Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 101 เพื่อนใหม่

    ตอนที่ 101 เพื่อนใหม่

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     




    หลังจากจบคาบเรียนสามชั่วโมง เซเมียก็เก็บของแล้วออกไปในทันที


    หน้าที่ของเธอในห้องนี้มีแค่ถ่ายทอดความรู้เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ย่อมไม่เกี่ยวกับเธอ เธอไม่สนว่านักศึกษาจะตั้งใจเรียนหรือไม่ เธอไม่เข้าไปจ้ำจี้จำไช เพราะไม่ใช่อาจารย์ในระดับชั้นโรงเรียน เธอยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ การสอนนั้นเป็นอีกหน้าที่หนึ่งเท่านั้น


    อาจารย์คนอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้ ในฐานะลูกศิษย์ของศาสตราจารย์งานสอนเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว และมันก็เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียนอีกด้วย


    มหาวิทยาลัยมีระบบเช่นนี้ นั่นจึงทำให้มหาวิทยาลัยไม่ขาดแคลนบุคลากรในการสอน


    ในมหาวิทยาลัยศาสตราจารย์คือเจ้าของหลักสูตรอย่างแท้จริงและยังมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซึ่งเป็นนักศึกษาที่จบวุฒิปริญญาแพทตินั่มทำหน้าที่การสอนโดยเฉพาะ ในอนาคตผู้ช่วยเหล่านี้สามารถเลื่อนระดับเป็นศาสตราจารย์ได้เช่นกัน


    ทั้งนี้ยังมีนักศึกษาปริญญาแพทตินั่มที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนอีกด้วย


    เพราะเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงต้องจ่ายเงินเดือนให้กับนักศึกษาปริญญาแพทตินั่มด้วย เรียกได้ว่านอกจากนักศึกษาต้องจ่ายค่าเทอมในการเข้าเรียนแล้ว พวกเขายังได้รับเงินเดือนตอนเรียนอยู่อีกด้วย


    คำถามของเมอร์ลินทำให้เคลบี้ต้องนิ่งเงียบไปนานจนจบคาบเรียน เมื่อเห็นว่าเมอร์ลินกำลังลุกขึ้นจากที่นั่ง ชายหนุ่มจึงเอ่ยออกมา


    “นายช่วยติวให้ฉันได้ไหม?”


    เมอร์ลินหันไปเหลือบมองเล็กน้อย “ฉันคิดว่านายไม่สนใจซะอีก”


    “ฉันไม่ผ่านวิชานี้มาตั้งสามรอบแล้วนะ รอบที่สี่นี้ฉันจะพลาดไม่ได้ ไม่งั้นที่บ้านต้องตีฉันตายแน่ เมอร์ลินนายเป็นเด็กเทพอยู่แล้ว นายต้องช่วยฉันได้แน่” เคลบี้กล่าวด้วยท่าทางที่อ้อนวอน


    เมอร์ลินเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นและเอ่ยถาม “อะไรคือเด็กเทพ?”


    “อ้อ มันเป็นคำแสลงที่ใช้เรียกพวกอัจฉริยะที่เรียนเก่งน่ะ นายเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุเท่านี้ย่อมต้องถูกเรียวว่าเด็กเทพอย่างแน่นอน คนอื่นๆ ที่เป็นแบบนายใครๆ ก็เรียกแบบนี้ทั้งนั้น” 


    “ยังมีคนแบบฉันด้วยหรอ?”


    “ใช่สิ นายคงไม่คิดว่านายเป็นสัตว์ประหลาดอยู่คนเดียวหรอกนะ เพียงแต่พวกนั้นน่าจะอายุมากกว่านายอยู่บ้างเท่านั้น” 


    “น่าสนใจ วันพึ่งมาเรียนวันนี้วันแรก ไม่แปลกที่ไม่เห็นพวกเขามาก่อน” เมอร์ลินกล่าวพึมพำ 


    ทว่าเคลบี้กลับได้ยินคำพูดนี้แล้วเบิกตากว้างขึ้น


    “ว่ายังไงนะ นายพึ่งเข้าเรียนที่นี่วันนี้อย่างนั้นหรอ? ฉันก็นึกว่านายเป็นคนของสาขาอื่นที่แวะมานั่งฟังวิชานี้เสียอีก”


    “ไม่ ฉันเรียนวิชานี้เพราะมันเป็นวิชาบังคับที่ฉันต้องเรียน เพราะฉันพึ่งเข้าเรียนตารางเรียนจึงเป็นไปตามที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้”


    “นี่หมายความว่าพวกเขาพึ่งขุดนายขึ้นมาอย่างนั้นหรอ?”


    “หมายความว่ายังไง?” เมอร์ลินยังคงมึนงงกับคำพูดของเคลบี้


    เคลบี้เหลือกตาขึ้นและเอ่ย “แสดงว่าพวกเขาโชคดีมากที่ขุดคนไม่รู้เรื่องแบบนายเจอ นายรู้ไหมว่ามหาวิทยาลัยพวกนี้แข่งขันกันแค่ไหน ไม่ว่าที่ไหนก็ต้องการเด็กเทพอย่างนายเข้าร่วม เพราะพวกเขาต้องการชื่อเสียงที่เด็กเทพจะสร้างขึ้นในอนาคต คนแบบพวกนายไม่ว่าใครก็มีอนาคตที่ดีเสมอ โลกนั้นอ้าแขนต้อนรับอย่างพวกนายเสมอ”


    “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะพวกเขาถึงได้รับฉันเข้าเรียนง่ายๆ แบบนี้ ตอนแรกฉันคิดว่ามันจะยุ่งยากกว่านี้ซะอีก”


    “แน่ล่ะ ที่นี่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในฮันเดดลีกนะที่พวกเขาจะไม่ง้ออัจฉริยะ ต่อให้พวกนายจะเทพแค่ไหน ในสายตาของมหาวิทยาลัยพวกนั้น พวกนายก็แค่ก้อนกรวดทั่วไปยังต้องผ่านขั้นตอนการสอบเข้าที่เข้มขนกันทุกคน” เคลบี้กล่าว


    เมอร์ลินยักไหล่และเอ่ย “บ่ายนี้ฉันว่าง นายจะไปห้องสมุดกับฉันไหม?”


