แดนสือเจี่ยว คือเขตพื้นที่อันแปลกประหลาดของพรมแดนจตุทิศดินแดนสามเหลี่ยมซึ่งแฝงไปด้วยอันตราย ด้านหลังของมันคือเขตพื้นที่ต้องห้ามอันดับหนึ่งแห่งพรมแดนจตุทิศสุสานสวรรค์!
สภาพแวดล้อมของสถานที่แห่งนี้ย่ำแย่เป็นอย่างยิ่งแม้แต่เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกปวดศีรษะ
ที่นี่อาบไปด้วยพิษร้ายมานานหลายปีมีทั้งพืชพิษ หมอนพิษ สัตว์อสูร เป็นสถานที่ซึ่งยากที่จะอยู่อาศัยต่อให้เป็นจอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณก็ยังไม่อาจมองข้ามสภาพอากาศอันย่ำแย่นี้ได้
โดยรอบนั้นเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าฉะนั้นแล้วแดนสือเจี่ยวจึงค่อยๆ กลายเป็นดินแดนที่ไม่มีผู้ใดมาสนใจใยดี
ซึ่งนั่นก็ทำให้ภายในนั้นเต็มไปด้วยนักโทษประหารของอาณาจักรจำนวนมากมายรวมถึงคนชั่วทั้งหลายต่างก็เข้ามาอาศัยอยู่ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้มันจึงกลายเป็นดั่งแหล่งรวมฝูงหมาป่าที่ชั่วร้ายภายในเวลาเพียงสิบกว่าปีซึ่งภายในนั้นมีการรวมกลุ่มกลายเป็นผู้มีอิทธิพลและแสวงหาผลประโยชน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาณาจักรใด ซ้ำยังมักมีนักโทษเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง
มันถือเป็นดินแดนแห่งอิสระที่แท้จริงไม่มีพันธนาการใดๆสิทธิ์ในการพูดหรือตัดสินใดๆขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว...นั่นก็คือศักยภาพ!
เมิ่งฝานมองไปยังผืนป่าที่มืดครึ้มเบื้องหน้าด้วยรูม่านตาที่หดเล็กลงดูคล้ายว่าหากเขาต้องการเดินทางไปยังสุสานสวรรค์ก็จะต้องข้ามผ่านแดนสือเจี่ยวเบื้องหน้านี้ไปให้ได้เสียก่อน
สถานที่เบื้องหน้าคือพื้นที่อันมากไปด้วยสิ่งที่คาดไม่ถึงแฝงไปด้วยอันตรายที่ไม่อาจคาดเดา
เขาลูบปลายจมูกเล็กน้อยก่อนจะเดินหน้าต่อไปหลังจากที่มีประสบการณ์โชกโชนมานานนับปีเมิ่งฝานก็เห็นว่าความอันตรายต่างๆ เป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว
เขาย่างก้าวเข้าไปในผืนป่าทะมึนเบื้องหน้าไปอย่างรวดเร็วส่วนนกกระจอกแดงขนยาวที่ด้านหลังก็ติดตามไปด้วยท่าทีทะนงตนคล้ายดั่งว่าเป็นยอดฝีมือผู้สูงส่ง
เจ้าตัวนี้...
