“เชิญท่านทั้งสามเข้าไปรอด้านในก่อน ข้าจะรอนักรบอีกสักท่านหนึ่งที่สนใจเข้าร่วม ด้านในจะมีพนักงานต้อนรับอยู่อย่าได้เกรงใจ ต้องการอะไรสั่งกันได้เลยนะ” ชายฉกรรจ์ทำตัวอ่อนน้อมในทันทีเพราะตัวเขาเองมีพลังระดับเชี่ยวชาญขั้นหนึ่งเช่นกันและดูจากการที่เขามองพลังของฝ่ายตรงข้ามไม่ออกในตอนแรก นั่นหมายความว่าจริงๆพวกเขาอาจไม่ได้เปิดเผยพลังออกมาทั้งหมด และอาจจะมีพลังเหนือกว่าเขาหลายขุม ดังนั้นการได้พวกเขามาร่วมกลุ่มด้วยย่อมเป็นการดี และไม่ควรทำให้พวกเขาขุ่นเคืองใจ
เทียนคงและสองพี่น้องก็รับคำเชิญด้วยรอยยิ้มแล้วเดินเข้าไปข้างในอาคารซึ่งเป็นร้านค้าชื่อดังประจำถิ่น ที่นักรบทุกคนจะต้องแวะเวียนมาเพราะที่นี่มีทั้งสุราชั้นเลิศและอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์อสูร
“โอ้ว นั่นคนใหม่รึ ดูยังเด็กอยู่เลยจะไหวรึ”
“เฮ้ยย แต่นั่น เจ้าดูสิสวยชะมัดเลย ไม่ไหวก็ต้องไหวแล้วล่ะ”
“ไอเจ้าบ้านั่นมันเลือกคนจากหน้าตาเรอะ”
“เฮ้ย อย่าเพิ่งดูถูกพวกเขาดูสิว่าพวกเขาเป็นนักรบระดับเชี่ยวชาญขั้นหนึ่งกันหมดเลยนะ ด้วยอายุเพียงเท่านี้กันเบื้องหลังต้องไม่ธรรมดาแน่นอน”
“น่าจะใช่นะ พวกเขาคงเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่มาเปิดประสบการณ์กันละมั้ง อย่าไปยุ่งด้วยมากจะดีกว่า เกิดทำอะไรให้พวกเขาไม่พอใจเดี๋ยวจะซวยเอา”
เสียงซุบซิบนินทาแว่วดังไปทั่วแม้จะคุยกันเบา ๆแต่มีหรือเทียนคงกับสองพี่น้องจะไม่ได้ยิน แต่พวกเขาหาได้สนใจเดินไปที่โต๊ะเล็ก ๆที่ว่างอยู่แล้วพากันนั่งลง
เทียนคงที่เห็นว่านี่เป็นร้านอาหารก็สนใจมากๆเพราะอาหารที่เมืองประกายเงินทำนั้นบอกได้เลยว่าไม่ได้เรื่องแม้แต่น้อยเขาคาดหวังว่าเมืองใหญ่อย่างเมืองเพชฌฆาตอสูรจะมีฝีมือการทำอาหารที่ดีกว่าหลายเท่า
แต่เมื่ออาหารมาเสิร์ฟเทียนคงก็ทำหน้าผิดหวัง เพราะนี่มันแทบไม่ต่างอะไรกับเมืองประกายเงินเลยนี่นาจริงอยู่ที่วัตถุดิบนั้นดีกว่ามาก แต่วีธีการปรุงนั้นถือได้ว่าแทบไม่ต่างกัน
ต่างกับสองพี่น้องที่เห็นอาหารก็ตาลุกวาวราวกับไม่ได้ลิ้มรสอาหารมานานแล้ว พวกเขาพากันทานอย่างเอร็ดอร่อย เทียนคงเห็นพวกเขาเป็นแบบนั้นก็ส่ายหัวนี่พวกท่านอยู่กันแบบนี้กันไปได้ยังไง ถ้าขนาดคนจากราชวงศ์ยังเป็นแบบนี้ถ้าอย่างนั้นอาหารในวังก็คงไม่ได้ต่างจากที่นี่เท่าไหร่ หรือว่าข้าจะลองทำอาหารให้พวกเขาทานดูดีไม่ดีกว่า ถ้าทำตอนนี้คงได้เป็นเรื่องแน่ ๆ
