ทว่ามันไม่ยอมขยับ

    สมองไม่อาจสั่งการร่างกายได้ทันเวลา

    ข้าเริ่มรู้สึกว่าเวลารอบตัวกำลังจะไหลกลับมาเป็นตามปกติ

    อ๊า… นี่สินะ ที่เขาเรียกว่ายามที่ตัวเองจะตาย จะเห็นทุกสิ่งรอบตัวเชื่องช้าลงนะ?

    ข้าได้ยินเสียงของโซ่เหล็กที่วิ่งเคลื่อนไปในอากาศ

    ข้าได้ยินเสียงลูกตุ้มที่หนักอึ้งกำลังร่วงหล่นลงมา

    และได้ยิน… เสียงของเนื้อที่สาดกระจาย ดังมาจากเหนือศรีษะของตัวเองในเวลาต่อมา…