หลายวันต่อมา รัน เริ่มเรียนรู้การร่ายเวทมนตร์เป็คาถาต่างๆ เช่น ลูกบอลไฟ ลูกบอลน้ำ หอกน้ำแข็ง คมมีดวายุ และอื่นๆ เพราะตลอด 5 ปีที่ผ่านมานอกจากการพยายามสร้างแกนเวทย์แล้ว เขาได้เรียนรู้คาถาเบื้องต้นเพียงแค่บทเดียว นั่นคือ [เมจิกแฮนด์] ก็ตามชื่อของมัน เป็คาถาที่สร้างมือจำลองด้วยพลังเวทย์บริสุทธิ์เพียวๆ มันเป็คาถาพื้นฐานบทแรกที่นักเวทย์ฝึกหัดทุกคนจำเป็ต้องเรียนรู้ เพื่อใช้ในการฝึกควบคุมพลังเวทย์ภายในแกนเวทย์ของตน
ความสามารถของเมจิกแฮนด์คือใช้ในการเคลื่อนย้ายสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็การยก การดึง การผลัก การจับสิ่งของต่างๆเข้าหาหรือออกห่างจากตนเอง ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของมันคือการบริโภคพลังเวทย์ที่มากเกินจำเป็ มันไม่มันคุ้มค่าเลยที่จะเสียพลังเวทย์ร่ายเมจิกแฮนด์เพียงเพื่อหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมาให้ตัวเอง สู้เดินไปหยิบเองดูจะเป็อะไรที่ง่ายกว่าเยอะ
เพราะทุกวินาทีที่คุณกำลังเรียกใช้งานเมจิกแฮนด์อยู่นั้น คือทุกวินาทีที่คุณกำลังเสียพลังเวทย์ให้กับการคงสภาพของเมจิกแฮนด์ด้วยเช่นกัน ดังนั้น คาถาเมจิกแฮนด์จึงเป็คาถาสำหรับใช้ฝึกการควบคุมพลังเวทย์เท่านั้น รันเองก็อยากจะคิดแบบนั้นเช่นกัน แต่ด้วยนิสัยี้เีและรักความสมบูรณ์แบบของเขา เขาจึงพยายามพัฒนาคาถานี้ให้กลายเป็คาถาที่ใช้งานได้จริง
เพื่อที่รันจะได้ไม่ต้องลุกขึ้นเดินไปหยิบของตอนที่เขากำลังนอนี้เีอยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรดของเขา ด้วยความมุมานะนี้เขาจึงค้นพบจุดบกพร่องของคาถาเมจิกแฮนด์อย่างรวดเร็ว อย่างแรกเลยคือการสูญเสียพลังงานไประหว่างการเปิดใช้งานคาถาตลอดเวลา ทำไมถึงเป็เช่นนั้น สิ่งที่เขาค้นพบกลับเรียบง่ายกว่าที่คิด นั่นคือการออกแบบคาถาที่หละหลวมและเรียบง่ายจนเกินไป
มันก็เหมือนกับการจำลองมือของมนุษย์ที่มีเพียงกล้ามเนื้อและเืเท่านั้น โดยกล้ามเนื้อคือพลังเวทย์ที่ถูกบีบอัดจนแน่น ส่วนเืก็คือพลังเวทย์ที่คอยหล่อเลี้ยงเมจิกแฮนด์ให้ดำรงอยู่ ดังนั้น มือที่มีเพียงกล้ามเนื้อและเื เป็เื่ปกติที่มันจะสูญเสียเืของตัวเองตลอดเวลาที่ทำการเคลื่อนไหวหรือออกแรง เมื่อรู้เช่นนั้นแล้วที่เหลือก็ไม่ใช่เื่ยากเกินไปสำหรับรัน เขาเพียงแค่ต้องสร้างิั กระดูก และเส้นประสาทให้กับมันก็เท่านั้น
โดยิัทำหน้าที่ลดการสูญเสียพลังเวทย์ระหว่างการใช้งาน กระดูกทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้สามารถยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ และเส้นประสาททำให้เขาสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของเมจิกแฮนด์ได้ละเอียดอ่อนมากขึ้น แม้ว่าการเพิ่มองค์ประกอบให้แก่คาถาจะทำให้เสียพลังเวทย์มากขึ้นในตอนเริ่มร่าย แต่ก็คุ้มค่าเมื่อมันสามารถใช้งานได้นานเท่าที่เขา้า
6 ปีต่อมา ในระหว่างการเรียนรู้คาถาต่างๆของนักเวทย์ รันก็พบว่า เวทมนตร์นั้นเป็วิทยาศาสตร์มากกว่าที่เขาคิดไว้ มันยังคงใช้หลักการเดียวกัน พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เวทมนตร์คืออีกเวอร์ชันหนึ่งของวิทยาศาสตร์ ที่สะดวก รวดเร็ว และใช้งานได้ง่ายกว่า ด้วยพลังความโกงของมันที่สามารถเข้าแทรกแซงหรือควบคุมกฏของธรรมชาติได้
เช่น คาถาลูกบอลไฟ รันได้เรียนรู้พวกมันมาสองเวอร์ชัน เวอร์ชันแรกคือการเปลี่ยนพลังเวทย์ให้กลายเป็เชื้อเพลิงที่ติดไฟโดยตรง เกิดเป็ลูกบอลไฟขนาดเท่ากำปั้นที่มีอุณหภูมิสูงราวๆ 600-800 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาร่ายทั้งหมด 5 วินาที และเมื่อถูกยิงออกไปปะทะกับเป้าหมาย มันจะยังคงเผาไหม้ตัวเองสร้างความเสียหายแก่เป้าหมายอีก 5 วินาทีแล้วจึงดับลง
