ตอนที่ 115 การดูแลพี่สะใภ้แทนนั้นก็นับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เตรียมตัวชมละครเรื่องใหญ่
ภายในหอคอยอันสง่างาม แสงแห่งพลังอันเลือนรางลอยวนไปมา พร้อมด้วยพลังชีวิตอันอบอวล บรรยากาศดูช่างรื่นเริงและสงบสุข
ไป๋เลี่ยยกจอกสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง ใบหน้าเผยความยินดีและภาคภูมิใจยิ่งนักขณะกล่าววาจา
แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาและอิ่นเหมยจะได้พบกันหลายครั้ง รวมถึงพานางไปพบมิตรสหายของเขา มิเว้นแม้กระทั่งเย่หลิง ทว่าด้วยนิสัยที่เย็นชาและสงวนตัวของนาง อิ่นเหมยก็ยังคงรักษาระยะห่างกับเขาไว้อยู่เสมอ
เพียงสัมผัสนางสักครั้งก็ยังทำมิได้
สิ่งนี้ทำให้ไป๋เลี่ยรู้สึกคับข้องใจอยู่บ้าง ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ความสง่างามและคุณสมบัติอันดีงามของอิ่นเหมยก็กลับยิ่งทำให้เขาหลงใหลจนถอนตัวมิขึ้น
ความมิสบอารมณ์อันเล็กน้อยจากเหตุการณ์ในงานเลี้ยงหมื่นวิถีเมื่อครั้งก่อน ก็พลันเลือนหายไปจนหมดสิ้น เพราะเมื่อครานั้น นางก็มิได้เต็มใจจะทำเช่นนั้นเช่นกัน ทว่าเป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับจึงได้เกิดเหตุการณ์ทุกอย่างขึ้น
แน่นอนว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องตัดมือของกู้ฉางเกอที่บังอาจแตะต้องหางจิ้งจอกของอิ่นเหมยให้จงได้
วันนี้ที่อิ่นเหมยเป็นฝ่ายติดต่อมาเองนั้น ทำให้ใจของไป๋เลี่ยชุ่มชื่นเป็นพิเศษ เขาคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองเริ่มใกล้ชิดและอบอุ่นขึ้นมาแล้ว
บางทีวันนี้… อาจจะพัฒนาไปได้อีกขั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋เลี่ยก็ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังและสุขใจ
ระหว่างที่ไป๋เลี่ยหยิบยันต์สื่อสารออกมา พลางแจ้งตำแหน่งที่อยู่ของตนให้อิ่นเหมยทราบ เขาก็หันไปมองเหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ตรงหน้า พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“หากให้อิ่นเหมยมาเยือนที่นี่ พวกเจ้าคงจะมิขัดข้องกระมัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรดาผู้กล้าที่ร่วมวงอยู่ล้วนส่ายหน้าพลางหัวเราะกล่าวตอบ
“ศิษย์พี่ใหญ่ไป๋เลี่ยกล่าวอันใดเช่นนั้น พวกเราจะไปขัดข้องได้อย่างไรเล่า”
“พวกเราล้วนได้ยินชื่อเสียงของอิ่นเหมย เทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางกันมาเนิ่นนาน นามนี้เลื่องลือไปทั่วแดนสวรรค์ ว่างามล้ำปานเซียนไร้ผู้ใดเทียม คู่ควรกับศิษย์พี่ใหญ่อย่างยิ่ง ข้ายังอดอิจฉาและชื่นชมมิได้!”
