Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 อสรพิษศิลา

            “ผู้หญิงคนนี้ ช่างใจร้อนเสียจริง”

            อวี๋จื่ออวี๋ ‘มองเห็น’ชิงเอ๋อร์ที่พุ่งเข้าไปในรอยแยกแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อนๆเขานึกไม่ถึงเลยว่าชิงเอ๋อร์จะใจร้อนขนาดนี้ แม้จะเคยอยู่กับมนุษย์มานานแล้วก็ตาม

            แต่เมื่อนึกย้อนดู อวี๋จื่ออวี๋ก็เลิกแปลกใจ

            ชิงเอ๋อร์เป็นเพียงดวงวิญญาณล่องลอยไปเรื่อยการที่เธอสามารถต้านทานการโจมตีทางกายภาพได้นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอไม่ต้องหวั่นเกรงการโจมตีส่วนใหญ่

            และด้วยความสามารถเช่นนี้ชิงเอ๋อร์จึงมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง

            ......

            เงาหมอกร่ายรำ ควันแดงลอยคว้างกลางเวหา

            เพียงชั่วครู่ชิงเอ๋อร์ก็แทรกตัวลึกลงไปในรอยแยกกว่าร้อยเมตร

            แต่ยิ่งดำดิ่งลงไปความตื่นเต้นของชิงเอ๋อร์ก็ยิ่งทวีคูณ

            เพราะนั่นหมายความว่าโอกาสที่รอยแยกนี้จะนำไปสู่เหมืองหินวิญญาณนั้นมีมากขึ้นอย่างมหาศาล

            หากไม่มีอะไรผิดพลาดเบื้องล่างย่อมต้องเป็นเหมืองหินวิญญาณอย่างแน่นอน

            เมื่อคิดได้ดังนั้นมือเรียวของชิงเอ๋อร์ก็สะบัด ควันแดงพุ่งลงด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

            ทว่าหลังจากนั้นไม่นานร่างของชิงเอ๋อร์ก็หยุดชะงักกะทันหัน

            “พลังวิญญาณ...”

            ชิงเอ๋อร์พึมพำขณะมองลงไปยังเบื้องล่างที่ราวกับมีแสงหลากสีสันพวยพุ่งออกมาเธออดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อย

            ไม่คิดเลยว่าจะค้นพบได้รวดเร็วขนาดนี้?

            เดิมทีพลังวิญญาณนั้นไร้สีแต่ในสายตาของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติพลังวิญญาณกลับปรากฏเป็นดั่งไอหมอกห้าสีที่ลอยอ้อยอิ่งในฤดูร้อน

            แต่ตอนนี้พลังวิญญาณที่พวยพุ่งออกมาจากที่นี่กลับมีสีสันสดใส แม้แต่ในสายตาของคนธรรมดา

            สามารถจินตนาการได้เลยว่าความเข้มข้นของพลังวิญญาณที่อยู่เบื้องล่างนั้นมีพลังมหาศาลเพียงใด

            อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด

            เรื่องที่สำคัญที่สุดมากกว่านั้นคือด้วยเหมืองหินวิญญาณแห่งนี้นายท่านจะสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย

            เมื่อคิดถึงจุดนี้ชิงเอ๋อร์ก็พ่นลมหายใจออกยาวๆ สยบความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านขึ้นในใจ

            ......

            ครู่ต่อมา ร่างของชิงเอ๋อร์ก็พลิ้วไหวกลายเป็นควันสีแดงอีกครั้ง เธอดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของรอยแยก

            เมื่อมองไปยังจุดที่เปล่งแสงอยู่ไม่ไกลชิงเอ๋อร์ก็เร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน

            “โครม!” เสียงดังสนั่นราวกับจมลงสู่มหาสมุทร

            แสงสีห้าสีโอบล้อมเธอพลังวิญญาณอันเข้มข้นจนไม่สามารถสลายได้หมุนเวียนอย่างอิสระ

            ในเวลานี้ชิงเอ๋อร์ไม่ได้มัวเมาอยู่ในมหาสมุทรแห่งพลังวิญญาณนี้นานนัก

            แม้จะรู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่งแต่กลิ่นคาวเหม็นที่โชยมาแต่ไกลกลับทำให้ใบหน้าของชิงเอ๋อร์เปลี่ยนสีไปเล็กน้อย