เวอร์ชันที่สองคือการใช้พลังเวทย์ดึงดูดโมเลกุลของ ไฮโดรเจนและคาร์บอน ที่อยู่ในอากาศรอบตัวเข้ามาสร้างพันธะเคมีจนเกิดเป็ ไฮโดรคาร์บอนเหลวที่มีลักษณะคล้ายน้ำมันไวไฟ อุณหภูมิการเผาไหม้ของมันสูงถึง 1200 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาร่ายทั้งหมด 15 วินาที และเมื่อถูกยิงออกไปปะทะกับเป้าหมาย มันจะยังคงเผาไหม้ตัวเองสร้างความเสียหายแก่เป้าหมายอีก 30 วินาทีแล้วจึงดับลง
ความแตกต่างของทั้งสองเวอร์ชันคือระยะเวลาในการร่ายการคงอยู่ของคาถา และวิธีในการสร้างลูกบอลไฟขึ้นมา เวอร์ชันแรกใช้พลังเวทย์เพียวๆเป็เชื้อเพลิง ในขณะที่เวอร์ชันที่สองใช้องค์ประกอบของสสารในธรรมชาติรอบตัวเข้ามาสร้างเป็เชื้อเพลิง ดังนั้น เวอร์ชันแรกจึงใช้พลังเวทย์มากกว่าเวอร์ชันที่สอง แต่ใช้เวลาร่ายเร็วกว่าเพราะไม่ต้องเสียเวลารวบรวมองค์ประกอบอื่นๆนอกจากพลังเวทย์ของตน
ตามที่หนังสือบอก ระยะเวลาการร่ายคาถาของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ถึงจะใกล้เคียงกันในหลักวินาทีก็เถอะ มันขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความชำนาญเฉพาะของแต่ละบุคคน เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะหรือความเป็ตายได้แล้ว ดังนั้น รันยังคงสามารถปรับปรุงระยะเวลาการร่ายของเขาได้ผ่านการฝึกฝน บางที 10 ปีข้างหน้าเขาอาจจะร่ายบอลไฟได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 1 วินาทีก็ได้ใครจะรู้
ตัวอย่างที่สองคือ คาถาหอกน้ำแข็ง หลักการทำงานของมันคือการควบแน่นไอน้ำในบรรยากาศเพื่อสร้างน้ำที่มีรูปร่างเป็หอกขึ้นมา จากนั้นจึงดูดความร้อนออกจากหอกน้ำอย่างรวดเร็วจนกลายเป็น้ำแข็งในที่สุด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็ ลูกบอลไฟหรือหอกน้ำแข็ง เวทมนตร์ทั้งสองล้วนใช้หลักการบางอย่างทางวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน หลังจากค้นพบสิ่งนี้รันก็รู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก เพราะเวทมนตร์มันไม่ได้อยู่เหนือหลักการหรือจิตนาการอย่างที่เขาคิด มันยังมีกฏที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่อาจฝ่าฝืนเช่นเดียววิทยาศาสตร์
รันได้ข้อสรุปว่าหากเขา้าเป็ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์เวทมนตร์อย่างถ่องแท้จริงๆเขาคงต้องเก่ง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ และคณิตศาสตร์ด้วยเช่นกัน นั่นดูเป็อะไรที่น่าปวดหัวมากสำหรับเขา ไม่แปลกใจเลยที่ในหนังสือบอกว่านักเวทย์ที่เก่งกาจส่วนใหญ่คือนักคิดนักวิชาการอันดับต้นๆของโลก โชคดีที่เวทมนตร์ของโลกนี้ไม่ได้โหดร้ายกับรันมากเกินไป เพราะมันมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียกว่า “คาถา” และ “วงจรเวทย์” ยังไงล่ะ
ไม่ว่าจะเป็คาถาลูกบอลไฟหรือหอกน้ำแข็งที่รันได้กล่าวไปข้างต้น มันก็เป็เพียงคำอธิบายและหลักการการทำงานเชิงลึกของมันเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่รันจะต้องคอยควบคุมพวกมันทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นสมองของเขาคงต้องะเิของมาเป็แน่แท้ เพราะมันคือการควบคุมในระดับโมเลกุลหรือแม้แต่อะตอม สมองของมนุษย์คนไหนจะสามารถััควบคุมการเปลี่ยนแปลงในระดับนั้นได้
แน่นอนว่าเป็ไปไม่ได้ เพราะขนาดซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ในโลกเดิมของเขายังก็ยังทำไม่ได้เลย แม้ว่ารันจะเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้มันคงสามารถทำได้ด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์ แต่ในโลกยุคที่เขาจากมามันยังไม่สามารถทำได้
---------------------------------------------------------
สำหรับนักอ่านผู้ใจดี น่ารัก และหล่อเหลาเหมือนกับไรท์ สามารถโดเนทค่ากาแฟได้ที่ พร้อมเพย์ และ true wallet : 0939639931
---------------------------------------------------------