***ว่าที่ราชินี [แฟต]
ถึงไม่รู้ว่าทำไมโดนจับตัวมา แต่ก็จะพอเดาได้ลาง ๆ อยู่
ศัตรูคือพวกชนเผ่าท้องถิ่นของทวีปนี้ ดังนั้นคงมีอยู่แค่เหตุผลเดียวเท่านั้น
จับตัวประกันเพื่อเรียกร้องอะไรสักอย่างจากรัฐบาลของพวกเรา
“โซ่แค่นี้เอาพวกเราไม่อยู่หรอก”
ฉันพูดกับตัวเองอย่างมั่นใจ
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กล้าพูดเช่นนั้น เป็นเพราะว่าภายในห้องขังนี้มีคนอยู่รวมกันมากถึง 60 คน โดยเป็นเผ่ายักษ์มากถึง 20 คน
แต่ละคนจะถูกโซ่สีขาวเส้นเล็ก ๆ ล่ามเอาไว้
บางคนถูกล่ามมัดกับลูกเหล็กทรงกลมสีขาวที่หนัก
บางคนก็แค่ล่ามข้อมือกับขาให้ติดกัน
บางคนถูกขึงตรึงเอาไว้กับผนังเหมือนอย่างฉัน
มีเพียงเผ่ามนุษย์มดอย่างพวกฉัน ที่ถูกขึงเอาไว้บนกำแพง
อาจจะเพราะกลัวรูปลักษณ์ของพวกเราละมั้ง?
ส่วนเผ่ายักษ์ทุกคน จะถูกโซ่พันเอาไว้รอบตัวแทน
ดูแล้วทำได้แต่คิดว่าเป็นการดูถูกเผ่ายักษ์อย่างมาก
คิดว่าโซ่สีขาวเส้นเล็กแค่นี้ จะต้านแรงควายของเผ่ายักษ์ได้หรือ?
“ฮึย! โซ่บ้าอะไรวะ เหนี่ยวเป็นบ้า! ”
หรือว่าจะต้านไหว…
มีเผ่ายักษ์คนหนึ่งกำลังพยายาเค้นแรงสุดตัวเพื่อกระชากโซ่สีขาวที่พันรอบตัวให้ขาดออกจากกัน
แต่มันกลับไม่ยอมขาดออกจากกัน
ดูท่าโซ่สีขาวนี้จะใช้ [เฮเดส] ที่ว่ากันว่าเหนี่ยวและแข็งแกร่งที่สุดของพวกชนเผ่าในการสร้างขึ้นมาสินะ?
ฉันหันไปมองคุณจาวิสที่กำลังนั่งอยู่ข้างคุณเยลโล่
“ปล่อยผมนะ! ปิว! ”
เจ้าหนูน้อยเผ่าภูติผมสีเงินกำลังร้องโวยวายด้วยใบหน้าที่มีน้ำนองคลอเป้าตา
ร่างกายของเขาดิ้นรนไปมาอยู่กับพื้นดินของห้องขังที่อับชื้นอยู่ด้านข้างคุณจาวิส
คิดว่าคงไม่มีทางหวังพึ่งพลังวิทยาศาสตร์เวทมนตร์จากคุณภูติผู้น่าผิดหวังคนนี้ได้
“มีแต่ต้องพึ่งคุณจาวิสแล้วสินะคะ? ”
คุณจาวิสคือหุ่นยนต์รับใช้รูปร่างหญิงสาวชาวมนุษย์ที่ถูกสร้างโดยยอดนักวิทยาศาสตร์ยะมะโตะ
มีดวงตาสีฟ้าดูอ่อนโยน ไว้ผมยาวเหยียดตรงสีฟ้าประดุจผืนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ และสวมชุดเมดสีขาวเป็นจุดขายประจำตัว
พลังของเธอไม่มีทางเป็นรองใครในสถานที่คุมขังแห่งนี้แน่นอน
“คุณจาวิสค่ะ รบกวนช่วยแหกคุกให้พวกเราทีค่ะ”
“...”
“เออ… คุณจาวิส? ”
“...”
ไร้การตอบสนอง...
