78 1-2
ตอนที่141 รับเป็นเจ้าของ (1)
แลเห็นแสงสีประหลาดฉายแวบออกมาผ่านดวงตาสีแดงทับทิมของหลิวซูเซียถงก็ยิ่งจับจ้งออีกฝ่ายเขม็งเย็นชา กล่าวว่า
“หากเจ้ายังคิดที่จะสำแดงใช้วรยุทธ์ข้ามมิติอีกครั้งต่อไปที่ข้าจับผมเจ้าได้...กระชากทิ้งทันที!”
ประกายสายตาของเซียถงแน่วแน่มั่นคงจนทำเอาหลิวซูเกิดอาการลังเลชั่วขณะเป็นความจริงที่มันต้องการจะใช้วรยุทธ์ข้ามมิติหนีให้พ้นนางปีศาจน้อยคนนี้แต่พอได้ฟังคำขู่ถึงกับประหม่าหวาดกลัวสุดขีด
“หนึ่ง...สอง... สาม...!”
เสียงนับสามเปล่งดังขึ้นพอเห็นว่าหลิวซูยังคงแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนเซียถงก็เตรียมกระชากผมฉีกออกจากหนังศีรษะทันที!
“เดี๋ยว!เดี๋ยวก่อน!! ที่เจ้ากล่าวว่า...จะมอบอิสรภาพแก่ข้าเป็นความจริงใช่หรือไม่?”
หลิวซูรีบยกมือขึ้นหยุดเซียถงเอ่ยปากถามขึ้นโดยไว
“เป็นความจริง”
เซียถงกล่าวตอบกลับไปทันทีมองผ่านสายตาคู่สีแดงไสว แลเห็นถึงร่องรอยความลังเลไม่แน่ใจของหลิวซู
“จะยอมรับข้าหรือไม่?”
เซียถงกระตุกผมสีเงินในมือขึ้นสูงอย่างแรงราวกับพร้อมกระชากทิ้งได้ทุกเมื่อ
หนังศีรษะถูกดึงจนตึงลามไปยังผิวหน้าแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ครั้งต่อไปนางจะไม่มีปรานีเมตตาใดๆ อีกแล้ว
“จะยอมรับข้าเป็นนายท่านของเจ้าหรือไม่?”
เซียถงเปล่งเสียงเย็นชาแผดดังกังวาน
“ตะ-ตกลง...ยอม...ยอมรับท่านเป็นเจ้านายของข้า!”
หลิวซูที่โดนกระชากผมแสนรักจนตึงเปรี๊ยะตกใจจนตาแทบถลนออกมาแล้ว เนื้อตัวทั่วทั้งร่างของมันสั่นเทาไม่หยุดเปล่งเสียงกล่าวยอมรับเซียถงในฐานะเจ้านายทั้งน้ำตาและพอเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่มีทีท่าที่จะปล่อยผมยาวสลวยของตนลงมามันจึงกล่าวเสริมด้วยความเศร้าสร้อยยิ่งว่า
“จากนี้...จากนี้ต่อไปท่านคือเจ้าของกระบี่ทัณฑ์ฟ้าที่แท้จริง”
น้ำเสียงที่ดังออกมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่ยินยอมเต็มใจปนผสมไร้หนทางที่พึ่งแต่เซียถงกลับมิได้สนใจมันเลย พร้อมปล่อยมือออกจากผมยาวสลวยสีหน้ายิ้มแย้มดูเปี่ยมสุข
ทันทีที่เซียถงปล่อยมือร่างของหลิวซูก็ล้มคะมำลงกับพื้น และชั่วขณะอึดใจที่ ตัวแตะสัมผัสกับพื้นหญ้าพลันปรากฏแสงสว่างไสวสีแดงจรัสเฉิดฉายขึ้นร่างกายมนุษย์ของหลิวซูแปรสภาพกลายมาเป็นกระบี่เล่มยาวเปล่งประกายแวววับนอนนิ่งอย่างเงียบงันอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียวขจี
นี่รึกระบี่ทัณฑ์ฟ้า? เซียถงหยิบกระบี่เล่มยาวตรงหน้าขึ้นมาด้วยความตื่นอกตื่นเต้นกวาดสายตาไล่มองตั้งแต่ด้ามจรดปลายกระบี่แหลมคมในมือไม่คลายอ่อนใบกระบี่ทั้งเล่มเป็นสีแดงทับทิมประดุจถูกสร้างขึ้นจากอัญมณีล้ำค่าบิดพลิ้วเบี่ยงองศาเล็กน้อย คมแสงสีแดงสดใสบนใบกระบี่พลันทอแสงสะท้อนแพรวพราวและทันใดนั้นเอง บนข้อมือของเซียถงจู่ๆก็มีบางสิ่งคล้ายเส้นด้ายสีแดงเลื่อยชอนไชออกมาจากด้ามกระบี่ เข้าพันธนาการกับท่อนแขนของนางเอาไว้หากพินิจมองใก้ลๆ จะสังเกตเห็นว่า ภายในเส้นด้ายสีแดงจะมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวซึ่งนั่นคือพลังชีวิตที่กำลังโคจรหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายแผ่นท่อนแขน
เซียถงสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจสัญชาตญาณแรกคือนางต้องการปล่อยมือออกจากเจ้าสิ่งนี้โดยพลันแต่ปรากฏว่าเส้นด้ายสีแดงเหล่านั้นกลับพันธนาการฝังลึกติดกับท่อนแขนของนางไว้แน่นหนา
“จิตวิญญาณกระบี่กำลังหลอมรวมพลังชีวิตของมันกับโลหิตในกายเจ้าและหลังจากนี้ต่อไปเจ้าจะสามารถสื่อจิตเชื่อมความคิดไปถึงจิตวิญญาณกระบี่เล่มนี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ”
อาหานแหวกม่านกำแพงโปร่งแสงสีเงินจางๆเข้ามา เดินตรงมาหาเซียถงพร้อมกล่าวอธิบาย
ได้ฟังดังนั้นเซียถงก็หยุดทุกอากัปกิริยาลงและปล่อยให้กระบี่ทัณฑ์ฟ้าถ่ายเทพลังชีวิตเข้ามาเพื่อหลอมรวมกับโลหิตในกายนางต่อไปกระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาประมาณหนึ่งก้านธูปเศษ หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสรรพเส้นด้ายสีแดงเหล่านั้นก็ได้จางหายไปใบกระบี่ทัณฑ์ฟ้าสีแดงสดใสสั่นสะท้อนเปล่งเสียงแหลมออกมาอย่างแผ่วเบาและทันทีทันใด ก็มีม่านแสงสีแดงสว่างไสวพุ่งออกมาจากตัวกระบี่เข้าปกคลุมร่างกายของเซียถลอาหานโดยตรง
เมื่อม่านแสงสีแดงดับลงตำแหน่งที่ทั้งสองคนยืนอยู่ก็ถูกเปลี่ยนกลายมาเป็นแผ่นศิลาภายในถ้ำที่คุ้นเคยเซียถงกวาดสายตามองไปโดยรอบอยู่สักครู่ ก็พึงตระหนักได้ว่าพวกเขาเดินทางกลับมายังถ้ำที่ใช้ปิดผนึกกระบี่ทัณฑ์อีกครั้งแล้ว
แต่ว่าไปแล้วจะเก็บกระบี่ทัณฑ์ฟ้าติดกับตัวยังไงในเมื่อไม่มีฝักกระบี่? พอคิดถึงจุดนี้นางก็พลันนึกถึงภาพฉากที่จู่ๆกระบี่จันทร์หิรัญก็ปรากฏกายขึ้นบนมือของอาหานในระหว่างการต่อสู้เซีถถงครุ่นพินิจถึงเรื่องดังกล่าวอยู่สักพักจนได้ข้อสันนิษฐานหนึ่งขึ้นมาจึงลองหลับตามุ่งจิตให้กระบี่เล่มนี้หายไปซึ่งกระบี่ทัณฑ์ฟ้าในมือของนางก็หายไปต่อหน้าต่อหน้าต่อตาจริงๆพอมุ่งจิตให้มันกลับมา มันก็ปรากฏขึ้นอยู่บนมืออีกครั้ง
“โดยทั่วไปแล้วตราบเท่าที่ยุทธ์ภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ยอมรับผู้ถือครองเป็นนาย มันจะสามารถหายตัวและปรากฏขึ้นมาได้ทุกเมื่อตามคาวมประสงค์ของผู้เป็นนาย”
อาหานที่ยืนอยู่เคียงข้างกล่าวอธิบาย
“ขอบคุณ”
เซียถงมุ่งจิตเก็บกระบี่ทัณฑ์ฟ้าให้หายไปเงยหน้ามองอาหานความประทับใจต่ออีกฝ่ายที่มีมาตั้งแต่แรกจนตอนนี้ฉายแววปรากฏขึ้นผ่านดวงตาคู่สวยของนางดั่งบุปผาพลิบานออกมา
แรกเห็นประกายแสงที่จรัสจ้านับไม่ถ้วนก็รินไหลออกมาจากสายตาคู่นั้นของอาหานมองไปที่หญิงสาวผู้ถือครองใบหน้างามประดับรอยยิ้มหวานซึ้งตรึงจิตตรงหน้าเสมือนบัวหิมะกำลังเบ่งบานขึ้นภายในใจของเขาช่างเป็นแรงเสน่ห์หาที่สุดแสนจะดึงดูดใจอะไรปานนี้ ชั่วขณะอึดใจดั่งตัวของเขาได้ดิ่งสู่ภวังค์ลึกโดยมิทันรู้ตัวก่อเกิดแรงปรารถนาอันเร่าร้อนขึ้นโดยพลันต้องการจะช้อนร่างอุ้มนางมากอดไว้แน่นในอ้อมแขน
