“ผู้หญิงคนนี้ ช่างใจร้อนเสียจริง”
อวี๋จื่ออวี๋ ‘มองเห็น’ชิงเอ๋อร์ที่พุ่งเข้าไปในรอยแยกแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อนๆเขานึกไม่ถึงเลยว่าชิงเอ๋อร์จะใจร้อนขนาดนี้ แม้จะเคยอยู่กับมนุษย์มานานแล้วก็ตาม
แต่เมื่อนึกย้อนดู อวี๋จื่ออวี๋ก็เลิกแปลกใจ
ชิงเอ๋อร์เป็นเพียงดวงวิญญาณล่องลอยไปเรื่อยการที่เธอสามารถต้านทานการโจมตีทางกายภาพได้นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอไม่ต้องหวั่นเกรงการโจมตีส่วนใหญ่
และด้วยความสามารถเช่นนี้ชิงเอ๋อร์จึงมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
......
เงาหมอกร่ายรำ ควันแดงลอยคว้างกลางเวหา
เพียงชั่วครู่ชิงเอ๋อร์ก็แทรกตัวลึกลงไปในรอยแยกกว่าร้อยเมตร
แต่ยิ่งดำดิ่งลงไปความตื่นเต้นของชิงเอ๋อร์ก็ยิ่งทวีคูณ
เพราะนั่นหมายความว่าโอกาสที่รอยแยกนี้จะนำไปสู่เหมืองหินวิญญาณนั้นมีมากขึ้นอย่างมหาศาล
หากไม่มีอะไรผิดพลาดเบื้องล่างย่อมต้องเป็นเหมืองหินวิญญาณอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้นมือเรียวของชิงเอ๋อร์ก็สะบัด ควันแดงพุ่งลงด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ทว่าหลังจากนั้นไม่นานร่างของชิงเอ๋อร์ก็หยุดชะงักกะทันหัน
“พลังวิญญาณ...”
ชิงเอ๋อร์พึมพำขณะมองลงไปยังเบื้องล่างที่ราวกับมีแสงหลากสีสันพวยพุ่งออกมาเธออดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อย
ไม่คิดเลยว่าจะค้นพบได้รวดเร็วขนาดนี้?
เดิมทีพลังวิญญาณนั้นไร้สีแต่ในสายตาของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติพลังวิญญาณกลับปรากฏเป็นดั่งไอหมอกห้าสีที่ลอยอ้อยอิ่งในฤดูร้อน
แต่ตอนนี้พลังวิญญาณที่พวยพุ่งออกมาจากที่นี่กลับมีสีสันสดใส แม้แต่ในสายตาของคนธรรมดา
สามารถจินตนาการได้เลยว่าความเข้มข้นของพลังวิญญาณที่อยู่เบื้องล่างนั้นมีพลังมหาศาลเพียงใด
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด
เรื่องที่สำคัญที่สุดมากกว่านั้นคือด้วยเหมืองหินวิญญาณแห่งนี้นายท่านจะสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อคิดถึงจุดนี้ชิงเอ๋อร์ก็พ่นลมหายใจออกยาวๆ สยบความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านขึ้นในใจ
......
ครู่ต่อมา ร่างของชิงเอ๋อร์ก็พลิ้วไหวกลายเป็นควันสีแดงอีกครั้ง เธอดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของรอยแยก
เมื่อมองไปยังจุดที่เปล่งแสงอยู่ไม่ไกลชิงเอ๋อร์ก็เร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน
“โครม!” เสียงดังสนั่นราวกับจมลงสู่มหาสมุทร
แสงสีห้าสีโอบล้อมเธอพลังวิญญาณอันเข้มข้นจนไม่สามารถสลายได้หมุนเวียนอย่างอิสระ
ในเวลานี้ชิงเอ๋อร์ไม่ได้มัวเมาอยู่ในมหาสมุทรแห่งพลังวิญญาณนี้นานนัก
แม้จะรู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่งแต่กลิ่นคาวเหม็นที่โชยมาแต่ไกลกลับทำให้ใบหน้าของชิงเอ๋อร์เปลี่ยนสีไปเล็กน้อย
เธอเงยหน้าขึ้นพลันเห็นงูยักษ์ตัวมหึมาที่สูงราวกับภูเขาขนาดย่อมตัวหนึ่งขดตัวอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร
ดวงตางูสีเขียวมรกตที่เปล่งประกายเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัว
ร่างเพรียวยาวขดซ้อนเป็นวง
เกล็ดสีเหลืองอมน้ำตาลคล้ายเกล็ดปลาปกคลุมทั่วร่างสันหลังเป็นสีเหลืองอ่อน ส่วนที่เหลือเป็นสีเหลืองเข้มคล้ายหิน...