ดูท่าว่าพลังงานของคุณจาวิสคงหมดไปเสียแล้ว
มาคิดดู ระดับคุณจาวิสไม่มีทางถูกจับตัวมาได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว
คงต้องพูดว่าเป็นเหตุบังเอิญที่โชคร้ายเสียจริงค่ะ
“งั้นช่วยไม่ได้ เหลือแค่วิธีสุดท้ายแล้วเท่านั้น”
ฉันจ้องไปที่ยามหมาป่าสองคนข้างนอกกรง
คุกใต้ดินแห่งนี้ชื้นแฉะ เล็ก เหม็นอับ แล้วยังมืด
มีเพียงแค่แสงเทียนเล็ก ๆ จากบนโต๊ะไม้ข้างนอกกรงเท่านั้น ที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีแสงสว่างเรืองรอง
เส้นทางหนีมีทางเดียว คืออุโมงค์บันไดดินคับแคบตรงฝั่งด้านหลังของยามพวกนั้น
“นี่ คุณยามคะ? ”
“หืม? พูดภาษาของพวกเราได้ด้วยหรือเจ้าอสูรแมลง? ”
“ที่นี่คือ… ที่ไหนหรือคะ? ”---
เพื่อให้เกิดแผนการที่ดีที่สุด ฉันจะต้องเข้าใจศัตรูให้ได้ก่อน
เพ่งดูพฤติกรรมของพวกเขา คิดวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่เขาจะเลือกกระทำ แล้วจินตนาการณ์ถึงอนาคตที่น่าจะเกิดขึ้นเพื่อเตรียมการรับมือ
ยิ่งเข้าใจ ก็จะยิ่งรู้ถึงพฤติกรรมที่พวกเขาจะเลือกกระทำ และรู้ถึงพฤติกรรมที่ตามมา ก็จะยิ่งสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น
นั่นคือสิ่งที่คุณแม่ได้เคยสอนเอาไว้
---“เพราะแบบนี้ พวกข้าเลยต้องจับพวกเจ้ามาเป็นตัวประกันยังไง ถ้าทำตัวดี ๆ พวกข้าก็ไม่ฆ่าทิ้งหรอกนะ”
ถึงตอนแรกพวกมันจะทำท่าไม่อยากคุยด้วย แต่พอฉันชวนคุยไม่หยุดเพียงฝ่ายเดียวนาน ๆ เข้า พวกมันคนหนึ่งที่มีขนสีขาวก็เริ่มทนไม่ไหว แล้วยอมหันมาคุยกับฉันในท้ายที่สุด
คุณเจ้าหมาป่าขนสีขาวดูเป็นคนอ่อนโยนพอสมควร เลยยอมที่จะหันมาคุยกับตัวประกันอย่างฉันคนนี้
ส่วนคนที่มีขนสีเทา ดูจะเป็นพวกหัวรุนแรงชอบใช้กำลัง
ทั้งสองคนมีนิสัยต่างกันสุดขั้ว เป็นการจับคู่ที่แปลกประหลาดแต่ดันลงตัวได้อย่างมีเสน่หา
แต่ทั้งสองคนมีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่
คือมีดวงตาที่แสดงถึงความแค้นบางอย่างต่อเผ่าที่มาจากทวีปคริสตัลอย่างพวกเรา
เอาละ ตอนนี้ฉันคิดว่าได้รับรู้ลักษณะนิสัยของอีกฝ่ายมาเพียงพอแล้ว
จะไม่มีความสงสารต่อศัตรูที่จับตัวฉันหรือเพื่อนมาเจออันตรายแบบนี้เด็ดขาด
ฉันจะสังหารพวกเขาเพื่อหนีออกไปค่ะ
และไม่เลือกวิธีการด้วย
กับคนประเภทนี้… คงต้องใช้วิธี---
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด! ”
ฉันเริ่มแผดเสียงกรีดร้องแหลมบาดหูดังก้องไปทั่วคุกใต้ดิน
“ปะ… เป็นอะไรขึ้นมากันเนี่ย!? ”
“เงียบ… เงียบเดียวนี้! ”
คุณมนุษย์หมาป่าทั้งสองคนชักดาบเล่มโตที่เหน็บอยู่ข้างตัวขึ้นมาถือเอาไว้
“ถ้าไม่หุบปาก เดียวจะช่วยหยุดปากนั้นให้เอง! ”
คุณหมาป่าหนุ่มคนที่มีขนสีเทาพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่
แต่ฉันไม่สนใจคำขู่นั้น
เพราะในหัวของฉันได้วาดภาพถึงเหตุการณ์อนาคต และคิดถึงฉากจบที่สมบูรณ์แบบเอาไว้อยู่ในหัวแล้ว
“ตาย---”
“เดียว! ยัยนั่นอยู่ในรายชื่อตัวประกันสำคัญ จะปล่อยให้ตายไม่ได้นะ”
“ทุบตีนิดหน่อยคงไม่ถึงตายหรอก”
โฮ่?
