“ด้านในนี้อากาศอบอุ่นจริง” มู่เชียนทอดถอนใจออกมาอย่างสบาย หลายวันมานี้อากาศในเทือกเขาแห่งนี้ค่อนข้างเย็นและชื้น ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเท่าใดนัก จู่ๆได้พบสถานที่แห้งและอบอุ่นนางจึงอดรู้สึกประทับใจไม่ได้
ภายในโพรงไม้ขนาดใหญ่นั้น.. แสงธรรมชาติภายนอกส่องทะลุเข้ามาเกิดเป็นเส้นแสงสีน้ำตาลอันอบอุ่น บนพื้นนั้นแห้งและเรียบสนิทราวกับถูกสร้างมาอย่างดี โพรงไม้ขนาดเล็กมากกว่าร้อยโพรงปรากฏให้เห็นอยู่รอบด้าน
“โพรงเหล่านั้นเรียกว่าประตูแสงดาว” ฉู่หมิงฮ่าวยืนอยู่ข้างๆเห็นนางมองอย่างสงสัยเอ่ยแนะนำขึ้น
“โพรงพวกนี้ล้วนเชื่อมกับมิติพิเศษ. ภายในเก็บรักษาเคล็ดวิชาต่างๆเอาไว้ ที่แปลกประหลาดก็คือไม่ว่าโพรงใดล้วนเชื่อมถึงกันทั้งสิ้น… เข้าประตูไหนก็เหมือนกัน”
“เช่นนั้นก็มีโอกาสได้พบกันด้านในสินะ” อิงอู่หลานเอ่ยขึ้น ทว่าฉู่หมิงฮ่าวส่ายหน้าทันที
“มิติด้านในนั้นพิเศษอย่างมาก มีเพียงเจ้ากับเคล็ดวิชาเท่านั้น ไม่มีผู้อื่น”
มู่เชียนมองไปที่โพรงรอบๆอย่างสนใจ นี่ดูจะต่างจากหอคัมภีร์ที่หมู่ตึกพฤกษาอยู่บ้างตรงที่สามารถเข้าไปได้พร้อมกันหลายๆคน
“เช่นนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเถิด เรียบร้อยแล้วยังต้องรีบไปที่บึงชิงกู่อีก…”
“เวลาด้านในนั้นจะผ่านไปเร็วอย่างยิ่ง… ระวังอย่าอยู่นานเกินไปเล่า หากไม่พบวิชาที่เหมาะสมก็รีบกลับมา หากอยู่ด้านในหนึ่งวัน ด้านนอกนี้เท่ากับหนึ่งเดือน… เจ้าอาจต้องถูกขังอยู่ในเทือกเขาหู่ลี่แทน”
ทุกคนตื่นตกใจกับคำเตือนนี้อย่างมาก…. รีบพากันขอบคุณฉู่หมิงฮ่าวที่ให้ข้อมูลสำคัญเช่นนี้… หากมาเพียงลำพังย่อมต้องเกิดเรื่องแล้ว
“ขอบพระทัยองค์ชาย” มู่เชียนหันไปประสานมือกล่าวอย่างขอบคุณเช่นกัน รู้สึกโชคดีที่เมื่อครู่ตัดสินใจยื่นมือช่วยเหลือเขาไว้
“เจ้าช่วยข้าไว้ข้าตอบแทนเล็กน้อยแค่นี้ไม่นับเป็นเรื่องใดเลย” ฉู่หมิงฮ่าวเอ่ยเสียงเบา หากเป็นไปได้เขาอยากให้นางติดหนี้บุญคุณเขามากกว่านี้ด้วยซ้ำ
มู่เชียนเลือกโพรงไม้หนึ่งทางด้านขวาอย่างง่ายๆ พร้อมกับบอกเก็บเสี่ยวจือจือให้เข้าสู่กำไลมิติไป.. นางเป็นสัตว์อสูรไม่อาจผ่านประตูแสงดาวได้ มู่เชียนไม่รู้ว่าตนต้องใช้เวลาในการค้นหาเคล็ดวิชา.. แทนที่จะให้เสี่ยงภัยอยู่ด้านนอกนางไปฝึกฝนในมิติเสียจะดีกว่า…
หลังจากก้าวเข้าไปในโพรงไม้ นางก็พบว่าด้านในนี้เสมือนเป็นอีกมิติหนึ่งอย่างแท้จริง ใต้ฝ่าเท้าโล่งว่าง รอบด้านล้วนมืดสนิท ดวงไฟสีเงินและส้มประดับประดากระพริบพราวอยู่ทั่วบริเวณ สถานที่แห่งนี้สมแล้วที่เรียกว่าประตูแสงดาว
เด็กสาวหันมองไปรอบๆ เพลิดเพลินกับความรู้สึกที่เหมือนกับร่างทั้งร่างกำลังล่องลอยอยู่บนจักรวาลอันไกลโพ้น
