เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 หลิ่วเฟยเปลี่ยนไป

            ในอาณาจักรเสวี่ยเยว่ มีนิกายและตระกูลมากมายจนนับไม่ถ้วนแต่ที่แข็งแกร่งและทรงพลังจริงๆ กลับมีน้อยมาก

            ราชวงศ์ เป็นตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรเสวี่ยเยว่นอกจากนี้ยังมีกองกำลังกระจายอยู่ทั่วอาณาจักร ไร้เทียมทาน และไม่มีใครกล้าต่อต้าน

            นอกจากราชวงศ์แล้ว ในเมืองหลวงยังมีตระกูลที่ทรงพลังอยู่อีกมากมาย เช่นตระกูลเยว่ ตระกูลอวี่ และตระกูลหว่านโช่วเหมิน

            และนอกเมืองหลวงนั้นยังมีอีกหลายนิกายที่แข็งแกร่งเช่น นิกายหยุนไห่นิกายเฮ่าเยว่ของคุณชายต้าเผิง นิกายหลั่วเซี่ย และหมู่บ้านเสวี่ยอิงซาน

            ส่วนแปดคุณชาย เป็นตัวแทนของคนรุ่นเยาว์ในอาณาจักรเสวี่ยเยว่ที่มีพรสวรรค์ที่ดีที่สุด ซึ่งพลังของคุณชายทั้งแปดนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากพวกเขาล้วนมาจากนิกายหรือตระกูลที่ทรงพลังเหล่านี้ แต่มีเพียงแค่นิกายหยุนไห่เท่านั้นที่ไม่มีศิษย์คนไหนสามารถเป็น1 ใน 8 คนนี้ได้

            ถึงแม้จะบอกว่าก็แค่ตำแหน่งคุณชายตำแหน่งหนึ่งเท่านั้นมันไม่ส่งผลกระทบอะไรกับนิกายหยุนไห่หรอก แต่ในอนาคตล่ะ? สิบปีหรือยี่สิบปีหลังจากนี้? มันจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อนิกายอีกหรือ?!

            หนานกงหลิงรู้ดีว่านิกายหยุนไห่เริ่มเสื่อมถอยลงเพราะนิกายโชคร้ายที่ไร้รุ่นเยาว์อัจฉริยะมาสืบทอด มิหนำซ้ำอัจฉริยะรุ่นก่อนก็เริ่มโรยราหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป นิกายคงพังพินาศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

            นิกายหยุนไห่กำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางแห่งหายนะทุกปีๆ ความแข็งแกร่งของนิกายก็เริ่มถดถอยลงในฐานะที่เป็นประมุขจะไม่ให้เขากังวลได้อย่างไร

            แต่การปรากฏตัวของหลินเฟิงและหานหมาน ทำให้เขาเริ่มมองเห็นความหวังขึ้นมาดูเหมือนว่าสวรรค์จะยังไม่ทอดทิ้งเรา!!!

            ด้วยศักยภาพและพรสวรรค์ของหลินเฟิง เพียงแค่ให้เวลาเขาอีกหน่อยเขาอาจจะได้เป็น 1 ใน 8 คุณชายแห่งเสวี่ยเยว่อย่างแน่นอนและเมื่อถึงตอนนั้นนิกายหยุนไห่ก็จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

            นิกายหยุนไห่ในตอนนี้ดูเหมือนจะเงียบสงบ แต่ในความเป็นจริงนั้น นิกายหยุนไห่กำลังอยู่ในช่วงวิกฤต

            “หวังว่าพวกเขาจะเติบโตขึ้น และกลายเป็นความหวังของนิกายหยุนไห่ได้” หนานกงหลิงลอบถอนหายใจออกมาขณะมองไปยังหานหมานที่ยืนอยู่บนเวทีประลองอย่างเงียบๆ

            จู่ๆ ทางเมืองหลวงก็เริ่มก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ขึ้นมาซึ่งนั่นอาจจะไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักสำหรับเขา

            ในตอนนั้นเมื่อหานหมานก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว เม็ดทรายสีเหลืองที่กลิ้งอยู่บนลานประลองเป็นตายก็ดูคล้ายกับว่ากำลังคำรามออกมา ทำให้หวังฮั่นรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเพราะลมปราณที่หานหมานปล่อยออกมา ไม่เพียงแค่ทรงพลังเท่านั้น แต่มหาศาลและหนักแน่นอีกด้วยทำให้เขารู้สึกอึดอัด

