บทที่ 19
เมฆาดุจอาภรณ์ บุปผาดั่งหญิงงาม
จิ่งหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาฉายแววเย้ยหยัน “เปิ่นหวางรู้ว่าเ้ามีความหึงหวง และความดื้อรั้นของเ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป ปรากฏว่าที่เ้าไปเที่ยวโถงสีเขียว ก็เพราะว่าเ้าคิดเื่การแต่งงานระหว่างเปิ่นหวางกับเยวี่ยเอ๋อ!”
“ถุย!” เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย นางจึงถ่มน้ำลายแล้วพูดว่า “ท่านหลงตัวเองมากเกินไป ผีที่ไหนจะไปหึงหวงท่าน!”
ชิงหลัวเริ่มตัวสั่นสะท้าน ขาของนางสั่นราวกับตะแกรงร่อนแกลบ นางยืนอยู่ข้างหลังจิ่งหรง และััได้ถึงรังสีอำมหิตมืดมนที่แผ่ซ่านออกมา และปกคลุมไปทั่วร่างกายของเขา
ทันใดนั้นเขาก็ตวาดด้วยความโกรธจัด “ออกไป!”
เมิ่งอวิ๋นเสียงพูดอย่างไม่พอใจว่า “คนของข้า เหตุใดต้องออกไปเพราะคำสั่งของท่านด้วย! หากพวกเ้า้าจะออกไป ก็ออกไปด้วยตัวเอง!”
ชิงหลัวตื่นตระหนกจนทรุดตัวลงกับพื้น ขาและเท้าของนางกลับกลายเป็ไม่มั่นคง และไป๋เฉาก็พยุงนางออกไป
เมิ่งอวิ๋นเสียงตวาดไล่หลังไปอย่างโกรธเคืองว่า “พวกเ้าสองคนไร้จรรยาบรรณกันถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
เมื่อเห็นว่าไป๋เฉาและชิงหลัวออกไปข้างนอกแล้ว เมิ่งอวิ๋นเสียงที่แต่เดิมคิดว่าตัวเองเป็ต่อเพราะเป็สถานการณ์แบบสามต่อหนึ่ง จู่ ๆ ก็สูญเสียการสนับสนุนที่แข็งแกร่งไป
คราวนี้นางอดกลืนน้ำลายไม่ได้ แต่ก็นางก็ยังคงไม่ยอมแพ้ นางยกมือขึ้นเท้าเอวและยืดหลังตรง ก่อนจะขึ้นไปยืนอยู่บนเตียงแล้วเชิดคางขึ้นมองจิ่งหรงด้วยท่าทีหยิ่งผยอง
จิ่งหรงที่ถูกนางบังคับให้ต้องอยู่ใต้อำนาจของนาง หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งแล้วพูดด้วยเสียงแ่เบาว่า “เมฆาดุจอาภรณ์บุปผาดั่งหญิงงาม ลมวสันต์พัดผ่านรั้ว”
เมิ่งอวิ๋นเสียงแสดงท่าทางเย่อหยิ่งขณะพูดเยาะเย้ยเขาว่า “อย่าคิดว่าการท่องบทกวีสองบรรทัดนี้ แล้วจะทำให้ไท่จื่อเฟยผู้นี้ให้อภัยท่านได้”
จิ่งหรงหรี่ตาลง คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความดูิ่เหยียดหยาม “เมิ่งอวิ๋นเสียง เ้าอย่าแกล้งทำเป็วิกลจริต เ้าเป็ผู้ให้บทกวีสองบทนี้แก่เปิ่นหวาง เ้ารู้หรือไม่ว่าบทกวีครึ่งหลังคืออะไร?”
สิ่งที่เมิ่งอวิ๋นเสียงสงสัยคือ เหตุใดจู่ ๆ จิ่งหรงจึงสนใจที่จะพูดคุยเื่บทกวีกับนางในตอนนี้ เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงได้ฟังคำพูดเหยียดหยามของเขา เมิ่งอวิ๋นเสียงก็นึกอยากจะบอกเขาว่า “ชิงผิงเตี้ยว” นี้เขียนขึ้นโดยหลี่ไป๋ กวีเอกผู้ยิ่งใหญ่ แล้วเขาคิดอย่างไรถึงได้เอ่ยถึงขึ้นมาและใช้ว่ากล่าวนางเช่นนี้?
เมิ่งอวิ๋นเสียงกลืนคำพูดด่าทอลงท้องของนาง ทันใดนั้นนางก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เมฆาดุจอาภรณ์บุปผาดั่งหญิงงาม อวิ๋นเสียงที่แปลว่าเมฆา จะเป็เื่บังเอิญไปได้อย่างไร?