ครู่หนึ่งราวกับรับรู้ได้ ดวงดาวมากมายเหล่านั้นเริ่มกระพริบถี่ขึ้นแล้วพุ่งวาบเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้ามาใกล้ แสงเล็กๆนับร้อยดวงก็เริ่มหมุนวนพัวพันอยู่รอบกายของนางไม่ห่าง
‘สีที่แตกต่างกันบ่งบอกถึงระดับวิชา… สีส้มคือ ระดับดิน สีเงิน ระดับฟ้า หากเจ้าตามหาวิชาระดับเทพควรมองหาสีทอง’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยแนะนำ มู่เชียนพยายามมองหาแต่กลับไม่พบ
‘ลองหาต่อไปอีกหน่อย’
แสงกลุ่มเก่าจากไปอย่างเหงาหงอย ขณะที่กลุ่มใหม่พุ่งเข้ามาอีกครั้งอย่างร่าเริง พวกมันแต่ละชิ้นล้วนพุ่งเข้ามาราวกับต้องการจะอวดโฉม และทักทายนางอย่างยินดี
‘เคล็ดวิชาพวกนี้คือข้าเลือกได้ทั้งหมดหรือ..?’
‘เจ้าพรสวรรค์ดีเยี่ยมเช่นนี้ พวกมันย่อมยินดีไปกับเจ้า’
ก่อนหน้านี้ได้ยินว่า มีหลายคนรออยู่นานก็ยังไม่ได้รับวิชา จนแทบจะถูกขังไว้ในเทือกเขาด้วยซ้ำ ทว่ากับนาง… เคล็ดวิชาทั้งหมดล้วนพยายามพุ่งเข้ามาหาอย่างประจบประแจง
เสี่ยวจิ้งมองแล้วกลับรู้สึกไม่เกินความคาดหมายนัก จะมีวิชาใดที่กล้าปฏิเสธ… เชื้อสายแห่งเทพผู้ให้กำเนิดมิติอีกเล่า ?
มู่เชียนเฝ้ามองกิริยาออดอ้อนของดวงดาวเหล่านั้นอย่างชื่นชอบ สีส้มนั้นดูอ่อนน้อมขอความรัก ขณะที่สีเงินก็ดูสุภาพมีมิตรไมตรีให้… ทว่ามู่เชียนยังคงมิได้เลือกวิชาใด นางเดินไปเรื่อยๆท่ามกลางหมู่ดาวที่ยังคงผลัดเปลี่ยนกันพุ่งเข้ามาหานางไม่หยุด…
ท้ายที่สุด.. นางก็สังเกตุเห็นจุดที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่จุดหนึ่ง… รอบด้านไร้ซึ่งแสงอื่นใด ราวกับดวงดาวเหล่านั้นมิกล้าเฉียดใกล้ ใจกลางช่องว่างมีแสงขนาดใหญ่ดวงหนึ่งลอยอยู่อย่างสงบ แม้มิได้กะพริบร่างเรียกร้องความสนใจ ทว่าแสงสีเงินประกายทองเจิดจ้านั้นยังคงโดดเด่นสะดุดตาอย่างยิ่ง
“นั่นคือ..อะไรน่ะ จะว่าสีทองก็ไม่ใช่ ”
‘นั่นเป็นเคล็ดวิชากึ่งระดับเทพ… ข้าสัมผัสดูแล้วที่แห่งนี้หาได้มีวิชาระดับเทพอยู่… กึ่งระดับเทพนั้นคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เจ้าจะสามารถหาได้จากที่แห่งนี้แล้ว’
มู่เชียนพยักหน้ารับรู้ พร้อมกับเดินตรงเข้าไปหาแสงนั้น แม้มิได้มีปฏิกิริยาตื่นเต้นยินดีเช่นดาวดวงอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้ถอยหนีหรือมีท่าทีปฏิเสธ.. มันเพียงกะพริบอย่างเฉยชาไม่กี่ครั้งเท่านั้น
มู่เชียนเอื้อมมือหยิบแสงเจิดจ้าขนาดเท่ากำปั้นก้อนนั้นไว้ในมือ ประกายสีทองวาบขึ้นเล็กน้อยแล้วดับลง จากนั้นก็ปรากฏเป็นม้วนคัมภีร์เล่มหนึ่งขึ้นในมือของนาง
‘เป็นเคล็ดวิชาที่เย่อหยิ่งเสียจริงๆ’ มู่เชียนส่ายหน้ายิ้มอย่างอ่อนใจ แม้จะทักทายกันสักครั้งก็ไม่มี
‘ปราชญ์ยุทธ์อย่างเจ้ายังไม่อาจทำให้คัมภีร์นี่อ่อนน้อมได้หรอก… ที่มันไม่ดีดเจ้าออกมาก็นับว่าเห็นแก่หน้าเทพบิดาแล้ว !’