“เป็นอะไร ทำไมไม่ทานล่ะท่าน” ไหเจินที่สวาปามเนื้อย่างตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมามองเทียนคงด้วยความสงสัย ถ้าท่านไม่ทานแล้วจะสั่งอาหารมาทำไมตั้งเยอะแยะซินเหยียนเองก็เช่นกัน นางเหลือบตาขึ้นมามองขณะกำลังตักซุบขึ้นมาทาน
“เปล่า ข้าไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่อยู่ดีๆก็ไม่รู้สึกอยากน่ะ พวกท่านทานกันเถอะ อย่าห่วงข้าเลย ขอบคุณมาก”
เทียนคงบอกปัดไปทั้งสองคนก็ไม่ได้สนใจมากนักแล้วพากันทานอาหารกันต่อ แต่สายตาของเหล่านักรบของกลุ่มและนักรบพเนจรต่างมองมาที่พวกเขาราวกับเป็นถุงเงินที่มาหาพวกเขาถึงที่
เพราะอาหารที่พวกเขาสั่งนั้นล้วนเป็นอาหารชั้นเลิศของที่นี่ที่มีวัตถุดิบเป็นชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับ 4 (เชี่ยวชาญ) และแม้แต่ระดับ 5(ปรมาจารย์) ก็มีด้วย แน่นอนว่าราคาของมันนั้นสูงลิบ จนนักรบธรรมดาอย่างพวกเขาไม่มีโอกาสเคยลิ้มลองเลยแม้แต่ครั้งเดียว
หากสังเกตก็จะพบว่าโต๊ะของพวกเขานั้นล้วนมีแต่สุราและอาหารประเภทแป้งและถั่ว มีน้อยมากที่จะสั่งอาหารที่เป็นเนื้อ
ดังนั้นแล้วถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าทั้งสามคนน่าจะเป็นคนจากตระกูลใหญ่ แต่ใครจะรู้เล่าว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างการล่าอสูร พวกเขาอาจจะรับมือพวกมันไม่ไหวแล้วโดนสัตว์อสูรเล่นงานจนตายไปก็ได้
เหล่านักรบที่อยู่ที่นี่เริ่มมีความคิดชั่วร้ายขึ้นและแอบวางแผนกันอย่างลับๆแล้ว แต่ทันทีที่พวกเขามีความคิดเช่นนั้นจิตสังหารของพวกเขาก็แผ่ออกมาจนเทียนคงสัมผัสได้ เขากวาดตามองไปโดยรอบอย่างรวดเร็วและก็พบกลุ่มนักรบราว 6-7 คนกำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่
เทียนคงจดจำใบหน้าของพวกเขาไว้ทันทีและหากพวกเขาคิดลงมือจริง ๆ แน่นอนว่าเทียนคงก็คงตอบโต้อย่างเด็ดขาด เขาไม่ชอบล่วงเกินและหาเรื่องใครแต่ถ้ามีคนมาหาเรื่องเขา เขาก็ไม่อาจอยู่เฉย ๆให้โดนรังแกได้
ส่วนสองพี่น้องนั้นดูเหมือนประสาทรับรู้ถึงภยันตรายจะยังอ่อนด้อยมีคนคิดจะลอบทำร้ายอยู่ใกล้ขนาดนี้ยังไม่รู้สึกตัวและยังทานอาหารกันอย่างมีความสุขอยู่อีก นี่ทำให้เทียนคงต้องกุมขมับก่อนจะส่งกระแสจิตไปที่สองพี่น้อง จนพวกเขาตื่นตะลึงแล้วเงยหน้าขึ้นมามองเทียนคงด้วยความตกใจ
“นะ นี่ท่าน แค่กกกก สะ ส่ง แค่กก กระสะ .......”