เมื่อเห็นท่าทีของนกกระจอกแดงขนยาวที่อยู่ด้านหลังเมิ่งฝานพลันรู้สึกจนปัญญาแต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
ทั้งเขาและนกกระจอกแดงขนยาวย่างก้าวเข้าไปในผืนป่าทะมึนอย่างรวดเร็วและมุ่งตรงไปยังส่วนลึกของผืนป่าเพื่อข้ามผ่านมันไป
แน่นอนว่าภายในผืนป่านั้นเต็มไปด้วยซากไม้แห้งหนอนมีพิษ และสิ่งอื่นๆ มากมายโดยพวกมันล้วนแต่เป็นสิ่งที่พบเห็นได้เพียงในป่าลึกจึงถือว่าเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ยากเป็นอย่างยิ่ง
เมื่ออยู่ภายในสถานที่แห่งนี้แล้วไม่ระแวดระวังก็อาจตกอยู่ในอันตรายได้แต่พลังจิตของเมิ่งฝานในยามนี้อยู่ในขั้นที่น่าสะพรึงไม่น้อยฉะนั้นเขาจึงสามารถรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบกายได้อย่างชัดเจนทั้งสองเดินทางไปได้อย่างราบรื่นราวสองชั่วยาม เมิ่งฝานถึงได้รู้ว่าในที่สุดก็ก้าวเข้ามาอยู่ในเขตของแดนสือเจี่ยวแล้ว
ในจุดที่เขามองเห็นอยู่ในขณะนี้คือเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักมันคือเมืองใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของแดนสือเจี่ยวโดยรอบปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายไม่เป็นมงคลแม้ว่าจะยิ่งใหญ่ทรงอิทธิพลแต่กลับให้ความรู้สึกดั่งว่าเป็นเมืองแห่งความตายก็ไม่ปาน
นามของมันถูกสลักไว้บนป้ายเมืองเฮยเฉิง!
ดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้คงจะเป็นพื้นที่ของผู้ทรงอิทธิพลแห่งหนึ่งของแดนสือเจี่ยว
เมิ่งฝานลูบปลายจมูก จากนั้นจึงเดินนำนกกระจอกแดงขนยาวเข้าไปภายในเมืองเฮยเฉิงหากมาถึงที่แล้วไม่เข้าไปเยี่ยมชมภายในก็คงจะน่าเสียดายไม่น้อย
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยในขณะที่ก้าวเดินเขาก็นำชุดคลุมสีดำออกมาคลุมร่างเอาไว้
ขณะที่ย่างก้าวเข้าไปภายในเขาก็ครุ่นคิดขึ้นมาในใจ
‘หากนับวันนี้ด้วยข้าก็ออกจากหมู่บ้านอูเจิ้นมานานกว่าหนึ่งปีครึ่งแล้วสินะ!’
เมิ่งฝานรู้สึกคิดถึงความหลังขึ้นมาชั่วครู่ภาพของซินหลันได้ปรากฏขึ้นตามความคิดคะนึงหา ความคิดถึงค่อยๆ เกิดขึ้นในหัวใจ
ช่วงเวลาแห่งพันธสัญญาสามปีผ่านไปกว่าครึ่งแล้วขณะนี้นัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันวาวโรจน์ เขาเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าพร้อมกับเอ่ยขึ้นเสียงเบา“มู่อวี่อิน ผ่านไปนานถึงปีกว่าแล้ว เจ้ายังจำเด็กหนุ่มแห่งหมู่บ้านอูเจิ้น...นามว่าเมิ่งฝานได้อยู่หรือไม่!”
.......
เขาเทียนหาน พรรคเหมันต์สวรรค์
บนยอดเขาอันสูงใหญ่นั้นคือหอไม้ซึ่งตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวมันตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาในเทือกเขาเทียนหานโดยรอบมีระลอกคลื่นแห่งพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่าน ซ้ำยังแฝงไปด้วยแรงกดดันมากมายมหาศาลด้วย
แม้จะอยู่ภายใต้พลังดังกล่าวแต่หอไม้สูงก็ยังคงตั้งตระหง่านไม่ไหวติงการบำเพ็ญตน ณ สถานที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นมุมใดแห่งไหนก็ล้วนแต่ต้องรับแรงกดดันจากภายนอกทั้งสิ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนมีคนผู้หนึ่งเข้ามาภายในหอไม้นี้และยังไม่ได้ออกไปจนถึงยามนี้ แม้จะมีการประลองของจอมยุทธ์น้อยแห่งพรรคเหมันต์สวรรค์คนผู้นั้นก็ยังไม่ได้ลงไปร่วมประลอง
แต่ทุกคนต่างก็รู้โดยทั่วกันว่ามีบุรุษผู้หนึ่งคิดที่จะขึ้นเขาไปทอดสะพานรักแก่คนผู้นั้นแต่กลับถูกโจมตีจนกระเด็นกลับลงมาในกระบวนท่าเดียว แม้ว่าบุรุษผู้นั้นจะเป็นศิษย์สายในของพรรคและอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเก้าก็ยังกระเด็นกลับลงมาโดยไม่อาจรับมือผู้ที่อยู่บนเขาได้แม้เพียงกระบวนท่าเดียว!