แม้จะไม่ได้เหยียดกายทอดยาวแต่เมื่อมองดูลำตัวที่หนาเท่าถังน้ำ ย่อมมีขนาดยี่สิบถึงสามสิบเมตรเป็นอย่างน้อย
“นี่คืออสรพิษศิลา?”
ดวงตาของชิงเอ๋อร์หรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองดูงูยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวนี้เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อย
อสรพิษศิลางูกลายพันธุ์ที่สามารถควบคุมธาตุดินได้และชื่ออสรพิษศิลาของมันมีบันทึกไว้ในสมุดภาพสัตว์กลายพันธุ์ของกองทัพ
ซึ่งได้บันทึกประเภทของสัตว์กลายพันธุ์เล็กใหญ่ไว้หลายร้อยชนิดแล้ว
และอสรพิษศิลาผู้ล่าที่อยู่จุดสูงสุดของสัตว์กลายพันธุ์นี้ ก็เป็นหนึ่งในนั้นร่างกายของมันราวกับหล่อหลอมจากหินแกรนิตการป้องกันของมันสามารถต้านทานการระดมยิงจากปืนใหญ่ส่วนใหญ่ได้
ทว่างูยักษ์เบื้องหน้านี้กลับแตกต่างจากอสรพิษศิลาอยู่บ้าง
“เจ้าตัวนี้...”
ชิงเอ๋อร์จ้องมองเกล็ดสีเหลืองอมน้ำตาลที่ปกคลุมทั่วร่างของงูยักษ์นี้ซึ่งแผ่กลิ่นอายแห่งผืนปฐพีออกมา ความรู้สึกไม่ดีก็ผุดขึ้นในใจของเธอทันที
แต่ในวินาทีนั้นเอง
“ฟ่อออ...”
อสรพิษศิลาแลบลิ้นส่งเสียงขู่แหบพร่ามันจ้องมองชิงเอ๋อร์ที่อยู่ไม่ไกล
จากนั้นหางงูที่พาดอยู่บนพื้นดินก็สะบัดเบาๆ
“ตูม!” เสียงดังสนั่นราวกับแผ่นดินสะท้าน
และในชั่วพริบตานั้น
“ฉึก!”
หนามดินอันแหลมคมพุ่งพรวดออกมาจากพื้นดินแทงทะลุความว่างเปล่า ปักทะลุผ่านร่างของชิงเอ๋อร์อย่างสมบูรณ์
“น่ากลัวจริงๆ”
ชิงเอ๋อร์มองหนามดินที่ปักทะลุร่างอย่างเย็นชาใบหน้าของเธอยังคงสงบนิ่ง
การโจมตีทางกายภาพนั้นไร้ผลกับเธอไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้างเลื่อนลอย
แน่นอนว่าเมื่อพิจารณาถึงการป้องกันอันน่าสะพรึงกลัวของอสรพิษศิลาที่แข็งแกร่งจนดาบและปืนไม่อาจทำอะไรได้ชิงเอ๋อร์ก็ไม่มีความสนใจที่จะเข้าไปพัวพันกับมันโดยตรง
สัตว์ประหลาดเช่นนี้มีเพียงนายท่านเท่านั้นที่สามารถสยบมันได้
ท้ายที่สุด หากเธอคาดเดาไม่ผิดอสรพิษศิลาตัวนี้คงได้ทำการก้าวข้ามระดับชั้นชีวิตเรียบร้อยแล้วและกลายเป็นสัตว์ประหลาดระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งอย่างสมบูรณ์
เมื่อนึกถึงจุดนี้ ชิงเอ๋อร์ก็โล่งใจโชคดีที่ค้นพบมันได้เร็ว
มิฉะนั้นหากปล่อยให้มันมีเวลาวิวัฒนาการอีกสักระยะคงยากที่จะรู้ว่ามันจะแปรสภาพเป็นสัตว์ประหลาดที่ร้ายกาจเพียงใด
“ฮู่ว...”