            เธอเงยหน้าขึ้นพลันเห็นงูยักษ์ตัวมหึมาที่สูงราวกับภูเขาขนาดย่อมตัวหนึ่งขดตัวอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร

            ดวงตางูสีเขียวมรกตที่เปล่งประกายเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัว

            ร่างเพรียวยาวขดซ้อนเป็นวง

            เกล็ดสีเหลืองอมน้ำตาลคล้ายเกล็ดปลาปกคลุมทั่วร่างสันหลังเป็นสีเหลืองอ่อน ส่วนที่เหลือเป็นสีเหลืองเข้มคล้ายหิน...

            แม้จะไม่ได้เหยียดกายทอดยาวแต่เมื่อมองดูลำตัวที่หนาเท่าถังน้ำ ย่อมมีขนาดยี่สิบถึงสามสิบเมตรเป็นอย่างน้อย

            “นี่คืออสรพิษศิลา?”

            ดวงตาของชิงเอ๋อร์หรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองดูงูยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวนี้เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

            อสรพิษศิลางูกลายพันธุ์ที่สามารถควบคุมธาตุดินได้และชื่ออสรพิษศิลาของมันมีบันทึกไว้ในสมุดภาพสัตว์กลายพันธุ์ของกองทัพ

            ซึ่งได้บันทึกประเภทของสัตว์กลายพันธุ์เล็กใหญ่ไว้หลายร้อยชนิดแล้ว

            และอสรพิษศิลาผู้ล่าที่อยู่จุดสูงสุดของสัตว์กลายพันธุ์นี้ ก็เป็นหนึ่งในนั้นร่างกายของมันราวกับหล่อหลอมจากหินแกรนิตการป้องกันของมันสามารถต้านทานการระดมยิงจากปืนใหญ่ส่วนใหญ่ได้

            ทว่างูยักษ์เบื้องหน้านี้กลับแตกต่างจากอสรพิษศิลาอยู่บ้าง

            “เจ้าตัวนี้...”

            ชิงเอ๋อร์จ้องมองเกล็ดสีเหลืองอมน้ำตาลที่ปกคลุมทั่วร่างของงูยักษ์นี้ซึ่งแผ่กลิ่นอายแห่งผืนปฐพีออกมา ความรู้สึกไม่ดีก็ผุดขึ้นในใจของเธอทันที

            แต่ในวินาทีนั้นเอง

            “ฟ่อออ...”

            อสรพิษศิลาแลบลิ้นส่งเสียงขู่แหบพร่ามันจ้องมองชิงเอ๋อร์ที่อยู่ไม่ไกล

            จากนั้นหางงูที่พาดอยู่บนพื้นดินก็สะบัดเบาๆ

            “ตูม!” เสียงดังสนั่นราวกับแผ่นดินสะท้าน

            และในชั่วพริบตานั้น

            “ฉึก!”

            หนามดินอันแหลมคมพุ่งพรวดออกมาจากพื้นดินแทงทะลุความว่างเปล่า ปักทะลุผ่านร่างของชิงเอ๋อร์อย่างสมบูรณ์

            “น่ากลัวจริงๆ”

            ชิงเอ๋อร์มองหนามดินที่ปักทะลุร่างอย่างเย็นชาใบหน้าของเธอยังคงสงบนิ่ง

            การโจมตีทางกายภาพนั้นไร้ผลกับเธอไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้างเลื่อนลอย

            แน่นอนว่าเมื่อพิจารณาถึงการป้องกันอันน่าสะพรึงกลัวของอสรพิษศิลาที่แข็งแกร่งจนดาบและปืนไม่อาจทำอะไรได้ชิงเอ๋อร์ก็ไม่มีความสนใจที่จะเข้าไปพัวพันกับมันโดยตรง

            สัตว์ประหลาดเช่นนี้มีเพียงนายท่านเท่านั้นที่สามารถสยบมันได้

            ท้ายที่สุด หากเธอคาดเดาไม่ผิดอสรพิษศิลาตัวนี้คงได้ทำการก้าวข้ามระดับชั้นชีวิตเรียบร้อยแล้วและกลายเป็นสัตว์ประหลาดระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งอย่างสมบูรณ์

            เมื่อนึกถึงจุดนี้ ชิงเอ๋อร์ก็โล่งใจโชคดีที่ค้นพบมันได้เร็ว

            มิฉะนั้นหากปล่อยให้มันมีเวลาวิวัฒนาการอีกสักระยะคงยากที่จะรู้ว่ามันจะแปรสภาพเป็นสัตว์ประหลาดที่ร้ายกาจเพียงใด

            “ฮู่ว...”