            “ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า ยินดีด้วยเจ้าได้เป็นศิษย์สายในแล้ว”

            ทันใดนั้นร่างกายของหวังฮั่นก็ผ่อนคลายขึ้นแต่ดวงตาของเขากลับสั่นไหวเล็กน้อย และในน้ำเสียงก็ยังแฝงไปด้วยความผิดหวัง ไม่ทันจะได้สู้ก็ยอมแพ้เสียแล้วช่างน่าอัปยศยิ่งนัก แต่ถ้าฝืนต่อสู้ก็มีแต่จะทำให้ตัวเองได้รับความอับอายเท่านั้น

            “ฮ่าๆๆ ศิษย์พี่อย่าได้ถือสาเลย ข้าก็แค่อาศัยประโยชน์เล็กๆน้อยๆ จากจิตวิญญาณเท่านั้น” ลมปราณที่หานหมานปลดปล่อยออกมาได้จางหายไปหลังจากนั้น เขาก็กลับมาเป็นคนซื่อๆ ทึ่มๆ เหมือนเดิม ทำให้คนอื่นๆ รู้สึกเป็นมิตรด้วย

            “ขอบคุณ” หวังฮั่นพยักหน้าให้กับหานหมานก่อนจะหันหลังและเดินลงจากลานประลองเป็นตาย ถึงแม้ว่าหานหมานจะไว้หน้าหวังฮั่น แต่แพ้ก็คือแพ้ตอนนี้เขาไม่มีหน้าจะอยู่ที่นี่ต่อแล้ว

            หานหมานเดินกลับมายืนอยู่ข้างๆ หลินเฟิง พลางหัวเราะดีใจ “เป็นอย่างไรล่ะ? เห็นไหมว่าข้าไม่ขายหน้าแน่นอน”

            “ก็ไม่เลว” หลินเฟิงพยักหน้าขณะยิ้มออกมาถ้าผู้ฝึกยุทธ์คนไหนสามารถควบคุม ‘อำนาจ’ ได้ คนคนนั้นจะได้เปรียบกว่าคนในระดับเดียวกันมากหากไม่บังเอิญไปพบกับผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งเข้า คนคนนั้นก็จะไม่มีวันพ่ายแพ้

            ถึงแม้ว่าการต่อสู้หลังจากนี้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหลินเฟิงแต่ทว่าเขาก็ยังคงอยู่ที่นี่เพื่อดูการต่อสู้จนจบและเรียนรู้ทุกอย่างตราบเท่าที่จะทำได้

            “เป้าหมายของข้าคือถูฟู คนคนนี้แข็งแกร่งมากเพียงแค่กระบวนท่าเดียวก็สามารถเอาชนะศิษย์หลัก และก้าวเข้าไปเป็นศิษย์หลักได้”

            เมื่อหานหมานดูการทดสอบของรอบนี้เสร็จ ดวงตาของเขาก็ฉายแววตื่นเต้นขึ้นมาไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น คนอื่นๆ ก็เช่นกัน โดยเฉพาะการต่อสู้ของถูฟู มันช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้วจากคนที่ไร้ประโยชน์คนหนึ่ง สามารถกลายมาเป็นศิษย์หลักได้อีกทั้งความแข็งแกร่งของถูฟูก็ยังน่าทึ่ง เพียงแค่หมัดเดียวก็สามารถจัดการอีกฝ่ายได้

            “หลินเฟิง แล้วเจ้าล่ะ เป้าหมายของเจ้าคือใคร?” จู่ๆหานหมานก็หันมาถาม

            “ข้า?” หลินเฟิงอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะส่ายหน้าอย่างยิ้มๆ “ข้ายังไม่ได้คิดเลย”

            หลินเฟิงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้จริงๆ ศิษย์สายนอกของนิกายหยุนไห่ส่วนใหญ่จะอยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณ ถ้าอยากจะก้าวเข้าสู่การเป็นศิษย์สายในจะต้องทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณเท่านั้น ซึ่งขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 1 ก็คือพื้นฐานของศิษย์สายใน ส่วนขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ก็คือผู้ที่แข็งแกร่งของศิษย์สายในแต่ถ้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 จะสามารถท้าประลองกับศิษย์หลักเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นศิษย์หลักได้  

            แน่นอนว่าศิษย์ที่ท้าทายมักจะล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ ศิษย์หลักที่อ่อนแอที่สุดล้วนอยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 และถ้าพวกเขาอยากจะกลายเป็นศิษย์หลัก ก็จะต้องเอาชนะศิษย์หลักคนหนึ่งเพื่อเข้าไปแทนที่แต่ต้องรู้ว่ายิ่งเวลาผ่านไป ความแข็งแกร่งของศิษย์หลักก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นซึ่งมันไม่ง่ายเลยที่จะเอาชนะศิษย์หลักได้

            ถึงแม้ว่ามันจะยาก แต่การทดสอบของนิกายในทุกๆ ปีก็ยังคงมีศิษย์สายในจำนวนมากที่ขอท้าประลองกับศิษย์หลักเพราะหนึ่งปีจะมีโอกาสเลื่อนขั้นได้แค่ครั้งเดียว

            การต่อสู้ระหว่างศิษย์สายในกับศิษย์หลักมีจำนวนมาก เพราะการเป็นศิษย์หลักเท่านั้นถึงจะได้รับสิทธิพิเศษและการดูแลที่แตกต่างออกไป

            หลินเฟิงมีจิตวิญญาณนักรบถึง 3 ดวงเขากำลังคิดว่าหากตัวเองเปิดเผย ‘ความลับ’ นี้ออกมา จะถูกจัดให้อยู่ในศิษย์สายในหรือศิษย์หลักแต่ทว่าต่อให้กลายเป็นศิษย์หลักได้ ก็ยังเทียบกับผู้อาวุโสสายในอย่างม่อเสียไม่ได้อยู่ดี

            เมื่อการทดสอบรอบแรกสิ้นสุดลง ฝูงชนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งการทดสอบในรอบที่สองจะจัดขึ้นในอีกสามวัน

            การทดสอบของนิกายในรอบที่สองจะเป็นการต่อสู้จัดอันดับของศิษย์สายในและศิษย์หลักซึ่งเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงมาก เหล่าศิษย์ที่มีพรสวรรค์อันโดดเด่นของนิกาย ล้วนพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้อันดับที่ดีดังนั้นจึงเป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย

            หลินเฟิงและคนอื่นๆ ต่างพากันมุ่งหน้าไปยังสถานที่บ่มเพาะของศิษย์สายในพวกเขาในตอนนี้ได้กลายเป็นศิษย์สายในแล้ว ดังนั้นจะต้องไปรับป้ายประจำตัวของศิษย์สายในและเครื่องแบบซึ่งของเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นศิษย์สายใน  

            “หลินเฟิง”

            ในตอนนั้นหลินเฟิงได้ยินเสียงเรียกจากทางด้านหลัง ทำให้เขาหันไปมองและพบว่ามีสาวงามคนหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาหาเขา

             “มีอะไรหรือ?” เมื่อหลินเฟิงเห็นหลิ่วเฟยเดินเข้ามาหาก็รู้สึกประหลาดใจ

            “ข้าขอคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”

            หลิ่วเฟยกะพริบตา พลางทำสีหน้าแปลกๆ ออกมา เมื่อเห็นหานหมานกับคนอื่นๆ กำลังจ้องมองมาที่ตัวเองอย่างสนใจ

            คุยเป็นการส่วนตัว?

            หลินเฟิงรู้สึกสงสัยว่าหลิ่วเฟยมีเรื่องอะไร ถึงอยากจะคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว?

            ถึงแม้ว่าการที่หลิ่วเฟยยิงลูกศรใส่จิตวิญญาณของม่อเสียจะทำให้ทัศนคติที่ไม่ดีต่อนางหายไป แต่ก็ไม่ได้สนิทกันจนถึงขั้นคุยเป็นการส่วนตัวได้?

            “ฮ่าๆ แน่นอนว่าไม่มีปัญหา หลินเฟิง พวกข้ามีธุระที่ต้องไปทำดังนั้นขอตัวไปก่อนล่ะ”

            หลินเฟิงยังไม่ทันได้พูดอะไร หานหมานก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อนและพาจิ้งหยุนไปด้วย ทำให้หลินเฟิงอดประหลาดใจไม่ได้ เจ้าเด็กนี่ ‘ฉลาด’ ขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกัน?

            ธุระที่ว่าคงเป็นเรื่องป้ายประจำตัวของศิษย์สายในและเครื่องแบบสินะ?

            ขณะนั้นหลิ่วเฟยได้มายืนอยู่ข้างๆ หลินเฟิง สีหน้าของนางดูประหม่ามากพลางกล่าวว่า “พวกเราไปคุยกันด้านนู้นเถอะ”

            หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย เขาสงสัยว่าหลิ่วเฟยต้องการอะไรกันแน่

            “หลินเฟิง เจ้ายังจำตอนที่พวกเราเจอกันครั้งแรกได้หรือไม่?”

            “จำได้ ครั้งนั้นข้าเกือบถูกเจ้าฆ่าตายไปแล้ว” หลินเฟิงกล่าวความเป็นอันธพาลของนางได้ตราตรึงอยู่ในใจของหลินเฟิง

            “ถ้าเจ้าไม่แอบถ้ำมองข้า แล้วข้าจะฆ่าเจ้าทำไม?” หลิ่วเฟยมองหลินเฟิงด้วยสายตาไม่พอใจ

            “ข้าไปแอบถ้ำมองเจ้าตอนไหนกัน?” หลินเฟิงกล่าวอย่างอึดอัดและปรายตามองไปที่หลิ่วเฟย วันนั้นเขาแค่บังเอิญไปเจอช่องผานั่นจึงเข้าไปดูด้วยความสงสัย แต่ผู้หญิงคนนี้กลับคิดว่าเขาไปแอบถ้ำมองนาง

            “เจ้า…” หลิ่วเฟยถลึงตามองหลินเฟิงด้วยท่าทางอึดอัดใจไอ้เด็กนี่… มีสายตาที่เลวร้ายเสียจริง

            เมื่อหลินเฟิงเห็นท่าทางของหลิ่วเฟยก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเอาล่ะๆ ในเมื่อเจ้ากล่าวหาว่าข้าแอบถ้ำมองเจ้า งั้นข้าก็แอบถ้ำมองเจ้าก็แล้วกันเพราะในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงคนนี้ก็มีรูปร่างหน้าตาอันไร้ที่ติ คงมีคนอยากจะถ้ำมองนางอยู่เป็นจำนวนมาก...

            “ได้ ข้ายอมรับ... ว่าข้าเข้าใจเจ้าผิดไปดังนั้นข้าเลยอยากจะขอโทษเจ้า”

            หลิ่วเฟยกัดฟันพูดออกมา ถ้าไม่ใช่เพราะท่านพ่อ นางคงไม่ต้องมาหาเจ้าเด็กนี่หรอกไม่เจียมตัวเอาเสียเลย

             “หา!!!” หลินเฟิงไม่เข้าใจในการกระทำของหลิ่วเฟยดังนั้นเขาจึงมองหลิ่วเฟยอย่างสงสัย และจ้องไปในดวงตาของนางเพื่อดูว่านางต้องการอะไรกันแน่

            “เจ้ามองอะไร?” หลิ่วเฟยถาม นางรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่าง และใบหน้าของนางก็เริ่มแดงก่ำขึ้นมา ซึ่งแก้มแดงๆ ของนางได้ทำให้หลินเฟิงตื่นตกใจ หรือว่า…

             “เจ้าคงไม่ได้...” เมื่อหลินเฟิงเห็นสายตาแปลกๆ และท่าทางอ้อมแอ้มของหลิ่วเฟยจึงทำให้หลินเฟิงเริ่มแน่ใจอะไรบางอย่าง

            “เจ้าคงไม่ได้… ตกหลุมรักข้าหรอกนะ?” ในที่สุดหลินเฟิงก็ตัดสินใจพูดในสิ่งที่คิดออกมาท่าทางของหลินเฟิงในตอนนี้ดูสับสนเป็นอย่างมาก... หลิ่วเฟยเปลี่ยนไป ยิ่งเห็นพฤติกรรมเขินอายของนางในวันนี้ หลินเฟิงก็ยิ่งรู้สึกว่าอาจจะเป็นไปได้เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าที่โลกเก่าของเขา เขาก็เอาแต่เรียนกับทำงาน ดังนั้นจึงไม่มีช่วงเวลาหาแฟนสักเท่าไรด้วยเหตุนี้หลินเฟิงจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอายเล็กน้อย

            หลิ่วเฟยตกตะลึงจนตาค้างไปหลายวินาที ก่อนจะแผดเสียงอย่างโมโหว่า “ไอ้บ้า...”