ชิงเอ๋อร์พ่นลมหายใจออกยาวๆและกวาดสายตามองสำรวจบริเวณโดยรอบ
งูยักษ์กำลังขดตัวอยู่ทางทิศตะวันตกคอยดูดซับพลังวิญญาณที่ล้นออกมาจากเหมืองหินวิญญาณอย่างเงียบๆ
และเหมืองหินวิญญาณตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกแม้จะเผยออกมาเพียงมุมเดียวแต่ก็สามารถมองเห็นแสงเจิดจ้าที่ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางขุนเขาได้อย่างชัดเจน
ทว่าในวินาทีนั้นเองราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ดวงตาของชิงเอ๋อร์หรี่ลงเล็กน้อย
เธอแหงนหน้ามองเหนือมุมหนึ่งของเหมืองหินวิญญาณเผยออกมา มีพืชสีแดงฉานต้นหนึ่งตระหง่านอยู่
กลิ่นหอมเจือจางลอยอบอวลอยู่ในอากาศความกระวนกระวายใจพลันผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจราวกับสัญชาตญาณร้องเตือน
“พืชที่เติบโตบนเหมืองหินวิญญาณเหรอ?”
ชิงเอ๋อร์พึมพำ ดวงตาของเธอฉายแววประหลาดใจ
สมุนไพรวิญญาณระดับนี้ย่อมมีประโยชน์มหาศาลต่อนายท่านอย่างแน่นอน
และที่สำคัญกว่านั้นงูยักษ์ตัวนี้ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับหญ้าโลหิตต้นนี้มาก
หลังจากโจมตีพลาดไปครั้งหนึ่งมันกลับไม่ได้โจมตีอีกในทันที แต่กลับจ้องมองไปที่หญ้าโลหิตอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแย่งไป
ชิงเอ๋อร์ยิ้มแหยๆในใจก็เริ่มเข้าใจเหตุการณ์ขึ้นมาบ้าง
จากนั้น ร่างของเธอพลันพลิ้วไหวกลายเป็นควันสีแดง พุ่งเข้าหาหญ้าโลหิต
“กรรร...”
เสียงคำรามกึกก้อง คล้ายมังกรทว่าไม่ใช่คล้ายงูก็ไม่เชิง ทว่ากลับเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและดุร้ายถึงที่สุด
จากนั้น ปากอันมหึมาก็อ้ากว้างงับเข้าใส่ชิงเอ๋อร์
เร็ว...
เร็วมากจริงๆ
ใครจะคาดคิดว่างูยักษ์ขนาดมหึมาเช่นนี้จะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบเช่นนี้
ทว่าน่าเสียดายที่มันกำลังเผชิญหน้ากับชิงเอ๋อร์ซึ่งเป็นเพียงดวงวิญญาณ
หากไม่ใช่เพราะความระแวงว่างูยักษ์ตัวนี้จะสามารถทำอันตรายวิญญาณชิงเอ๋อร์คงไม่แสร้งเคลื่อนไหวเชื่องช้าขนาดนี้
ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าเล็กน้อยมุมปากของเธอเหยียดเย็นชา
จากนั้น เธอเร่งความเร็วขึ้นเพียงพริบตาเดียวก็เคลื่อนออกจากคมเขี้ยวในปากแดงฉานนั้นได้แล้ว
พร้อมกันนั้นมือขวาที่โปร่งใสก็กลายเป็นกายหยาบ พุ่งเข้าคว้าหญ้าโลหิตต้นนั้น