รู้สึกว่าได้ยินข้อมูลดี ๆ มาอย่างหนึ่งแล้วแฮะ
“พวกแกถอยไปชิดผนังซะ! ”
คุณหมาป่าขนสีเทาเริ่มแทงดาบเข้ามาในลูกกรงอย่างรุนแรงเป็นเชิงข่มขู่
พวกนักโทษในกรงต่างรีบวิ่งไปยืนชิดผนังแล้วตัวสั่นอย่างหวาดกลัว
มีเพียงเผ่ายักษ์กับเผ่ามนุษย์มดอย่างฉัน ที่จับจ้องกลับไปที่พวกมันด้วยสายตาอาฆาตแค้น ก่อนจะเริ่มทำตามคำสั่งนั่งนิ่ง ๆ อยู่กับที่
“หึ หึ หึ เป็นเผ่าอสูรกายแมลงที่ตัวเล็กแคระแกร็นผิดชาวบ้าน แล้วยังกล้ามาชวนคุยพร้อมกับทำเสียงหนวกหูรบกวนพวกข้าอีก แต่ข้าไม่ได้ใจดีเหมือนเจ้ามูนไลท์เพื่อนของข้าตรงนั้นหรอกนะ”
มันเดินเข้ามาในกรง โดยมีคุณหมาป่าขนสีขาวยืนเฝ้าระวังอยู่ตรงประตูห้องขัง
[ตัวเล็ก] อย่างงั้นหรือ?
งั้นเดียวจะแสดงให้เห็นเอง ว่าระดับ [มดทาส] อย่างฉันทำอะไรได้บ้าง
“จงสำนึกเสียใจที่บังอาจมาทำความรำคาญให้กับข้าซะ! ”
มันง้างแขนขวาขึ้นสูง แล้วทุบลงมาที่กลางกระหม่อมของฉันเต็มแรง
เกิดเสียงอะไรสักอย่างที่บุบสลาย ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของเนื้อที่ถูกฉีกขาดออกจากร่างกาย
“ต่อให้เห็นเป็นแค่มดทาส แต่เขี้ยวของมดทาสเองก็แกร่งไม่แพ้ระดับมดทหารเลวเลยนะคะ คุณไม่ทราบอย่างงั้นหรือคะ? ”
เลือดสีน้ำเงินจำนวนมากเริ่มไหลรินลงมาจากเขี้ยวในปากของฉัน
“อะ…”
ลมหายใจของเจ้าหมาป่าขนสีเทาเริ่มขาดช่วง
ดวงตาดำเริ่มจางหาย สิ้นเสียงวาจา แล้วล้มตัวลงไปกองกับพื้น0
สิ่งที่ฉันทำ คือการรอจังหวะใช้เขี้ยวของตัวเอง กัดลึกลงไปในแขนของเขาในตอนที่เขาทุบใส่หัวฉัน
กัดแขนของเขา แล้วดึงให้เข้ามาใกล้ กระชากให้เสียสมดุลร่างกายจนล้มตัวลง แล้วจมเขี้ยวของฉันเข้าไปในคอหอยเพื่อปลิดชีพของมันลง
“คะ… คันไซต์! ”
คุณเพื่อนที่มีขนสีขาวเริ่มตะโกนออกมาอย่างตื่นตระหนก
“แก! ”
เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แล้วจับดาบวิ่งตรงเข้ามาทางฉันเพื่อหมายเอาชีวิต
สิ่งที่เขาควรทำ คือการตั้งสติแล้วไปเรียกคนมาช่วย
ดูจากการที่มันยอมเข้ามาคุยกับฉันที่เป็นศัตรูได้อย่างหน้าตาเฉย มันสามารถมองได้ว่าเป็นพวกที่ไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังอย่างถี่ถ้วนเท่าไหรนัก
เป็นพวกประเภทที่มักถูกดึงให้ไหลไปกับสถานการณ์ได้ง่าย
คนแบบเขา ถ้าเห็นเพื่อนถูกฆ่าตรงหน้า จะต้องโกรธจัดจนลืมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไหลไปตามสถานการณ์อย่างแน่นอน
และมันเป็นเช่นนั้นจริง
เขามันลืมแม้แต่ที่จะลั่นประตูกรงกลับเข้าไป
ลืมจนไม่ทันรู้ตัวว่ามีเขาเพียงตัวคนเดียว ณ เวลานี้
ตัวคนเดียวต่อหน้าตัวประกันทั้งหมด 60 คน