“เคล็ดวิชาปีกอสนี” มู่เชียนอ่านตัวหนังสือนั้นออกมาดังๆ แสงจากคัมภีร์ก็พุ่งวาบเข้าสู่หน้าผากนางทันที
นางได้เลือกแล้ว…..
ดาวหลายร้อยดวงที่เมียงมองอยู่รอบด้านจากไปอย่างผิดหวัง ทว่ากลับยังมีดาวสีส้มและสีเงินอีกสิบกว่าดวงที่ไม่ยอมจากไป ยังคงพัวพันนางอยู่อย่างขอความเห็นใจ
‘นี่คือ.. ไม่ใช่ว่าเลือกได้วิชาเดียวหรือ..?’ มู่เชียนเอ่ยอย่างแปลกใจ ท่าทีที่พร้อมจะเกาะแข้งเกาะขานี้… น่ารักเกินไปแล้ว
‘รอมานานเพิ่งได้พบผู้มีพรสวรรค์เช่นเจ้า…จึงอยากออกไปชมโลกภายนอกบ้างกระมัง ?’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยเยาะๆ
หากกับผู้อื่นเจ้าพวกนี้คงหยิ่งไม่ศักดิ์ศรี ไม่ยอมเป็นวิชารองแน่…. ช่วยไม่ได้… เหยื่อชั้นดีเช่นเจ้านายของเขา ไม่ได้โผล่เข้ามาบ่อยๆหรอกนะ
“หากจะออกไปกับข้า ข้าต้องขอคัดลอกพวกเจ้ามอบให้สำนัก… ยังจะไปหรือไม่?” มู่เชียนเอ่ยเตือน หากเลือกได้นางย่อมอยากนำเคล็ดวิชาสักสามสี่อย่างไปมอบให้กับสำนักของตนบ้าง
พวกมันแต่ละดวงต่างหมุนวิ่งและกะพริบแสงอย่างยินดี… ไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย
แค่สำเนาเท่านั้น มีอันใดไม่ได้เล่า …… อยู่อย่างหงอยเหงามาหลายร้อยปีแล้ว ขอออกไปท่องโลกกว้างกับนายผู้มีกลิ่นอายยิ่งใหญ่ผู้นี้ดีกว่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ มู่เชียนจึงไม่ปฏิเสธอีก แสงดาวสิบกว่าดวงนั้นพุ่งเข้ากลางหน้าผากของนางจนสิ้น มู่เชียนนั่งลงปรับสมาธิครู่ใหญ่จึงสามารถเรียบเรียบเคล็ดวิชาทั้งหมดสำเร็จ
เคล็ดวิชาที่ตามตื๊อนางเหล่านั้น ล้วนเป็นวิถีปราณยุทธ์ ทั้งยังเป็นสายโจมตีทั้งสิ้น… ไม่รู้ว่าพวกมันเห็นอะไรในตัวนาง… ท่าทางนางเหมือนพวกอันธพาลที่ชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงหรือ ?!
‘นิสัยข้าออกจะชื่นชอบการประนีประนอมแท้ๆ’
‘เหอะๆ…’ นางได้ยินเสียงเสี่ยวจิ้งแค่นเสียงหัวเราะออกมาทีหนึ่งอย่างไม่ทราบเหตุผล
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ร่างบางจึงลุกขึ้นคิดจะเดินกลับออกไปตามทางเดิม ทว่าก้อนสีดำบุบเบี้ยวก้อนหนึ่งพลันพุ่งเข้ามาขวางนางไว้อย่างกล้าๆกลัวๆ
‘นั่นอะไรน่ะ …?’
