“เดี๋ยวหมอหลวงก็จะทายาให้พวกท่านแบบนี้” มู่หยางจินที่หงุดหงิดจากการดูแลอย่างดีเกินไปของหมอหลวงพูดบอกซ่งเสวี่ยนลู่และเสิ่นอี้หาน เขาไม่ชอบใจที่ฮ่องนั้นก็เห็นอยู่ว่าแผลของเขาใกล้จะหายดีแล้ว แต่ก็ยังบังคับให้หมอหลวงใส่ยาให้เขาอีก
“แผลของข้าหายดีแล้วท่านอ๋องน้อย” ซ่งเสวี่ยนลู่รีบบอกอาการของตนทันที ไม่อยากได้รับการรักษาแบบนี้
“ข้าเองก็เช่นกัน หายดีแล้ว ไม่เจ็บปวดตรงไหนเลย” เสิ่นอี้หานก็รีบพูดขึ้นเช่นกัน
“การเดินทางราบรื่นดีใช่หรือไม่ท่านชายเสิ่น” คราวนี้มู่หยางหย่งเล่อหันมาสนใจเสิ่นอี้หานเมื่อเขาเห็นว่ามู่หยางจินทายาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“เรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ คงเพราะท่านอ๋องน้อยเก็บกวาดได้สะอาดตอนที่เดินทางไปซานเป่ยพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นอี้หานพูดกับฮ่องเต้อย่างนอบน้อมสุภาพ
“อย่างนั้นหรือ ท่านอาเสิ่นกับพระชายาสบายดีหรือไม่”
“บิดามารดากระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ ทั้งสองท่านฝากความคิดถึงมาถึงพระองค์ด้วย”
“ข้าก็คิดถึงทั้งสองท่านเช่นกัน คิดว่าจะเดินทางมาด้วยกันเสียอีก”
“เสิ่นเยว่เอ๋อร์น้องสาวของกระหม่อมไม่สบายพ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อท่านแม่จึงอยู่ดูแล”
“ป่วยเป็นอะไรหรือ”
“เล่นซนจนตกน้ำพ่ะย่ะค่ะ โชคดีที่ท่านอ๋องน้อยช่วยไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่ได้พบนางอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ
“ร้ายแรงอย่างนั้นเลยหรือ แล้วเป็นอะไรมากหรือไม่”
“ไม่ร้ายแรงพ่ะย่ะค่ะ ก่อนที่กระหม่อมจะเดินทางมาเมืองหลวง อาการดีขึ้นบ้างแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังไม่หายดี”
“น่าเสียดาย ไม่อย่างนั้นทุกคนคงได้เข้าวังมาร่วมงาน”
“เสด็จพี่ กระหม่อมทายาเสร็จแล้ว ถึงคราวท่านเสวี่ยนลู่กับท่านอี้หานแล้ว” มู่หยางจินที่กำลังสวมเสื้อกล่าวทักท้วง เมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่ยอมให้หมอหลวงรักษาพวกเขาเสียที
“กระหม่อมหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นอี้หานรีบกล่าวแย้ง ด้วยกลัวว่าตนต้องเปลื้องผ้าให้หมอหลวงรักษาในห้องทรงงานเหมือนมู่หยางจิน
“ท่านหมอ จ่ายยาให้พวกเขาเหมือนหนิงอันอ๋อง” ฮ่องเต้หันไปสั่งงานหมอหลวง มู่หยางจินไม่พอใจแต่ก็เก็บอาการไว้ ไม่อยากทะเลาะกับฮ่องเต้ต่อหน้าคนอื่น
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” หมอหลวงรับคำสั่ง และเดินออกจากห้องทรงงานไป
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
“จินเอ๋อร์พี่ให้เจ้าไปรับตัวเจ้าสาว ไม่ได้ให้ไปไล่ล่าหมาป่าภูเขา ทำไมชอบทำเรื่องเสี่ยงอันตรายนักนะ” มู่หยางหย่งเล่อบ่นน้องชายที่ชอบหาเรื่องให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ ถึงแม้มู่หยางจินจะไม่ได้รับบาดเจ็บหนักเหมือนอย่างที่เขาเคยโดนฝูงหมาป่าภูเขาทำร้ายเมื่อนานมาแล้ว แต่เขารู้ดีว่าบาดแผลจากกรงเล็บหมาป่าภูเขานั้นเจ็บปวดเพียงใด
“ข้าไม่ได้ไปล่าพวกมัน ข้าแค่อยากเห็นตัวมันกับตา”
“ได้เห็นแล้วเป็นอย่างไร ไม่เห็นแล้วเป็นอย่างไร เก็บแรงของเจ้าเอาไว้ไปต่อสู้กับพวกโจรพวกข้าศึกดีกว่าเอามาเสียเปล่ากับสัตว์ป่าที่ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้เจ้าไม่ดีกว่าหรือจินเอ๋อร์” มู่หยางหย่งเล่อพูดกับน้องชายหัวรั้นอย่างเหนื่อยใจ
“ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านพี่เป็นห่วง” มู่หยางจินสำนึกได้ว่าตนผิด เขาสำนึกแล้วว่าเพราะความอยากรู้อยากเห็นของเขานั้นทำให้ตนเองและผู้อื่นได้รับอันตรายจนเกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่เขาเทียนเสวี่ยเสียแล้ว
“ก็ยังดีที่รู้ผิด ทำโทษกักบริเวณห้ามออกจากวังหลวงหนึ่งเดือน”
“ฝ่าบาท กระหม่อมทำความชอบด้วยการคุ้มกันว่าที่ฮองเฮากลับมาวังหลวงอย่างปลอดภัย ไม่ทรงพระราชทานบำเหน็จแต่กลับทำโทษหรือพ่ะย่ะค่ะ” มู่หยางจินโอดครวญเมื่อรู้ว่าจะไม่ได้ออกจากวังหลวงตั้งหนึ่งเดือน
“ข้าทำโทษเจ้าในฐานะพี่ชาย ไม่ใช่ฐานะฮ่องเต้”
“ถ้าอย่างนั้น ท่านพี่เห็นแก่ที่ข้าทำความดีนำว่าที่พี่สะใภ้มาส่งให้ท่านอย่างปลอดภัย ข้าขอรางวัลด้วยการยกเว้นโทษทุกอย่างที่ข้าต้องได้รับจากการเดินทางไปกลับซานเป่ยและเมืองหลวงได้หรือไม่ขอรับ” มู่หยางจินรีบเปลี่ยนคำพูดกล่าวอย่างกันเองกับมู่หยางหย่งเล่อทันที ด้วยรู้นิสัยพี่ชายว่าไม่ชอบให้เขาพูดแบบเป็นทางการด้วย
“เจ้าช่างโลภมาก ระหว่างทางเจ้าทำเรื่องมากมายอย่าคิดว่าพี่ไม่รู้ ก็ได้ เห็นแก่ที่เจ้าช่วยงานพี่ให้สำเร็จลุล่วง ยกเว้นโทษกักบริเวณก็ได้” มู่หยางหย่งเล่อส่ายหัวให้กับความกะล่อนของน้องชาย ความผิดที่ทำอะไรเอาแต่ใจตัวเองในหลายๆเรื่องนั้นก็พอจะลบล้างด้วยคุณประโยชน์ที่ช่วยงานราชการปราบโจรและเรื่องคุ้มกันเจ้าสาวให้เดินทางมาถึงอย่างปลอดภัยได้
“จินเอ๋อร์ขอบคุณท่านพี่ขอรับ” มู่หยางจินยิ้มกว้างพร้อมกับคุกเข่าลงตรงหน้ามู่หยางหย่งเล่อขอบคุณเขาอย่างประจบเอาใจ เสิ่นอี้หานมองมู่หยางจินอย่างประหลาดใจ ต่อหน้าทุกคนเขาช่างเย็นชาไม่สนใจโลกไม่สนใจผู้ใด แต่เมื่ออยู่กับฮ่องเต้ เขากลับทำตัวเหมือนเสิ่นหานจิ้งวัยหกขวบไม่มีผิด
“เย็นวันพรุ่งนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับ พวกท่านอย่ามาสายล่ะ คืนนี้ก็นอนพักผ่อนให้หายเหนื่อย”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“เสด็จพี่ กระหม่อมอยากออกไปอยู่ที่จวนของกระหม่อมนอกวังหลวง”
“ค่อยไปหลังงานแต่ง”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” มู่หยางจินยิ้มอย่างดีใจ ไม่คิดว่ากลับมาเมืองหลวงคราวนี้พี่ชายของเขาจะยอมให้เขาออกไปพักอยู่นอกวังหลวงได้เสียที
“ท่านอ๋องน้อยไม่ถามหน่อยหรือว่างานอภิเษกของใคร” ซ่งเยี่ยนชางรีบกล่าวเตือนมู่หยางจิน จนฮ่องเต้ต้องมองเขาอย่างคาดโทษ
“งานอภิเษกของเสด็จพี่ใช่หรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ” มู่หยางจินเดินเข้าใกล้ฮ่องเต้พร้อมตั้งคำถามอย่างระแวง เมื่อซ่งเยี่ยนชางกล่าวเตือนแบบนี้มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเข้าใจผิด
“งานแต่งของเจ้า” มู่หยางหย่งเล่อยิ้มอย่างเป็นต่อ เขารู้ว่าน้องชายนั้นไม่คิดเรื่องแต่งงานจึงยกเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไข หากมู่หยางจินอยากออกไปอยู่นอกวัง จะต้องแต่งงานก่อนจึงจะไปอยู่ได้
“กระหม่อมไม่แต่ง” มู่หยางจินค้านหัวชนฝา เขาไม่อยากแต่งงาน อยากออกรบ อยากใช้ชีวิตอิสระ
“ไม่แต่งก็ได้ แต่ต้องพักอยู่ในวัง”
“กระหม่อมมีบ้านแล้ว เสด็จพี่ก็กำลังจะอภิเษกแล้ว น่าจะอยากมีเวลาอยู่กับฮองเฮานะพ่ะย่ะค่ะ” มู่หยางจินเอาพี่สะใภ้มาอ้าง อยากให้มู่หยางหย่งเล่อสนใจคนอื่นนอกจากเขาบ้าง
“ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้นอนตำหนักเดียวกัน มีฮองเฮาเพิ่มมาอีกคนวังหลวงนี้ก็ไม่คับแคบหรอก” มู่หยางหย่งเล่อยิ้มให้น้องชายอย่างเป็นต่อ
“เสด็จพี่มักพูดอยู่เสมอว่ากระหม่อมดื้อรั้น แต่ความจริงนั้นคนที่ดื้อรั้นยิ่งกว่ายังคงเป็นเสด็จพี่”
“ถ้าคิดแบบนั้นแล้วสบายใจ ก็สุดแล้วแต่เจ้า”
“ดูท่าวันนี้ท่านอี้หานคงมีเรื่องไปบอกกับท่านอาเสิ่นแล้ว ฮองเฮาที่เดินทางลำบากจากบ้านมาไกลแสนไกลนั้นคงไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายใจนัก เพราะฮ่องเต้ผู้เอาแต่ใจนั้นเอาแต่ห่วงใยน้องชาย ไม่มีใจคิดถึงใจฮองเฮาของพวกเราเลยสักนิด” วางระเบิดเสร็จมู่หยางจินก็ทำความเคารพฮ่องเต้และหยิบดาบคู่กายแล้วเดินจากไปทันที ไม่สนใจชุดเกราะที่วางเกะกะอยู่กลางห้องทรงงานเลยสักนิด
“กระหม่อมจะเก็บชุดเกราะไปคืนท่านอ๋องน้อยพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวจบซ่งเสวี่ยนลู่ก็ทำความเคารพฮ่องเต้และเก็บชุดเกราะตามท่านอ๋องน้อยที่อารมณ์ฉุนเฉียวไปติดๆ
“ท่านชายโปรดวางใจ น้องสาวของท่านจะอยู่ดีมีความสุขที่นี่ข้าสัญญา”
“กระหม่อมมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ ครอบครัวเราได้รับเกียรติสู่ส่งยิ่ง อีกทั้งท่านพ่อบอกว่าพระองค์มีน้ำใจงดงาม ท่านพ่อท่านแม่รู้ดีว่าอ้ายฉิงจะอยู่ดีและมีความสุขพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านพี่เขยอย่าได้เกรงใจ ฝากบอกท่านพ่อตาท่านแม่ยาย ฮองเฮาจะมีความสุขในทุกวันข้างกายเรา และเราจะไม่ทำให้นางต้องลำบากใจอย่างแน่นอนขอทั้งสองท่านโปรดวางใจ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสิ่นอี้หานคุกเข่าทำความเคารพฮ่องเต้แทนคนในครอบครัวของเขา