“ใช่แล้ว! เมื่อครั้งในงานเลี้ยงหมื่นวิถี พวกเรายังได้ยินมาว่าเทวีอิ่นเหมยผู้นี้ยังกล้าเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอโดยมิหวั่นเกรงใดๆ เลยสักนิด”
“นั่นสิ! เพื่อปกป้องศิษย์พี่ใหญ่ นางถึงกับกล้าเผชิญหน้ากับบุรุษผู้เป็นดั่งตำนานในหมู่ชนรุ่นเยาว์อย่างกู้ฉางเกอ ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นี่มิใช่สิ่งที่สตรีธรรมดาสามัญจะทำลงได้”
“สตรีทั้งหลายล้วนรักความสงบ หวาดกลัวต่ออำนาจ ทว่าอิ่นเหมยกลับยืนหยัดมิเอนเอียง เหตุนี้ผู้คนจึงพากันชื่นชม นับเป็นแบบอย่างที่ยากจะพบพาน”
“เทวีอิ่นเหมยช่างคู่ควรกับท่านยิ่งนัก!”
เมื่อได้ฟังคำชมอันพรั่งพรูจากปากของเหล่าผู้กล้า มิว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี ล้วนกล่าวยกยอพลางยกจอกสุราขึ้นคารวะ ทำเอาไป๋เลี่ยหัวเราะลั่นอย่างปลาบปลื้ม ราวกับดื่มด่ำความยินดีนี้จนสุขล้ำเหลือประมาณ
แม้จะรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อยเมื่อได้ยินนามของกู้ฉางเกอ ทว่าเมื่อคิดว่าอีกมินานอิ่นเหมยก็จะมาถึง อารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อยเหล่านั้นก็พลันจางหายไป
เย่หลิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในอาภรณ์ดำเรียบง่าย ใบหน้าดูธรรมดา ทว่าท่าทางกลับแฝงไว้ด้วยความมั่นใจอันยากจะอธิบาย ท่ามกลางเหล่าผู้เยาว์ที่พร่ำยกยอปอปั้นกันอย่างมิขาดปาก เขากลับโดดเด่นขึ้นมาอย่างมิตั้งใจ
เหตุการณ์ในงานเลี้ยงหมื่นวิถีก่อนหน้านี้ เย่หลิงก็ได้ยินมาก่อนแล้วว่า กู้ฉางเกอนั้นช่างโอหังเกินทนนัก ถึงกับประจานไป๋เลี่ยต่อหน้าธารกำนัล หากมิใช่เพราะอิ่นเหมยออกมาขวางเอาไว้ได้ทันเวลา เกรงว่าความอัปยศนั้นคงยิ่งลุกลามใหญ่โตยิ่งขึ้น
เย่หลิงเคยพบหน้านางมาหลายครั้ง นางนั้นงดงามประหนึ่งเทพธิดา จนกระทั่งทำให้เขาผู้มักหลงใหลในความงดงามของสตรียังแอบรู้สึกหวั่นไหวอยู่มิน้อย
เพียงแต่นางคือคู่หมั้นของศิษย์พี่ใหญ่ไป๋เลี่ยผู้มีบุญคุณกับเขา เขาจึงย่อมต้องข่มใจละทิ้งความคิดเช่นนั้น เพราะเขาเองก็ยังมีหลักยึดในใจอยู่
ทว่าหากวันใดที่ไป๋เลี่ยมิอยู่… การดูแลพี่สะใภ้แทนเขานั้นก็นับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว…
ในขณะนั้น เย่หลิงสังเกตเห็นแววตาที่แฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองของไป๋เลี่ยเมื่อได้ยินนามของกู้ฉางเกอ เขาจึงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ ว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ไป๋เลี่ยไยต้องใส่ใจกับกู้ฉางเกอนัก สุดท้ายแล้วเขาก็เพียงแค่ก้าวล้ำท่านไปครึ่งก้าวเท่านั้น รอให้ท่านทะลวงสู่ระดับจอมราชันขั้นกลางได้สำเร็จเมื่อใด ยามนั้นจะมีสิ่งใดให้ต้องหวาดเกรงอีกเล่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋เลี่ยพลันหัวเราะเสียงดังอย่างสบายใจ แล้วเอ่ยว่า “สมแล้วที่เป็นศิษย์น้องที่เข้าใจข้า เมื่อใดที่ข้าทะลวงถึงระดับจอมราชันขั้นกลางได้สำเร็จ ต่อให้กู้ฉางเกอจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็หาได้น่าหวาดหวั่นอีกต่อไปไม่! พลังจู่โจมของตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ของเราย่อมมิเป็นรองผู้ใดทั้งสิ้น!”
นี่คือความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของเขาในยามนี้
ที่เขาต้องถอยหนีไปในงานเลี้ยงหมื่นวิถีนั้น ก็เป็นเพียงเพราะพลังบำเพ็ญตนยังมิอาจเทียบเท่ากับกู้ฉางเกอได้ ทว่าบัดนี้ เขาสัมผัสได้ถึงขอบเขตที่ขวางกั้นระหว่างเขากับระดับจอมราชันขั้นกลางที่ใกล้จะถูกทำลายลงทุกขณะแล้ว
เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะทำให้กู้ฉางเกอต้องพ่ายแพ้กลับหลังหัน ทำให้ความหยิ่งยโสในวันนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความอัปยศอย่างถึงที่สุดให้จงได้!
“โอ้ จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าก็ดูเหมือนจะมีความแค้นกับกู้ฉางเกอมิน้อย แถมยังเคยท้าทายเขาไว้ด้วย”
ไป๋เลี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับนึกอันใดขึ้นได้ ก่อนจะหันมามองเย่หลิงแล้วกล่าวว่า “พี่ชายมิได้ดูแคลนเจ้า เพียงแค่ข้าเห็นกับตาว่าพรสวรรค์ของเจ้าช่างโดดเด่นยิ่งนัก”
“เจ้าสามารถเอาชนะผู้อ่อนแอกว่าและท้าทายผู้แกร่งกล้าได้ ขนาดเย่หลางเทียนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ ก็ยังต่อกรได้อย่างมิยากเย็น หากเจ้าทะลวงขอบเขตให้เทียบเท่ากับกู้ฉางเกอเมื่อใด ข้าเชื่อว่าเขาก็คงมิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าเช่นกัน”
เสียงเล่าลือแพร่สะพัดไปทั่วดินแดนอนันต์สวรรค์ ถึงเรื่องที่เย่หลิงใช้พลังอันอ่อนด้อยกว่า ทว่ากลับสามารถหาญสู้กับยอดอัจฉริยะอย่างเย่หลางเทียนได้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นตะลึงยิ่งนัก
เหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ในที่นี้ ต่างก็รับรู้ถึงข่าวคราวดังกล่าว ก่อนพากันมองเย่หลิงด้วยความนับถือและชื่นชม
เย่หลางเทียนนั้นคืออัจฉริยะที่ถูกขนานนามว่าเป็นจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ ตำนานของเขาได้รับการเล่าขานไปทั่วทั้งแดนสวรรค์อันกว้างใหญ่ ทว่าเย่หลิงกลับสามารถขัดขืนและยืนหยัดต่อกรได้
หากมิใช่ด้วยพรสวรรค์และพลังอันเกินคาด เหตุใดเล่าเย่หลิงผู้เป็นเพียงเชื้อสายรองแห่งตระกูล จะได้รับการยอมรับจากไป๋เลี่ยถึงขั้นยกย่องเรียกขานว่าเป็นพี่น้องร่วมสาบาน
“ศิษย์พี่ไป๋เลี่ยคงยังมิรู้ หากกู้ฉางเกอเป็นศัตรูของท่าน เขาก็ย่อมต้องเป็นศัตรูของข้าด้วย อีกทั้งเรื่องคู่หมั้นของเขา ท่านก็ทราบดีใช่หรือไม่”
เย่หลิงหัวเราะเสียงดังอย่างมิยี่หระ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความถือดี ประหนึ่งมิได้เห็นกู้ฉางเกออยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ในใจเขา ความเล่าลือทั้งหลายมิได้มีน้ำหนักเท่าใดนัก ต่อให้เป็นเรื่องจริง เขาก็มิได้หวั่นเกรง ด้วยเขาย่อมมีความมั่นใจและพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
“คู่หมั้นของกู้ฉางเกอหรือ เจ้าหมายถึงองค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน เยวี่ยหมิงคงอย่างนั้นหรือ นางก็นับว่าเป็นสตรีที่ทั้งงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถเหนือผู้ใด! หรือว่าเจ้ากำลังหมายตานางอยู่”
ไป๋เลี่ยยกจอกสุราขึ้นดื่ม ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยแววตาเป็นประกาย เหมือนเพิ่งเข้าใจนัยบางอย่าง รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างบุรุษชาตรี เพราะเรื่องสตรีนั้น มิว่าผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่ให้ความสนใจเสมอมา
โดยเฉพาะชื่อเสียงของเยวี่ยหมิงคงผู้เป็นองค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ที่ทั้งงดงามล้ำเลิศและมีพรสวรรค์อันหาตัวจับได้ยาก แม้แว่นแคว้นราชสำนักเซียนไร้เทียมทานจะอยู่ห่างไกลจากดินแดนอนันต์สวรรค์ ทว่าก็ยังมีข่าวลือแพร่มาถึงที่แห่งนี้ว่า ขณะนี้ เยวี่ยหมิงคงได้เดินทางมายังตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เพื่อพบกับกู้ฉางเกอผู้เป็นคู่หมั้นของนางแล้ว
เรื่องนี้ทำเอาไป๋เลี่ยถึงกับอดอิจฉาอยู่ในใจมิได้!
บรรดาบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่โดยรอบ ต่างก็มีท่าทีตื่นเต้นสนใจขึ้นมาทันที เมื่อหัวข้อสนทนานี้ถูกหยิบยกขึ้นมา เทพธิดาผู้เลอโฉมนั้นจะมีผู้ใดบ้างที่มิปรารถนาจะหมายมาครองบ้างเล่า
มิมีผู้ใดคาดคิดว่าเย่หลิงจะหาญกล้าถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าหมายตาเยวี่ยหมิงคง นี่ทำให้พวกเขาทั้งแปลกใจและอดชื่นชมในความกล้าบ้าบิ่นของเขามิได้
ขณะนั้น เย่หลิงพลันหรี่ตาลงเล็กน้อย ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความเย็นชาว่า “มิรู้เพราะเหตุใด เยวี่ยหมิงคงถึงได้วางแผนสังหารข้าอย่างมิมีปี่มีขลุ่ย โชคดีที่วันนั้นข้ารอดมาได้ ทว่าเรื่องนี้ ข้าย่อมมิยอมปล่อยผ่านไปได้โดยง่าย ส่วนกู้ฉางเกอผู้นั้น... ก็แค่ร่วมชดใช้ไปพร้อมกันกับนางก็เท่านั้น!”