ภายในหอไม้แห่งนั้นเนื้อผ้ากี่เพ้าสีขาวได้โอบล้อมร่างกายอรชรงดงามเอาไว้ โดยเจ้าของร่างนั้นกำลังยืนตระหง่านเวลาผ่านพ้นไปปีกว่าแล้วแต่ใบหน้าของคนผู้นั้นก็ยังคงงดงามยิ่งกว่าสตรีใดในเมืองทำให้ผู้พบเห็นนั้นคิดเป็นอื่นไกล แล้วในเวลาต่อมาพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่นอกหอไม้
เขาเป็นชายชราที่เส้นผมบนศีรษะขาวโพลนนั่นก็คือผู้อาวุโสของพรรคเหมันต์สวรรค์อย่างเอินไท่นั่นเอง
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของชายชราสตรีที่อยู่ภายในหอไม้จึงลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยเสียงเบา “ท่านปู่เอินไท่ท่านไม่ได้มาหาอินเอ๋อร์นานแล้วนะเจ้าคะ!”
“นั่นสินะขอรับ...”
เอินไท่พยักหน้ารับ แล้วประสานมือกล่าวว่า“คุณหนูเก็บตัวบำเพ็ญตนมาตลอด จะให้ข้าไปรบกวนได้อย่างไรเล่า!”
เมื่อได้ยินดังนั้นสตรีชุดขาวจึงหัวเราะเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า“ท่านปู่เอินไท่มาหาอินเอ๋อร์เช่นนี้เกรงว่าคงจะมีเรื่องบางอย่างใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่หญิงสาวเอ่ยออกมาเอินไท่จึงรีบพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ถูกต้องแล้ว ที่เหล่าฟูมาหาคุณหนูก็เพราะต้องการบอกว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเมิ่งอวี่หุนได้เดินทางไปช่วงชิงสมบัติปราณประสานของผู้อาวุโสซวงแล้ว!”
“อ๋อ..”
สตรีชุดขาวพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม“อย่างนั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นก็ดี...แต่ข้าไม่ได้สนใจเขาหรอกเจ้าค่ะ!”
หลังจากที่เอ่ยวาจานางก็หยิบจอกน้ำชาขึ้นมาจิบเล็กน้อยแต่แล้วในเวลาต่อมาเอินไท่พลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “แต่ครั้งนี้เขาพ่ายแพ้กลับมา และผู้ที่ชนะเขาก็คือ...เมิ่งฝานแห่งอูเจิ้น!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีเสียงจอกชาแตกกระจายดังขึ้นมาจากภายในหอไม้ก่อนความเงียบงันจะปกคลุมไปทั่วทั้งขุนเขา ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใดแต่ในที่สุดก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ข้าทราบแล้วกลับไปเถอะเจ้าค่ะท่านปู่เอินไท่!”
“อืมถ้าอย่างนั้นเหล่าฟูต้องขอตัวก่อน!”
เอินไท่ยิ้มเจื่อน จากนั้นจึงถอยหลังเดินจากไป
บนยอดเขานั้น สตรีที่อยู่ภายในหอไม้นั่งลงอย่างเงียบงันนางมองไปทางทิศเหนือแล้วเอ่ยเสียงเบา “ไม่เลว เมิ่งฝาน...การพัฒนาของเจ้าทำให้ข้าตกตะลึงก็จริงแต่ก็เพียงตกตะลึงเท่านั้น ไม่ต้องห่วง ยิ่งเจ้าปีนป่ายไปสูงเท่าใด หนึ่งปีหลังจากนี้ข้าก็จะทำให้เจ้าตกลงมาเจ็บเท่านั้น!”
