นารุคามิสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อปรับลมปราณ ก่อนจะใช้ทักษะความเร็วของข้อต่อของแขนทั้งสองข้างดึงผ้าอ้อมที่ใช้แล้วออกมา แต่สิ่งที่หลุดออกมาพร้อมผ้าอ้อมนั้นกลับเป็อึเหลวสีเหลืองที่พุ่งเข้าเต็มหน้าของนารุคามิ
“แหว๊กกก ! ”
ทันทีที่ท่รกปลดปล่อยอึเหลวออกมาจากลำไส้ก็หยุดร้องไห้ทันที เพราะกลับมารู้สึกสบายตัวอีกครั้ง ก่อนจะส่งเสียง ‘อ้อแอ้’ และฉีกยิ้มกว้างใส่นารุคามิ ราวกับจะบอกว่า 'ทำได้ดีมากนะมนุษย์แม่มือใหม่' แต่สำหรับนารุคามิ เธอต้องเช็ดหน้าเช็ดตารวมถึงอึเหลวที่ติดเสื้อออกไปให้หมด
นารุคามิทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ก้อนหิน เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะหมดแรง หลังจากนั้นเธอก็ถอดเสื้อที่เลอะอึออกและลงไปแช่น้ำเพื่อขัดสีฉวีวรรณจากการถูกโจมตีเมื่อสักครู่ พร้อมใช้มือทั้งสองข้างซักผ้าอ้อมที่มีน้ำอึสีเหลืองและเสื้อผ้าของตน
แม้จะเลอะอึมากเพียงใด แค่ใช้มือขยี่ ๆ พร้อมกับลำธารที่พัดพาของเหลวเ่าั้ไปก็สะอาดแล้ว เมื่อเสื้อผ้าและผ้าอ้อมไม่มีกลิ่นหรือคราบเหลืองจึงนำขึ้นมาผึ่งไว้บนก้อนหิน พลางใช้เวทมนตร์แห่งสายลมพัดผ้าอ้อมและเสื้อผ้าของเธอให้แห้งสนิท
ก่อนจะใช้เวทมนตร์ไฟทำให้มือขวาของเธอมีเปลวไฟออกมาจนแดงก่ำรีดเสื้อผ้าของเธอและผ้าอ้อมที่พึ่งซักเมื่อสักครู่ เสียงไอน้ำที่ดังซู่ซ่าจากการระเหยทำให้พื้นที่รอบ ๆ มีอุณหภูมิชื้นในทันที
ผ่านไปไม่นาน ผ้าที่เธอรีดด้วยมือเปล่าก็แห้งสนิท ราวกับได้ผ้าผืนใหม่จากร้านขายเสื้อผ้าหรู ๆ เธอใช้ผ้าอ้อมตัวเดิมที่เพิ่งแห้งใส่ให้ทารก ก่อนจะสวมเสื้อผ้าของตนที่เพิ่งทำให้แห้งด้วยเวทมนตร์
“เห้อ กะว่าจะไม่ใช้เวทมนตร์สุรุ่ยสุร่ายแล้วแท้ ๆ ”
เธอเผลอใช้เวทมนตร์อย่างสุรุ่ยสุร่ายไปเสียแล้วเพราะ้าความรวดเร็ว หากช้าและปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติก็จะไม่มีเสื้อผ้าใส่ จึงจำใจต้องทำละนะ
นารุคามินั่งลงข้าง ๆ ทารกน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยอย่างสบายใจ การเป็คุณแม่มือใหม่นี่มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ
“เลี้ยงเด็กนี่ยุ่งยากชะมัด !”