“ชู่วววว แค่ฟังข้าเฉย ๆก็พอ”
ไหเจินนั้นตกใจจนสำลักอาหาร และกำลังจะพูดว่าส่งกระแสจิตได้เหรอเทียนคงส่ายหน้าและรีบหยุดเขาทันที เพราะหากเรื่องที่เขามีทักษะระดับสูงหลุดออกไปเป็นวงกว้างพวกเขาจะยิ่งตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะตัวเทียนคงเอง
ใจจริงเขาก็ไม่อยากบอกสองพี่น้องหรอกเพราะคิดว่าพวกเขาคงดูแลตัวเองได้ แต่อย่างไรกันไว้ย่อมดีกว่าแก้ในเมื่อพวกเขาก็รู้จักกันแล้ว จะใจดำทำเป็นไม่รู้เรื่องก็หน้าละอายเกินไป
เทียนคงส่งกระแสจิตออกไปต่อและบอกเรื่องที่พวกเรากำลังถูกเพ่งเล็งจากนักรบหลายคนที่นี่ ดูแล้วพวกมันคงกำลังวางแผนจะจัดการพวกเราอย่างไรขณะออกล่าสัตว์อสูร
ซินเหยียนและไหเจินได้ยินก็เลิกคิ้วตาโตแต่ก็ถือได้ว่าพวกเขาถูกสั่งสอนมาอย่างดี เพราะไม่มีการแสดงอาการใด ๆออกมาเลยภาพที่เห็นอย่างคงเป็นสองพี่น้องที่กำลังทานอาหารอย่างใจจดใจ่อแต่ใครเล่าจะรู้ว่าพวกเขาก็กำลังเตรียมแผนรับมือกับเรื่องที่อาจจะเกิดไว้แล้ว
“เหอะ เจ้าพวกปลาซิวปลาสร้อยเห็นคนมีเงินหน่อยก็ตาลุกวาว หมายจะทำร้ายกันบ้านเมืองเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ กลับไปจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้ท่านพ่อทราบดูสิว่า เจ้าเมืองเพชฌฆาตอสูรจะว่าอย่างไร” ไหเจินขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ภายในซินเหยียนเองก็เช่นกัน คิดไว้อยู่ในใจเหมือนกับน้องชายไม่มีผิด จริง ๆคงต้องบอกว่าน้องชายได้นิสัยพี่สาวมามากกว่า
ไม่นานหลังจากพวกเทียนคงทานอาหารเสร็จชายฉกรรจ์ที่ประกาศอยู่ด้านนอกก็พานักรบอีกคนหนึ่งเข้ามาแล้วพูดว่า “เอาล่ะทุกท่าน ตอนนี้เราได้คนครบแล้ว ไปล่าราชาพยัคษ์กัน ...... เฮฮฮฮฮฮ”
สิ้นเสียงประกาศเหล่านักรบก็รู้สึกตื่นเต้น ต่างทุบโต๊ะและร้องคำรามกัน ราวกับว่าจะไปทำสงครามอะไรกันที่ไหนซึ่งจริง ๆจะพูดอย่างนั้นก็ไม่ผิด
และดูเหมือนซินเหยียนจะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่รู้ว่ากำลังจะไปเจอกับอะไรก็พยักหน้าเข้าใจถึงเหล่านักรบที่กำลังกระตุ้นกันและกันอยู่ส่วนเทียนคงกับไหเจินนั้นก็กำลังคิดว่า พวกมันเป็นบ้าอะไร ส่งเสียงเอะอะอะไรกันอยู่ได้ก็แค่ไปล่าอสูรไม่ใช่เรอะ
ตอนนี้สังกัดมังกรเหินมีสมาชิกดั้งเดิม20 คน แบ่งเป็นระดับเชี่ยวชาญทั้งหมด 8 คน ระดับสูง 12 คน รวมกับนักรบที่รองสังกัดได้เชื้อเชิญมาอีก10 คน เป็นนักรบระดับเชี่ยวชาญทั้งหมดรวมเทียนคงและสองพี่น้องด้วยนี่นับได้ว่าเป็นกองกำลังที่ถือได้ว่าใหญ่มากทีเดียว
เพราะหากเทียบกับเมืองประกายเงินแล้วแค่กำลังของนักรบกลุ่มนี้ก็เหนือกว่ากำลังของทั้งเมืองแล้ว แต่ก็นั่นแหละเทียบได้เฉพาะกับเมืองประกายเงินเท่านั้น
กลุ่มนักรบ 30 คน นำโดยชายฉกรรจ์ ก็ออกเดินทางไปยังป่าดงดิบที่เป็นเขตปกครองของสัตว์อสูร