“รบกวนช่วยแสดงพลังของเผ่ายักษ์ให้เเป็นขวัญตาทีค่ะทุกท่าน”
“!! ”
ภาพที่เผ่ามนุษย์มดตัวเล็กอย่างฉันใช้เขี้ยวสังหารศัตรูที่ตัวใหญ่กว่าเกือบเท่าตัวลงมาได้นั้น มันจะกลายเป็นแรงบันดาลใจกระตุ้นความดิบเถือนของเผ่ายักษ์ให้เดือดพล่าน
คำพูดของฉันจึงมีพลังมากพอที่จะเคลื่อนไหวเผ่ายักษ์ที่ถูกขังอยู่ในกรงนี้ให้ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้
“ขยี้แม่งเลยพวกเรา! ”
ไม่สิ
แม้แต่เผ่าอื่นที่ไม่ใช่เผ่ายักษ์ ก็ยังคิดจะร่วมต่อสู้ด้วยเช่นกัน
ดูท่าการกระตุ้นต่อต้านของฉัน จะมีผลต่อจิตใจต่อพวกเขามากกว่าที่คิดเอาไว้อีกแฮะ
"เฮ้ย!? "
คุณหมาป่าขาวเริ่มตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้น
เขารีบตวัดดาบเล่มสีขาวในมือ เล็งไปที่คอของชายเผ่ามนุษย์คนหนึ่งตรงหน้า
เลือดสีแดงสาดกระเซ็นราวน้ำพุ กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งเต็มห้องขัง
แต่ความตายของนักโทษเพียงคนเดียว ไม่อาจที่จะหยุดความบ้าคลั่งของทุกคนที่กำลังลุกโชน
สตรีกับบุรุษเผ่ายักษ์ที่วิ่งช้ากว่า ต่างเริ่มเข้าประชิดตัวคุณหมาป่าขาวได้สำเร็จ
พวกเขาพุ่งกระแทกเข้าใส่อย่างรุนแรง ในจังหวะที่คุณหมาป่าขาวกำลังชักดาบกลับออกมาจากร่างของมนุษย์เพศชายผู้โชคร้ายคนนั้น
โซ่ที่พันธนาการรอบกายของพวกเผ่ายักษ์ กลับกลายเป็นผิวสัมผัสที่แหลมคมอันร้ายกาจ
เสียงกระแทกที่ดังกังวาล ทำให้ฉันนึกถึงภาพของรถบรรทุกสิบล้อที่หนักเป็นตัน
ร่างของคุณหมาป่าขาวพุ่งลอยข้ามกรงขัง ทะลุผ่านประตูที่เปิดทิ้งเอาไว้ แล้วฝังลงไปในผนังดินที่อยู่ด้านนอก
เลือดจำนวนมากไหลทะลักออกมาจากปากของเขา
แขนขาหักบิดเบี้ยว ดวงตาขาวโพลนไร้วิญญาณ
คงตายคาที่ไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย…
"รีบใช้โอกาสนี้ค้นหากุญแจกันเถอะค่ะ"
"ผะ… ผมจัดการเอง ปิว! . .. ว่าแต่… แฟตไม่เป็นไรหรือ? หัว…หัวเธอมันบุบลงไปเลยนะปิว! "
"หมายถึงที่โดนทุบเมื่อกี้หรือคะ? จริงอยู่ว่าเจ็บ แต่แค่นี้ไม่พอฆ่าเผ่ามนุษย์มดหรอกค่ะ"
“พะ… พูดจริงนะ ปิว? "
"จริงค่ะ"
"... ถ้าอย่างงั้นผมไปหากุญแจก่อนนะปิว! "
ว่าแล้วคุณเยลโล่ก็วิ่งออกไปค้นหากุญแจจากศพตรงหน้า
"เจอแล้ว! "
เขาใช้ปากคาบกุญแจออกมาด้วยสภาพที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดสีน้ำเงิน
ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงสามารถหลุดออกมาจากพันธนาการของโซ่ตรวนได้สำเร็จ
แต่การแหกคุกมันพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
"ข้างล่างนั้นเกิดอะไรขึ้น! "
ว่าแล้วต้องมีเวรยามเฝ้าอยู่ข้างบนด้วย
"กะ---กำลังเสริมอย่างงั้นเรอะ!? "
พวกตัวประกันที่โห่ร้องอย่างดีใจเมื่อกี้ เริ่มแสดงความวิตกกังวลออกมาทางใบหน้า
พวกเขาไม่ใช่ทหารอาชีพ จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมากับคำว่า “กำลังเสริม”
แต่ไฟที่จุดติดไปแล้ว ฉันไม่คิดที่จะยอมให้มันดับลงง่าย ๆ หรอก
"ทุกท่านค่ะ ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกค่ะ"
ฉันดึงสติทุกคนให้กลับมาด้วยเสียงของตัวเอง
"กระสุนได้ลั่นออกไปแล้ว พวกเราไม่มีที่ให้ย้อนกลับอีกแล้วค่ะ"
ฉันชี้ไปที่ศพของศัตรูทั้งสองคน กับศพของเผ่ามนุษย์ที่จมกองเลือดอยู่ในห้องขัง
"ศัตรูไม่ปล่อยพวกเราแน่นอนค่ะ ตอนนี้ถ้าไม่สู้ มีแต่ความตายเท่านั้นที่รอคอยค่ะ"
พวกเขาต่างเริ่มมีใบหน้าซีดเผือดเพราะคำพูดของฉัน
ขู่เท่านี้น่าจะพอแล้วสินะ
"แต่พวกเราทั้ง 59 คน มีครบทุกเผ่า ถ้าร่วมมือกัน จะต้องผ่านพ้นไปได้แน่นอนค่ะ"
ขู่ให้กลัวจนมืดอับจนหนทาง แล้วหยอดแสงสว่างแห่งความหวังลงไปในวังวนนั้น
นั่นคือวิธีที่ฉันจะใช้เพื่อชักจูงจิตใจของพวกเขาให้กลายมาเป็นกำลังรบให้กับฉันในการพาฉัน คุณเยลโล่ กับคุณจาวิสที่หมดพลังหนีออกไปจากที่นี่
เผ่ายักษ์ที่มากด้วยพลังกาย
เผ่าภูติที่มีพลังควบคุมธรรมชาติ
เผ่ามนุษย์มดผู้แข็งแกร่ง
เผ่ามนุษย์นกยอดนักล่า
เผ่ามนุษย์ผู้หลากความสามารถ
คิดว่าการรวมตัวของทั้งห้าเผ่านี้จะแข็งแกร่งขนาดไหนกันละคะ?
ต่อให้ไม่ใช่เป็นนักรบ แต่ถ้ายุขึ้น ก็จะกลายเป็นนักรบที่น่ากลัวได้
อย่าได้ดูถูกพลังของชาวบ้านธรรมดาเดินดินเป็นอันขาดค่ะ
"พวกท่าน ล้วนแต่แข็งแกร่งค่ะ"
ดวงตาของพวกเขาเริ่มที่จะมีไฟสู้ขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
ในขณะเดียวกัน เสียงย่ำเท้าจากช่องบันไดก็เริ่มดังเข้ามาใกล้มากขึ้นเช่นกัน
"ฉันมีแผนการ มาแหกคุกแล้วมีชีวิตรอดกลับบ้านไปพร้อมกันเถอะค่ะทุกท่าน"
***นักรบนิรนามของชนเผ่าหมาป่า
เสียงของเจ้าบ้าสองตัวที่เฝ้าคุกด้านล่างมันเงียบหายไปเลย
ไม่ยอมขานรับ ไม่ยอมรายงาน
ราวกับว่าตัวตนของมันได้จางหายไปจากโลกใบนี้ไปแล้ว
"... มากับข้าหน่อย มันดูผิดปกติยังไงก็ไม่รู้"
"ได้"
ข้าพาพรรคพวกสามคนเดินลงมาตามช่องบันไดใต้ดิน
เดินลึกลงมาจนแสงเทียนจากห้องโถงเริ่มมืดลง แล้วเหลือแต่เพียงแสงจากตะเกียงเล็ก ๆ ที่ถือเอาไว้ในมือ
หลังจากที่เดินลงงมาได้ครึ่งเส้นทาง
"กลิ่น...เลือด? "
ข้าก็เริ่มได้กลิ่นของคาวเลือด
จมูกเผ่าหมาป่าอย่างข้าไม่มีทางรับรู้ผิดพลาดแน่นอน
หรือว่าเจ้าสองคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย!