{ หลายชั่วโมงผ่านไป }
“คงต้องตามหาหมู่บ้านแถวนี้ก่อนล่ะนะ”
นารุคามิอุ้มทารกน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยอย่างสบายตัว เดินตามลำธารไป พลางชมนกชมไม้ เป็บรรยากาศที่สดชื่นเสียจริง อากาศยามเช้าที่บริสุทธิ์และเย็นสบายพัดโชยมาปะทะใบหน้า สลับกับกลิ่นหอมของดินชื้นและพืชพรรณที่เบ่งบาน เสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ผสานกับเสียงร้องใส ๆ ของนก เป็ดนตรีธรรมชาติที่ไพเราะราวกับกำลังบำบัดจิตใจ
หากเป็เทพเ้าต้นอื่นก็คงใช้พลังในการบินร่อนเหนือเวหาแล้ว แต่สำหรับเธอนั้นการบินมันเหมือนกับการี้เีและไม่ได้ออกกำลังกาย
เธอจึงเลือกที่จะเดินมากกว่าการบิน เพราะจะทำให้ร่างกายแข็งแรง และอีกอย่างก็คือจะทำให้สามารถชมนกชมไม้ ได้อย่างมีความสุข
เมื่อเธอเดินไปเรื่อย ๆ ทันใดนั้นเองพุ่มไม้ด้านหลังก็ขยับ ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองเธออยู่
“หืม ?”
นารุคามิได้ยินเสียงขยับของพุ่มไม้ เสียงนั้นดัง แคว่ก เบา ๆ เธอชะงักฝีเท้าทันทีและหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณระวังภัยที่สั่งสมมา แต่ภาพตรงหน้ากลับพบเพียงแต่ความว่างเปล่า ไร้สิ่งมีชีวิตใด ๆ
ความรู้สึกตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็ความไม่ชอบมาพากลอย่างรวดเร็ว หากเป็สัตว์เล็ก ๆ อย่างกระต่ายหรือกวาง มันคงตื่นใและวิ่งหนีไปแล้ว แต่นี่ขยับแล้วก็หายไปเลย ราวกับว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่มีสติปัญญาพอจะหยุดการเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่ถูกจับได้ ราวกับสิ่งนั้นตามติดเธอมาั้แ่แรก และรู้ดีว่าควรซ่อนตัวเมื่อใด ซึ่งนั่นทำให้ความรู้สึกว่าตนเองถูกเฝ้ามองได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจับต้องได้
"เดินต่อเถอะ"
เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ พลางกระชับอ้อมแขนที่อุ้มทารก ก่อนจะหันกลับมาเดินตามลำธารต่อไป
ทันใดนั้นร่างสีดำสนิทขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน
รูปร่างของมันคล้ายกับควันดำที่รวมตัวกันเป็โครงร่างที่ยึกยือ และสะบัดไปมาราวกับใบไม้
เงานั้นหยุดนิ่งชั่วขณะ มันจ้องมองตามแผ่นหลังของนารุคามิที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ราวกับกำลังประเมินความเร็วและทิศทางของเธอ
จากนั้น เงาก็ลดตัวลงอย่างรวดเร็ว จมหายลงไปในดินใกล้ ๆ พุ่มไม้อีกครั้ง ไม่มีแม้แต่เสียงใบไม้ขยับ การติดตามของเงานั้นยังคงดำเนินต่อไปราวกับสโตกเกอร์โรคจิต
นารุคามิเดินต่อไปอีกหลายสิบก้าว ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูสดชื่น แต่ความรู้สึกว่ามีคนมองนั้นไม่ยอมจางหายไป
เธอเปลี่ยนจังหวะการก้าวเท้า จากเดินเร็วเป็การเดินช้าลงเล็กน้อย จากนั้นเร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน
หากมีสิ่งใดตามมาจริง การเปลี่ยนจังหวะเดินจะบังคับให้เ้านั่นต้องปรับการเคลื่อนไหวตาม
ทันใดนั้นเธอก็หยุดเดินและหันกลับไปตามสัญชาตญาณ
“ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ !”
นารุคามิะโดังลั่นก่อนจะขมวดคิ้ว ราวกับจะบอกว่า ‘ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาที่ใคร ๆ จะเดินตามฉันได้นะ’
ตุ๊กตาในความหมายของเธอมันคืออะไรกันแน่นะ หรือว่าเธอจะมองตัวเองเป็ตุ๊กตาแบบนี้เหรอ ?