    “มันมีเรียนตอนบ่ายสามโมง ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะ”


    “ได้ ไปกัน”


    เมื่อตกลงกันได้แล้วพวกเขาก็เดินทางไปที่โรงอาหาร


    อาคารเรียนเป็นรูปวงกลม ส่วนตรงกลางมีตึกหลายตึกที่ใช้อำนวยความสะดวก นอกจากห้องสมุดแล้ว มันยังมีโรงอาหาร ห้องทดลอง สนามทดสอบเวทมนตร์ เวทีการประลองและอะไรอื่นๆ ซึ่งอยู่ข้างในนั้น


    หลายคนมุ่งหน้าไปที่โรงอาหารเพราะอย่างไรนี่ก็ได้เวลาทานอาหารกลางวันแล้ว


    ความจริงโรงอาหารเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าจรดเย็น มหาวิทยาลัยเจเฮริสอำนวยความสะดวกเรื่องพวกนี้ให้กับนักศึกษาของพวกเขา


    เมอร์ลินกับเคลบี้เดินไปด้วยกัน 


    ทันทีที่ยืนข้างกันเมอร์ลินก็มองเห็นความสูงที่แตกต่าง เคลบี้อายุยี่สิบกว่าร่างกายของเขาเติบโตอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนเมอร์ลินเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกันเขายังเตี้ยอยู่หน่อยๆ ด้วยซ้ำ ทำให้เขายังคงเหมือนเด็กสิบขวบ


    ทั้งสองทานข้าวด้วยกันและพูดคุยเรื่อยเปื่อย ไม่ต่างจากเพื่อนทั่วไป แม้ว่าอายุของเขาจะต่างกันมากก็ตาม


    “นายไม่มีเพื่อนหรอ?” เมอร์ลินเอ่ยถามด้วยท่าทางที่สบายๆ


    เคลบี้ยิ้มมุมปากก่อนจะหันไปอีกทางหนึ่ง


    “ไม่มีใครอยากคบฉันหรอก”


    “อืม ... คนพูดมากแบบนายก็ไม่น่าคบจริงๆ” 


    “นี่หมายความว่ายังไงกัน นายยังไม่ถามว่าทำไมก็พูดว่าฉันไม่น่าคบแล้วหรอ?” เคลบี้โวยวายขึ้นมา


    “ถ้านายจะบอกอะไรก็บอกมาเถอะ มัวอมพะนำอยู่แบบนี้แล้วฉันจะรู้ไหมว่าอะไร” เมอร์ลินผสานมือทั้งสองแล้ววางคางลงไปแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย


    เคลบี้พ่นลมหายใจแรงๆ ออกมาแล้วเอ่ย “ช่างเถอะ ฉันเองก็ไม่อยากมีเพื่อนแบบพวกนั้นเหมือนกัน”


    “โชคร้ายเลยมาตกที่ฉันใช่ไหม?” เมอร์ลินชี้ไปที่ตัวเอง


    เคลบี้ที่เห็นภาพนี้ก็ถลึงตาใส่ทันที  “ใช่แล้ว นายมันซวยเองที่มาเจอฉัน นายสลัดฉันไม่หลุดแน่”


    เมอร์ลินยิ้มและส่ายศีรษะไปมา


    เขารู้สึกสบายใจที่อีกฝ่ายไม่ถามเรื่องส่วนตัวของเขามากนัก เขาเองก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน นั่นทำให้ทั้งสองไม่รู้ว่าต่างฝ่ายนั้นมาจากตระกูลอะไร


    อายุของเคลบี้น่าจะไล่เลี่ยกับมาร์เทล แต่เคลบี้กลับทำให้เมอร์ลินรู้สึกเหมือนเพื่อนมากกว่า


    ส่วนเคลบี้เองก็ไม่คิดว่าจะสนิทกับเด็กน้อยเร็วขนาดนี้ เขาแทบจะไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายเด็กกว่าเลย หากไม่มองที่รูปร่าง ความคิดของเมอร์ลินอาจจะดูโตกว่าเขาเลยด้วยซ้ำ


    ทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับหนังสือทั้งหมดที่เมอร์ลินอ่านมา เพราะเขาไม่ได้อ่านแค่หนังสือทางวิชาการเท่านั้น ภายในหอสมุดมีหนังสือที่หลากหลาย ทั้งแนวคิด สังคม การใช้ชีวิต และชีวประวัติมากมาย ยิ่งเขาเป็นคนเข้าใจอะไรได้ง่ายนั่นทำให้ตรรกะความคิดของเขานั้นล้ำหน้ากว่าเด็กวัยเดียวกันไปหลายเท่า


    หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วทั้งสองก็เดินไปยังห้องสมุดที่เป็นอาคารหอคอยขนาดใหญ่


    ด้านหน้าประตูใหญ่มีม่านพลังที่แข็งแกร่งขวางกั้นเอาไว้ จำเป็นที่จะต้องนำตรานักศึกษาไปลงทะเบียนที่แท่นหินก่อนเท่านั้นถึงจะผ่านเข้าไปข้างในได้