"เร่งฝีเท้ากันหน่อยทุกคน! "
ข้ารีบวิ่งลงไปตามบันไดดิน
อุโมงค์ที่เกิดขึ้นจากการถูกขุดดินขึ้นมาอย่างหยาบ เริ่มยุบตัวเป็นหลุมตามน้ำหนักเท้าที่ย่ำลงไป
แล้วสิ่งที่รอข้าอยู่ ณ ปลายทางของอุโมงค์นั้น
"ไม่จริง..."
มันคือภาพของนรก
ร่างของเพื่อนรักถูกถลกหนังออกมาตั้งแต่จากหัวจรดเท้า
ส่วนของผิวหนังถูกจับขึงอยู่ตรงลูกกรงภายในห้อง
เลือดและเนื้อที่เหลือ ถูกนำมาวางกองบนโต๊ะข้างแสงเทียน เพื่อให้แสงจากเทียนสะท้อนกับผิวเนื้อจนเห็นชัดถนัดตา
เห็นเนื้อกับเลือดสด ๆ ที่ยังคงดิ้นพล่านราวกับมีชีวิตอยู่
ร่างของเพื่อนรักข้า ร่างที่น่าสยดสยองนั้น… มัน… ถูกนำมาตั้งตรงตำแหน่งที่เห็นได้ชัดจากอุโมงค์ทางเดินที่ข้ากำลังยืนอยู่
ราวกับเป็นการกระทำที่จงใจ เพื่อเย้ยหยันคนที่รีบเร่งฝีเท้ามาช่วยเพื่อนรักอย่างข้าคนนี้
"มันเป็นฝีมือของใครกัน! "
หัวใจของข้าแทบจะแตกสลายลง
ภายในกรงขังยังคงมีเงาของตัวประกันปรากฏให้เห็น
ถ้าไม่ใช่ฝีมือของพวกมัน แล้วมันเป็นฝีมือของใครกัน!?
ว่าแล้วเท้าของข้าก็เริ่มออกตัววิ่งไปในทันที
กระทืบแผ่นดินที่อ่อนนุ่มสุดแรง แล้วมุ่งตรงไปที่ร่างกายของเพื่อนรัก
อยากจะไปถึงตรงนั้นให้เร็วที่สุด เพื่อว่ายังอาจจะมีหนทางช่วย---
ฉับพลันนั้นเองที่ข้ารู้สึกว่าเวลารอบตัวเริ่มไหลเชื่องช้าลง
---นั่นใคร?
ทำไมถึงมีเผ่าอสูรกายยักษ์มายืนดักรออยู่ตรงกำแพงที่ช่องทางเข้าของคุกได้?
ทำไมโซ่นักโทษที่ควรล่ามข้อมือของพวกมัน ถึงถูกนำมาถือเอาไว้ในลักษณะของอาวุธ?
"... อ๊ะ? "
พอดูให้ดี พวกนักโทษในกรงมันสวมโซ่ตรวนแบบหลอกลวงอยู่นี่หว่า!
หรือว่าพวกมันจงใจวางศพของเพื่อนข้าในสภาพที่โหดร้าย เพื่อหลอกให้ข้าโกรธจนขาดความเยือกเย็นรอบคอบ?
เพื่อล่อให้ข้าไม่ทันได้ตระหนักถึงความจริงของสถานการณ์?
ในมือของพวกอสูรยักษ์ คือโซ่ตรวนที่ลามเข้าก้อนโลหะทรงกลมสีขาวที่เอาไว้ใช้ถ่วงน้ำหนักตัวประกัน
ถ้าถูกสิ่งนั้นทุบ ต่อให้สวมฮูทป้องกันส่วนหัว ยังไงก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้
ขยับสิ
ร่างกายของข้า... รีบขยับหลบมันสิ!
แต่ทว่ามันไม่ยอมขยับ
สมองไม่อาจสั่งการร่างกายได้ทันเวลา
ข้าเริ่มรู้สึกว่าเวลารอบตัวกำลังจะไหลกลับมาเป็นตามปกติ
อ๊า… นี่สินะ ที่เขาเรียกว่ายามที่ตัวเองจะตาย จะเห็นทุกสิ่งรอบตัวเชื่องช้าลงนะ?
ข้าได้ยินเสียงของโซ่เหล็กที่วิ่งเคลื่อนไปในอากาศ
ข้าได้ยินเสียงลูกตุ้มที่หนักอึ้งกำลังร่วงหล่นลงมา
และได้ยิน… เสียงของเนื้อที่สาดกระจาย ดังมาจากเหนือศรีษะของตัวเองในเวลาต่อมา…