เขตปกครองของสัตว์อสูรนั้นมีหลายเขตหลายพื้นที่ ซึ่งเดิมที ทั้งดาวเคราะห์วิหคครามนี้ก็เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์อสูรอยู่แล้วเพียงแต่เมื่อหลายพันปีก่อน กลุ่มมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ได้เดินทางสำรวจมาถึงที่นี่และพบว่าที่ดาวเคราะห์ดวงนี้มีแหล่งทรัพยากรที่พวกเขาต้องการจึงส่งคนมาสร้างอาณานิคมขึ้น และเริ่มต้นขับไล่สัตว์อสูรดั้งเดิมออกไป
อย่ามองว่าสัตว์อสูรนั้นจะไม่มีความคิดเมื่อพวกมันที่อยู่มาก่อน ถูกขับไล่ พวกมันก็เริ่มที่จะจับกลุ่มและรวมตัวกันมากขึ้นจนเกิดเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ที่มีการแบ่งระดับชั้นโครงสร้างการปกครองที่ชัดเจน
และนี่ก็ทำให้เกิดปัญหาที่ยุ่งยากกับมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์อยู่มากพอควรเพราะพวกเขาไม่สามารถขยายดินแดนออกไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ด้วยกองกำลังที่พวกเขามีตอนนี้
ไม่เพียงแต่ขยายเขตแดนออกไปไม่ได้แล้วบางพื้นที่ยังถึงกับถูกบุกโจมตีจากฝูงสัตว์อสูร จนโดนยึดเขตแดนกลับไปอีกซึ่งสามจุดที่ถูกโจมตีก็คือหัวเมืองหลักสามหัวเมือง ที่มีการอนุญาตให้สร้างสังกัดนั่นเอง
และในครั้งนี้ที่สังกัดมังกรเหินจะทำการออกล่าอสูรพยัคฆ์เพลิงหางดาบ ก็เป็นเพราะว่า พยัคฆ์เพลิงหางดาบนี้มีระดับชั้นถึงหัวหน้าหน่วยเมื่อเทียบกับกองทัพมนุษย์ และมีพลังระดับเชี่ยวชาญขั้น7 อีกด้วย ดังนั้นแล้วจึงจำเป็นต้องใช้นักรบระดับเชี่ยวชาญขั้นต้นอย่างน้อย 5คนในการรับมือกับมัน
แน่นอนการล่าครั้งนี้หากทำสำเร็จย่อมได้ผลตอบแทนจากเมืองเพชฌฆาตอสูรและยังสามารถนำผลงานไปเป็นคะแนนเพื่อยกระดับสังกัดได้อีกด้วย
ทั้งกลุ่มเดินทางไปยังเขตป่าลึกยิ่งลึกขึ้นเท่าไหร่พลังที่กดดันพวกเขานั้นก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆระหว่างทางพวกเขาได้สังหารสัตว์อสูรระดับล่างไปหลายสิบตัว จนกระทั่งมาถึงจุดที่เป็นแหล่งกบดานของอสูรตัวที่พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้อสูรพยัคฆ์เพลิงหางดาบ
ชื่อว่าพยัคฆ์ แน่นอนว่ารูปร่างของมันนั้นเหมือน พยัคฆ์ แต่ตัวโตกว่าหลายเท่า ขนาดนั้นใหญ่กว่ามนุษย์ราว7 เท่า กล้ามเนื้อที่แน่นเปรี๊ยะ บนหลังของมันมีขนสีแดงเพลิงที่พริ้วไหวไปมาราวกับเปลวไฟที่กำลังโบกสบัดและหางของมันที่ยาวมาก ๆและมีส่วนที่เป็นเหมือนใบมีดที่ยาวกว่า 2 เมตร
“โฮกกกกกก”มันคำรามก้องราวกับจะเชื้อเชิญผู้บุกรุกให้เข้ามาหามันสิ ถ้าพวกแกกล้าพอ
และดูเหมือนข้อมูลที่กลุ่มนักรบได้มาจะไม่ถูกต้องระดับพลังของอสูรพยัคฆ์เพลิงหางดาบตัวนี้ไม่ได้อยู่ระดับเชี่ยวชาญขั้น 7แต่มันมีพลังสูงถึงระดับปรมาจารย์ !!!! ……