กล่าวจบ เขายกมือขึ้นแตะจี้สีดำซึ่งห้อยอยู่บนลำคอ ภาพเหตุการณ์ที่นครโบราณนิลอัคนียังคงชัดเจนในความทรงจำ วันนั้นเขาเกือบจะได้เชยชมสตรีผู้เลอโฉมผู้นั้นแล้ว ทว่ากลับมิคาดคิดว่า เขาเกือบจะต้องจบชีวิตลงในที่แห่งนั้น
ความคิดนี้ทำให้ดวงตาของเย่หลิงวาบประกายเยียบเย็นชั่วขณะ
ไป๋เลี่ยได้ฟังดังนั้นก็ชะงักงันเล็กน้อย ทว่าเมื่อนึกถึงอุปนิสัยของเย่หลิง เขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงคิดจะทำเรื่องมิเหมาะสมแล้วเผลอโดนตอบโต้เข้า นี่ทำให้เขาอดหัวเราะขำขันมิได้
บรรยากาศในห้องโถงพลันกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง บรรดาบุรุษหนุ่มต่างพากันหัวเราะร่วน ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปกล่าวคุยเกี่ยวกับการที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เตรียมเปิดพื้นที่ส่วนลึกของดินแดนเซียนโบราณ พร้อมวางแผนว่าจะเข้าร่วมอย่างไร
พร้อมกันนั้นเอง ในนครโบราณที่เย่หลิงและเหล่าผู้คนพำนักอยู่ ก็มีรถม้าธรรมดาคันหนึ่งแล่นมาช้าๆ ราวกับมิมีสิ่งใดน่าสนใจ
ผู้ขับรถม้าเป็นบุรุษชราในอาภรณ์ดำ ดูธรรมดาสามัญ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความสงบนิ่งลึกล้ำ ราวกับภูผาที่มั่นคงและสง่างาม ทุกท่วงท่ากลับดูมิธรรมดาอย่างยิ่ง
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่พบเห็นต่างก็หลีกทางให้โดยมิรู้ตัว บางคนถึงกับขมวดคิ้ว คาดเดาว่าผู้โดยสารในรถม้าต้องมิใช่ผู้ที่ธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน
ภายในรถม้าอันเงียบสงบ กู้ฉางเกอและเยวี่ยหมิงคงนั่งประจันหน้ากันอยู่ภายใน
ขณะนั้น เยวี่ยหมิงคงหลุบดวงตาคู่งามลงเล็กน้อย สายตาเต็มไปด้วยความครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ในอดีตชาติ
ไป๋เลี่ยผู้เป็นคุณชายแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์นั้น นับเป็นมิตรแท้ที่เย่หลิงมีเพียงน้อยนิด ทั้งสองร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ความสัมพันธ์จึงลึกซึ้งอย่างยิ่ง
นางย่อมรู้ดีว่าในเวลานี้ กู้ฉางเกอได้เริ่มเดินหมากเตรียมการบางอย่างต่อไป๋เลี่ยแล้ว
ส่วนแผนการที่จะโยนความผิดเรื่องเคล็ดวิชามหามารต้องห้ามให้กับเย่หลิงนั้น เยวี่ยหมิงคงยังคงสงสัยอยู่บ้าง ว่ากู้ฉางเกอคิดจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร
เพราะหากพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ความเชื่อมโยงระหว่างเย่หลิงกับเคล็ดวิชามหามารต้องห้ามนั้น ช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว มิอาจนึกโยงเกี่ยวพันกันได้เลย
นางเองก็อยากรู้เช่นกันว่า กู้ฉางเกอที่ร้ายกาจซ่อนเร้นกายอยู่ในเงามืด จะมีวิธีการใดที่นางยังมิเคยรับรู้มาก่อน
นางเงยหน้าขึ้นมองกู้ฉางเกอเพียงครู่เดียว ก็พบว่าเขาดูสงบนิ่งผิดไปจากเดิม
ราวกับละทิ้งความเย่อหยิ่งอันเป็นนิสัย เปลี่ยนมาเป็นท่าทีสงบเยือกเย็น บนใบหน้าอันหล่อเหลาภายใต้แสงจันทรานั้น ยิ่งชวนให้นึกถึงภาพของเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ยิ่ง
หากนี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของเขานั้นจะดีสักเพียงใด
เยวี่ยหมิงคงส่ายศีรษะเล็กน้อย สลัดความคิดอันไร้สาระนี้ทิ้งไป
ทั้งสองต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง บรรยากาศภายในรถม้าเงียบสงัดยิ่ง
กลิ่นสุราหอมกรุ่นคลุ้งผสมกับกลิ่นจันทน์อ่อนๆ ชวนให้จิตใจเงียบสงบ กู้ฉางเกอนั่งพิงเบาะอย่างสบายใจ ดวงตาหลับพริ้มเล็กน้อย ราวกับกำลังผ่อนคลายอารณ์
“ผู้อาวุโสหมิง หาเรือนพักสักหลังให้ข้าพักผ่อนก็เพียงพอ คืนนี้ข้าจะไปชมละครสักเรื่องหนึ่ง”
เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางหันไปกล่าวกับบุรุษชราในอาภรณ์ดำที่อยู่ด้านนอก
“รับทราบแล้วขอรับ คุณชาย” ผู้อาวุโสหมิงขานรับอย่างนอบน้อม
ตัวนครโบราณแห่งนี้อยู่มิไกลจากนครหลักของนครโบราณมรรคาสวรรค์นัก ทว่าเพราะช่วงนี้นครหลักคึกคักเป็นพิเศษ เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากทั่วสารทิศต่างหลั่งไหลมาพักอาศัยตามนครรอบนอก
กู้ฉางเกอออกจากนครหลักครั้งนี้ มิได้หวนกลับไปยังประตูภูผา อีกทั้งยังระมัดระวังมิให้สร้างความเคลื่อนไหวใดๆ
เพราะเป้าหมายของเขามิใช่การล่าเหยื่อโดยตรง ทว่ากลับเป็นการชมละครเรื่องใหญ่ที่กำลังจะเปิดม่านขึ้น พร้อมกับใช้โอกาสนี้เป็นแรงผลักดันให้สถานการณ์คล้อยตามแผนที่เขาวางไว้
ท้ายที่สุดแล้ว ตำแหน่งเจ้าของเคล็ดวิชามหามารต้องห้าม จะต้องถูกยัดเยียดให้ผู้อื่นอย่างสมบูรณ์แบบ
ในขณะเดียวกัน กู้ฉางเกอก็เปิดหน้าต่างของระบบที่เขาห่างหายจากการตรวจสอบมาเนิ่นนาน
ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ
รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า
อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นายน้อยตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง
สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับจอมราชัน ขั้นกลาง
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 8 ความคืบหน้า 60 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ วิชาเซียนไร้สิ้นสุด…
ค่าชะตาสวรรค์: 12,000
ค่าวาสนา: 2,500 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 ยันต์ทำลายพันธนาการ *1 ยันต์เร้นอำพราง *1 การ์ดปล้นวาสนา *3
โดยมิทันรู้ตัว แต้มวาสนาของเขาก็ได้เพิ่มขึ้นไปถึง 2,500 แต้มแล้ว ความเร็วนี้นับว่ามิน้อยเลยทีเดียว
คาดว่าอาจมีส่วนหนึ่งที่ได้มาจากซูชิงเกอและหลินชิวหาน ส่วนอีกเล็กน้อยก็คงเป็นผลงานของกู้เซียนเอ๋อร์
ยังมินับรวมกับเหตุการณ์เมื่อมินานมานี้ ที่เขาได้เก็บเกี่ยวแต้มวาสนาจำนวนมากจากเส้นเรื่องของสองสตรีผู้มากด้วยวาสนา
ยามนี้ สิ่งที่เขาต้องให้ความสำคัญก็คือภารกิจสุ่มที่เกี่ยวข้องกับไป๋เลี่ย ซึ่งควรได้รับการสะสางให้เสร็จสิ้นเสียที
รางวัลที่ได้มาก็คุ้มค่ามิน้อย 1,000 แต้มวาสนา และ 5,000 แต้มชะตาสวรรค์ นี่นับว่ามิเลวเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ไป๋เลี่ยเองยังเป็นหมากสำคัญที่เขาจัดวางไว้ในแผนการ มิอาจหาตัวเลือกที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว
"จากการทะลวงขอบเขตครั้งล่าสุดดูเหมือนจะผ่านมาพอสมควรแล้วสินะ ถึงเวลาที่ข้าควรจะก้าวข้ามขึ้นไปอีกขั้นเสียที"
สายตาของกู้ฉางเกอกวาดมองไปยังระดับพลังในยามนี้ของตนเอง ความจริงแล้ว หลังจากได้สัมผัสกับเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ เขาก็กลับพบว่า การใช้แต้มเพิ่มพลังนั้นสะดวกสบายก็จริง ทว่ายังเทียบมิได้กับความหฤหรรษ์จากการกลืนกินพลังต้นกำเนิดของผู้อื่นโดยตรง
อย่างไรก็ตาม แต้มชะตาสวรรค์ก็ยังมีประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งสมควรเก็บไว้ใช้กับเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า
ทว่าก่อนที่เขาจะแข็งแกร่งจนสามารถเหยียบย่ำยุทธภพด้วยพลังอันหาที่เปรียบมิได้ เขาก็ต้องแสร้งทำเป็นค่อยๆ ขัดเกลาพลังของตนเองไปพลางๆ เพื่อรักษาความสมดุลของสิ่งที่ทุกคนมองเห็นไว้เสียก่อน
ครืน!