“กลับกันเถอะไม่รู้เลยว่า ช่วงเวลาที่เราติดอยู่ในห้วงมิติมายาเวลาภายนอกมันล่วงเลยผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว อิ๋งเอ๋อร์น่าจะเป็นห่วงข้าน่าดูต้องรีบแล้ว”
เซียถงมุ่นคิ้วครุ่นคิดอยู่กับตัวเองเล็กน้อยก่อนเอ่ยปากเรียกให้อีกฝ่ายกลับออกไปด้วยกัน
เซียงย่างเท้าจุ่มลงในบ่อน้ำอาหานลงมาตามลำดับ กระโดดลงไปแหวกว่ายดำลงไปในช่องทางใต้บ่อลึกที่จากกันมาทั้งนี้คลื่นลมระลอกใต้น้ำในยามนี้ค่อนข้างสงบลงมากส่งผลให้เซียถงสามารถดำน้ำมุดกลับไปยังที่เดิมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
หลังจากขึ้นจากน้ำสิ่งแรกที่ทั้งคู่ได้ยินก็คือเสียงน้ำตกดัง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าในเวลานี้ได้กลับออกมาสู่ถ้ำชั้นนอกเป็นที่เรียบร้อย
ระหว่างทางเดินออกจากตัวถ้ำอาหานปิดปากเงียบตลอดไม่แม้แต่ส่งสายตาปรายมองเซียถงเสียด้วยซ้ำทั้งยังเร่งฝีเท้าแซงหน้านาง ดูรีบร้อนราวกับพยายามหลีกหนีนางออกไปพอออกมาถึงปากถ้ำเสร็จสรรพ เขาก็เดินจากออกไปโดยตรงไม่มีแม้กระทั่งคำล่ำลา
“อาหาน!”
เซียถงกล่าวหยุดอีกฝ่ายเอาไว้
อาหานเหลียวหลังกลับมามองเอ่ยถามขึ้นว่า
“มีอะไร? ต้องการให้ช่วยอันใดอีก?”
“เจอกันที่นี่ในอีกสิบวัน”
เซียถงกล่าวกับอาหานวันนี้ตัวนางได้รับความช่วยเหลือจากชายผู้นี้มาตั้งมากมายดังนั้นนางจึงต้องการกลอมกลั่นโอสถบำรุงร่างกายดีๆ สักเม็ดมอบให้แก่เขา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าการแสดงออกของอาหานก็กลับมาสดใสร่าเริงขึ้นอีกครั้ง เขายิ้มถามขึ้นว่า
“โอ้? คิดอีท่าไหนล่ะถึงอยากเจอหน้าข้าอีก?”
ทันทีที่ดวงตาเรียวคมของเขาสัมผัสกระทบร่างอรชรเพรียวบางของเซียถงก็พลันก่อเกิดแววความเร่าร้อนสาดสะท้อนออกมาทันใด และย่างเท้าตรงเข้าไปใกล้นาง
เซียถงหวั่นเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับสายตาอันเร้าร้อนของอีกฝ่ายทำเอาขนลุกซูวไปทั่วร่าง อดร่นถอยก้าวกหนีมิได้กล่าวขึ้นน้ำเสียงปนกลัวเกรงอยู่หนึ่งส่วนว่า
“เจ้าช่วยเหลือข้าก็มากในอีกสิบวันหลังจากนี้ ข้าอยากจะตอบแทนเจ้า”
“ตอบแทนด้วยอะไรงั้นรึ? ด้วยร่างกายของเจ้า?”
จู่ๆอาหานก็คว้าเรียวแขนยาวของเซียถงเข้ามาทาบแผ่นอกพร้อมโน้มศีรษะหอมแก้มนางอย่างประณีตบรรจง
จากที่กลัวเกรงเซียถงรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นทันใดยกมือทั้งสองข้างโบกสะบัดขึ้นทุบตีอีกฝ่ายพัลวันไร้ระเบียบผายมือเตรียมจะทุบตีได้ครึ่งทาง พลันถูกอาหานจับกุมเอาไว้แน่น ฉวยจังหวะนี้ออกแรงเบาๆ ดึงร่างบางของหญิงสนาวเข้ามาในอ้อมแขน ระยะห่างถูกย่นจนชิดใกล้ใบหน้าของทั้งคู่สบผสานเข้าหากันและกัน จับจ้องเซียถงพร้อมแววตาเป็นประกายอาหานเปล่งน้ำเสียงสุดนุ่มลึก กล่าวว่า
“ก็เจ้าเป็นฝ่ายยั่วยวนข้าเองไยต้องโกรธโมโหร้ายกันด้วย?”