นางมองเห็นก้อนดำแปลกประหลาดท่ามกลางหมู่ดาวนี้ก็แปลกใจอย่างมาก เมื่อคว้ามาดูกลับพบว่าเป็นคัมภีร์ขาดวิ่นม้วนหนึ่ง
“คัมภีร์ตราประทับวิญญาณ”
‘ระวังหน่อย ดูเหมือนจะเป็นศาสตร์วิญญาณ’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยเสียงเคร่งเครียด
นางคิดถึงที่คนจากเผ่าวิถีวิญญาณพูดถึงการค้นหาคัมภีร์บางอย่าง.. หรือนี่คือสิ่งที่พวกมันตามหา…
‘คัมภีร์นี้เหตุใดจึงมาหาข้า….’
‘วิญญาณลูกหลานเทพอย่างเจ้าย่อมแข็งแกร่งอย่างมาก หากเจ้าคิดฝึกศาสตร์นี้พรสวรรค์ก็คงเหนือกว่าผู้ใด… ทว่าศาสตร์ชั่วร้ายเช่นนี้ …. มากน้อยอย่างไรย่อมมีจิตมารแฝงอยู่บ้าง เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถิด’
มู่เชียนมองคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าในมือแล้วก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ… ทว่าศาสตร์ชั่วร้ายเช่นนี้ให้ทิ้งไว้กลับไม่วางใจนัก
‘ข้าจะเอามันไปด้วย’ มู่เชียนเอ่ยแล้วก็ตัดสินใจรับเอาเคล็ดตราประทับวิญญาณเข้ามาในร่างทันที…
ความรู้สึกดำมืดน่าสะอิดสะเอียนบางอย่างแล่นผ่านทำให้รู้สึกอึดอัดยิ่ง ทว่าครู่เดียวปราณอี้เจ๋ออันอบอุ่นในร่างราวกับรับรู้ถึงภัยร้ายที่เข้ามาในถิ่นของตน จึงพุ่งตรงเข้าชะล้างปราณดำมืดนั่นทันที
ไม่ถึงสองลมหายใจจิตมารเหล่านั้นก็หายไปจนสิ้น มู่เชียนพลันรู้สึกหายใจคล่องขึ้น.. ด้วยความอยากรู้จึงเริ่มพิจารณาเคล็ดวิชาศาสตร์วิญญาณนั้นทันที ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกตื่นตะลึง
ตราประทับวิญญาณนี่ ดูคล้ายคัมภีร์เวทย์อักษร เป็นวิชาที่สร้างพันธะกับวิญญาณโดยตรง สามารถบังคับผู้อื่นให้เปลี่ยนเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ได้ … ราวกับเป็นพันธสัญญาสัตว์อสูร
‘ผู้คิดค้นวิชานี้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ… บังคับสัตว์อสูรไม่พอ.. แม้แต่มนุษย์ด้วยกันยังไม่เว้น’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน
‘โชคดีที่พวกนั้นไม่ได้ไป หาไม่วิชามารเช่นนี้ย่อมทำร้ายคนอีกจำนวนมาก’ มู่เชียนคิดอย่างยินดี
แท้จริงมู่เชียนใช้เวลาทั้งหมดในการคัดเลือกคัมภีร์ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทว่าเวลาด้านนอกนั้นผ่านไปรวดเร็วอย่างมาก พริบตาเดียวก็เป็นเวลามากกว่าหนึ่งวันแล้ว ทันทีที่ก้าวออกจากโพรงไม้นางก็หันมองไปรอบด้าน แต่กลับไม่พบพรรคพวกของตนแม้แต่คนเดียว
‘ดูแล้วพวกเขาคงยังเลือกไม่เสร็จ’
“วูบบ…”
แสงสว่างวาบขึ้นจากโพรงไม้หนึ่งใกล้ๆ มู่เชียนหันมองตามก็พบร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ปากโพรง เมื่อชายผู้นั้นเห็นเด็กสาวก็ชะงักเล็กน้อย… ทว่าเพียงครู่เดียวกลับแสดงความเคร่งเครียดออกมา
“ส่งคัมภีร์ตราประทับวิญญาณมาให้ข้าเดี๋ยวนี้…. !”