เมื่อจิ่งหรงเห็นว่านางมีปฏิกิริยาบ้างแล้ว คำพูดของเขาก็ยิ่งประชดประชันมากขึ้น “ตอนที่เ้ายังเด็ก อาจารย์ของเ้าสอนบทกวีให้แก่เ้า แต่หลังจากที่เ้าได้เรียนรู้บทกวีใหม่สองสามบท เ้าก็เปลี่ยนชื่อของเ้าเป็อวิ๋นเสียงอย่างน่าขัน เพื่อยกย่องความเศร้าโศกที่กินใจนั้น แต่หากเ้ายังจำ่ครึ่งหลังของ “ชิงผิงเตี้ยว” ไม่ได้ เปิ่นหวางก็จะบอกเ้าตอนนี้เองว่า...”
เมิ่งอวิ๋นเสียงกลอกตา แล้วขัดจังหวะเขาด้วยการพูดว่า “หากมิใช่พานพบที่ภูผาหยก ก็คงเป็ใต้แสงจันทรา”
จิ่งหรงและเจียงหลูเยวี่ยนั้นเป็เพียงเื่บังเอิญ
จิ่งหรงนิ่งเงียบ ดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยของนางเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด เขาจ้องมองนางโดยไม่อาจคาดเดาท่าทางของนางได้
เมิ่งอวิ๋นเสียงสนใจและเยาะเย้ยเขาอย่างเ็า “ไท่จื่อ้าจะบอกข้าว่า ไม่ว่าข้าจะเปลี่ยนชื่อของข้าอย่างไรข้าก็ยังคงเป็ตัวข้าคนเดิม และท่านกับเจียงหลูเยวี่ยย่อมต้องเคียงคู่กัน”
จิ่งหรงยกยิ้มโดยไม่ได้เอ่ยคำใด “เปิ่นหวางดูถูกเ้ามากไปหน่อย เ้าก็มีสมองเหมือนกันนี่”
เขาสงบมากจนดูเหมือนใจเย็นลงแล้วหรือ? แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวเอง แต่เมิ่งอวิ๋นเสียงก็โกรธอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และรู้สึกอัดอั้นอยู่ในใจยิ่งนัก
ปรากฏว่าจิ่งหรงอารมณ์ไม่ดี เขาจึงพูดถึงบทกวีนี้กับนางในเวลานี้ เพราะเขา้าเยาะเย้ยนางว่านางหึงหวงเขา!
คิดดูแล้วไม่ว่าเมิ่งอวิ๋นเสียงคนเดิมจะมีนิสัยเช่นไร แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่านางเต็มใจเปลี่ยนชื่อ ก็เป็เพราะว่านางหลงใหลบทกวีบทนี้จริง ๆ แต่เขากลับเอาเื่นี้มาเยาะเย้ยนาง
มันกลายเป็ว่าเขานั้นช่างไร้ความปรานีและเ็า นางคิดว่าเขาเป็เพียงคนอารมณ์ไม่ดีที่ชอบหาเื่ ซึ่งทำให้นางรำคาญเล็กน้อย แต่นางคาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็คนไร้หัวใจเช่นนี้ นางเกลียดเขาจริง ๆ
เมิ่งอวิ๋นเสียงหรี่ตามองเขาราวกับว่าไม่เต็มใจจะมองอีกต่อไป และพูดเยาะเย้ยว่า “ไท่จื่ออย่าได้กังวล ข้าคิดว่าชื่อก็เป็เพียงชื่อ เมื่อก่อนข้าเคยเป็เด็กและโง่เขลา และในอนาคตท่านสามารถมีคนอื่นอีกกี่คนก็ย่อมได้ และข้าสามารถต้อนรับนางเข้าประตูมาได้อย่างไม่เห็นแก่ตัว!”
จิ่งหรงไม่คิดว่านางจะตอบสนองเช่นนี้ เขาจึงชะงักไปเล็กน้อยก่อนถามว่า “เ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ?”
“เพคะ นางข้าหลวงาุโอวี่กล่าวไว้ว่าในฐานะไท่จื่อเฟย ข้าจะต้องสง่าผ่าเผย มีความรู้ สุภาพ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่!” เมิ่งอวิ๋นเสียงพูดเสียงดัง และมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนไม่ยิ้ม
จิ่งหรงถอนหายใจก่อนจะเดินจากไป
เมิ่งอวิ๋นเสียงแลบลิ้นใส่เขาและทำหน้าตาล้อเลียน แต่ จู่ ๆ จิ่งหรงก็หันกลับมาและจะคว้าตัวนางไว้ เมิ่งอวิ๋นเสียงจึงรีบล้มตัวนอนบนเตียงและแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้