ทุกคำพูดนั้นคล้ายดั่งเสียงของสายฟ้าฟาดบริเวณโดยรอบสั่นสะเทือน มิติรอบกายพลันบิดเบือนในทันใด!
........
แดนเฉินหวง วิหารวัฏจักร หลังเขา!
ท่ามกลางขุนเขามากมายโดยรอบเป็นภูเขาเขียวขจีและสายธารใสเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังขึ้นท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ ท่ามกลางดอกไม้ที่บานเบ่งนั้นมีร่างของคนผู้หนึ่งอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดสีแดง ร่างอรชรงดงามนั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนแต่ต้องตกตะลึงเส้นผมของผู้ที่มีใบหน้าสวยสดงดงามกว่าใครนั้นปลิวสะบัดไปตามแรงลม
แม้จะนำความงามของธรรมชาติโดยรอบมาเทียบกับนางก็ยังนับว่าด้อยกว่ามากนางนั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่กำลังชื่นชมความงามของธรรมชาติอย่างเงียบงันแต่แล้วในวินาทีต่อมาพลันมีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นจากด้านหลัง
ขณะเดียวกันมีสตรีผู้หนึ่งปรากฏตัวชุดสีดำปกคลุมอยู่บนร่างกายอรชรงดงาม หากบุรุษใดมาพบเห็นย่อมต้องตกตะลึงยืนตาค้างว่าเหตุใดจึงมีสตรีที่งามเลิศล้ำเพียงนี้อยู่บนโลกมนุษย์ได้
หน้าอกนูนเด่น ท่อนขาเรียวยาวแม้จะมีชุดสีดำปกคลุมแต่ก็ยังสามารถมองเห็นเนื้อเนียนได้เป็นครั้งคราว นางมีเสน่ห์ที่ชวนหลงใหลจนยากจะคาดเดานับว่าเป็นดั่งปีศาจท่ามกลางมนุษย์เลยก็ว่าได้
นางเดินไปอยู่เบื้องหน้าของสตรีชุดแดงแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ซินเอ๋อร์ เจ้าช่างอารมณ์ดีเสียจริง อีกไม่นานการประลองจะเริ่มขึ้นแล้วแต่เจ้ากลับยังไม่เลือกผู้ใดมาเป็นพวกเลยแม้แต่คนเดียวหากเจ้าทำเช่นนี้จะได้เป็นศิษย์สายในหรือ? แม้ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์อันแข็งแกร่งแต่หากไม่ผ่านการทดสอบในครั้งนี้เต่าซือ[1] เองก็คงจะลำบากใจ!”
เจ้าของชุดสีแดงหันหลังกลับ นางกระตุกยิ้มขึ้นก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม“ท่านพี่ ท่านเองก็ใช่จะไม่รู้ว่าพวกนั้นเข้าหาข้าด้วยเหตุที่ไม่ดีงามทั้งสิ้นการจับกลุ่มครั้งนี้มีเพียงข้ากับท่านก็เพียงพอแล้วต่อให้ไม่มีพวกเขาพวกเราก็ยังสามารถอาศัยศักยภาพของตนเองจัดการกับทุกสิ่งได้ อีกอย่างก็มีท่านอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือไรเจ้าคะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นสตรีงามดั่งปีศาจจึงกระตุกยิ้มแล้วในเวลาต่อมานัยน์ตาของนางพลันวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ซินเอ๋อร์ที่เจ้าหาพรรคพวกและเผชิญกับการประลองทุกครั้งด้วยตนเองก็เพราะกำลังรอเขาอยู่ใช่หรือไม่?หรือเจ้าไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้ากับเขาอาจจะห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วตอนนี้เจ้าคือยอดฝีมือขั้นปราณทะลวง แล้วเขาล่ะ? ต่อให้เจ้ายอมรอก็ใช่ว่าอีกฝ่ายจะพัฒนาตามเจ้าได้ทัน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเจ้าของชุดสีแดงก็คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยใบหน้างามนั้นหาได้โอนเอนไปตามคำพูดของอีกฝ่ายไม่ นางเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านพี่ ท่านเองก็รู้ว่าถึงแม้ตอนนี้ข้าจะเป็นยอดฝีมือขั้นปราณทะลวงแต่ในตอนที่ยังเด็กข้าขี้ขลาดยิ่ง ยามนั้นข้ามักจะตัวคนเดียวอยู่บ่อยครั้งซ้ำยังต้องบำเพ็ญวิชายุทธ์ที่ไร้ซึ่งอานุภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่งแต่อยู่มาวันหนึ่งพี่เมิ่งฝานก็ปรากฏตัวขึ้น เขามักจะอยู่ข้างหลังข้าตลอด แต่สตรีอย่างเราก็ต้องการบุรษสักคนคอยปกป้องไม่ใช่หรือไรเจ้าคะฉะนั้นแล้วข้าหวังว่าหากได้พบกันอีกครั้งเขาต้องไม่ทำให้ข้าผิดหวังเป็นแน่!”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของสตรีผู้มีความงามดั่งปีศาจก็เปลี่ยนไปนางเงียบงันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามอย่างใจเย็น “ถ้าหากเขาไม่บรรลุเล่า?หากเขายังคงเป็นเพียงจอมยุทธ์ในขั้นตรีปราณระดับต้นเจ้ายังคิดว่าเขาเหมาะสมกับตนอีกหรือไม่?”
“เป็นเช่นนั้นก็ยิ่งดีสิเจ้าคะ!”
สตรีชุดแดงเอ่ยพลางยิ้มขึ้น “หากเป็นเช่นนั้นข้าก็จะสามารถปกป้องเขาได้ และมันเป็นเรื่องที่ข้าอยากทำมาโดยตลอด!”
เมื่อได้ยินดังนั้นสตรีชุดดำพลันรู้สึกจนปัญญาขึ้นมาทันทีนางนึกไม่ถึงว่าสตรีตรงหน้าจะดื้อรั้นถึงเพียงนี้ ไม่ว่าภายในวิหารวัฏจักรจะมากไปด้วยยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทานหรือบุรุษผู้อ่อนโยนมากมายเพียงใดอีกฝ่ายก็ไม่แม้แต่จะชายตามอง
สตรีชุดดำยิ้มเจื่อน จากนั้นจึงส่งเสียง ‘หึ’ ออกมาก่อนจะขยับท่อนขาเรียวก้าวเดินออกไป และทิ้งไว้เพียงหนึ่งประโยค“เอาเถอะ ข้าจะไม่ยุ่งกับเจ้าแล้ว เจ้าคิดดูเองก็แล้วกัน!”
สตรีชุดแดงมองสตรีผู้มีรูปร่างงดงามนั้นเดินจากไปพลางหัวเราะเสียงเบาอย่างน่ารักน่าทะนุถนอมแต่ในชั่วพริบตาที่อีกฝ่ายกำลังจะจากไปนางก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน “ท่านพี่เจ้าคะ ท่านมักจะบอกให้ข้าออกห่างจากท่านพี่เมิ่งฝานอยู่บ่อยครั้งแต่เหตุใดท่านถึงอยู่ใกล้เขาปานนั้นเล่าเจ้าคะ ดูเหมือนว่ายังเคยมีการแตะเนื้อต้องตัวกันอีกด้วย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างของอีกฝ่ายพลันสั่นเทาก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ “เหลวไหล!”
จากนั้นนิ้วของนางพลันขยับฉีกมิติเบื้องหน้าแล้วจากไปในทันใด
นางมองสตรีที่จากไปแล้วคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านพี่ ท่านยังไม่รู้ใจตนเองสินะเจ้าคะแต่ถึงกระนั้น...ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็สามารถยกให้ท่านได้ทุกอย่าง เว้นก็แต่พี่เมิ่งฝาน...ข้าจะไม่ยอมหลีกแม้พียงก้าวเดียว!”
.........
[1] เต่าซือ: หมายถึงอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ผู้ชี้แนะ