"ระบบ จงเพิ่มพลังให้กับข้า"
สิ้นเสียงคำสั่งของกู้ฉางเกอ ความเย็นเยียบบางเบาก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย พลังแปลกประหลาดพลันลุกโชติช่วงในเส้นชีพจรทุกสาย ราวกับทุกอณูในร่างกำลังหลอมละลายและแปรเปลี่ยน สลัดคราบเก่าก่อนกลายเป็นสิ่งใหม่อันทรงพลังเหนือคำบรรยาย
ในขณะเดียวกัน คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ก็ทะยานขึ้นสู่ความก้าวหน้าในระดับ 90 ส่วน ในขั้นที่ 8 อย่างเต็มสมบูรณ์!
ระดับพลังของเขาได้บรรลุถึงขอบเขตจอมราชันขั้นปลายเรียบร้อยแล้ว!
“เจ้าบ้าคนนี้ จู่ๆ ก็ทะลวงผ่านไปอีกขั้นเสียแล้ว…”
เยวี่ยหมิงคงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพลันรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายพลังนั้น รัศมีที่แผ่ออกมานั้นช่างทรงพลังอย่างยิ่ง นางอดมิได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
นางใคร่รู้มาโดยตลอดว่า กู้ฉางเกอสามารถควบคุมระดับพลังภายนอกให้กลมกลืนและไร้ช่องโหว่ได้อย่างไร ราวกับเป็นภาพมายาที่สมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ ให้ตรวจจับได้
หากมิมีความทรงจำจากชาติที่แล้ว นางคงมิได้รับรู้เลยว่ากู้ฉางเกอได้ซุกซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวไว้อย่างแนบเนียนถึงเพียงนี้ และเบื้องหลังของบุรุษผู้นี้ อาจจะมีขุมพลังที่สามารถยกระดับไปยังเทวะสวรรค์หรือแม้แต่เทวะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างตามใจปรารถนา
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เยวี่ยหมิงคงก็รู้สึกเงียบงัน ราวกับถูกขัดขวางจากเงาดำที่ยากจะก้าวข้าม แม้จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อไขว่คว้าทุกโอกาสในชาติภพนี้ ทว่าพลังของนาง ณ ยามนี้ ก็ยังคงอยู่ในขั้นจอมราชันช่วงต้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่าแท้จริงแล้วนางได้ก้าวเข้าสู่ระดับจอมราชันขั้นปลายแล้ว กลับเป็นสิ่งที่ยังมิมีผู้ใดล่วงรู้ แม้กระทั่งกู้ฉางเกอเองก็ยังมิอาจจับสัมผัสได้
ด้วยความสามารถนี้ นางย่อมเพียงพอที่จะยืนหยัดท้าทายเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งปวงของยุคนี้ได้
ทว่าภายในใจลึกๆ เยวี่ยหมิงคงก็ตระหนักดีว่า ต่อให้มีพลังในระดับนี้ นางก็มิอาจเทียบเคียงกับกู้ฉางเกอได้อยู่ดี เพราะเรื่องเช่นนี้มิเคยอยู่ในสายตาของเขาเลยด้วยซ้ำ