            ชิงเอ๋อร์พ่นลมหายใจออกยาวๆและกวาดสายตามองสำรวจบริเวณโดยรอบ

            งูยักษ์กำลังขดตัวอยู่ทางทิศตะวันตกคอยดูดซับพลังวิญญาณที่ล้นออกมาจากเหมืองหินวิญญาณอย่างเงียบๆ

            และเหมืองหินวิญญาณตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกแม้จะเผยออกมาเพียงมุมเดียวแต่ก็สามารถมองเห็นแสงเจิดจ้าที่ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางขุนเขาได้อย่างชัดเจน

            ทว่าในวินาทีนั้นเองราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ดวงตาของชิงเอ๋อร์หรี่ลงเล็กน้อย

            เธอแหงนหน้ามองเหนือมุมหนึ่งของเหมืองหินวิญญาณเผยออกมา มีพืชสีแดงฉานต้นหนึ่งตระหง่านอยู่

            กลิ่นหอมเจือจางลอยอบอวลอยู่ในอากาศความกระวนกระวายใจพลันผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจราวกับสัญชาตญาณร้องเตือน

            “พืชที่เติบโตบนเหมืองหินวิญญาณเหรอ?”

            ชิงเอ๋อร์พึมพำ ดวงตาของเธอฉายแววประหลาดใจ

            สมุนไพรวิญญาณระดับนี้ย่อมมีประโยชน์มหาศาลต่อนายท่านอย่างแน่นอน

            และที่สำคัญกว่านั้นงูยักษ์ตัวนี้ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับหญ้าโลหิตต้นนี้มาก

            หลังจากโจมตีพลาดไปครั้งหนึ่งมันกลับไม่ได้โจมตีอีกในทันที แต่กลับจ้องมองไปที่หญ้าโลหิตอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแย่งไป

            ชิงเอ๋อร์ยิ้มแหยๆในใจก็เริ่มเข้าใจเหตุการณ์ขึ้นมาบ้าง

            จากนั้น ร่างของเธอพลันพลิ้วไหวกลายเป็นควันสีแดง พุ่งเข้าหาหญ้าโลหิต

            “กรรร...”

            เสียงคำรามกึกก้อง คล้ายมังกรทว่าไม่ใช่คล้ายงูก็ไม่เชิง ทว่ากลับเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและดุร้ายถึงที่สุด

            จากนั้น ปากอันมหึมาก็อ้ากว้างงับเข้าใส่ชิงเอ๋อร์

            เร็ว...

            เร็วมากจริงๆ

            ใครจะคาดคิดว่างูยักษ์ขนาดมหึมาเช่นนี้จะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบเช่นนี้

            ทว่าน่าเสียดายที่มันกำลังเผชิญหน้ากับชิงเอ๋อร์ซึ่งเป็นเพียงดวงวิญญาณ

            หากไม่ใช่เพราะความระแวงว่างูยักษ์ตัวนี้จะสามารถทำอันตรายวิญญาณชิงเอ๋อร์คงไม่แสร้งเคลื่อนไหวเชื่องช้าขนาดนี้

            ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าเล็กน้อยมุมปากของเธอเหยียดเย็นชา

            จากนั้น เธอเร่งความเร็วขึ้นเพียงพริบตาเดียวก็เคลื่อนออกจากคมเขี้ยวในปากแดงฉานนั้นได้แล้ว

            พร้อมกันนั้นมือขวาที่โปร่งใสก็กลายเป็นกายหยาบ พุ่งเข้าคว้าหญ้าโลหิตต้นนั้น

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน