การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 49 สถาบันอัคคีหมอก

           เมื่อเวลาเที่ยงคืนมาถึง แสงจันทร์ภายในมิติแดนอสูรได้สาดส่องมาที่ฉิงเหม่ยเหมือนเช่นเคย จากนั้นพลังปราณอสูรที่มากมายกว่าเมื่อวานเล็กน้อย ได้หลั่งไหลเข้าไปตรงบริเวณหน้าท้องของนาง และได้มีพลังปราณอสูรส่วนหนึ่งหลั่งไหลไปทั่วร่างกายของนาง ทำให้ระดับเลเวลของนางค่อยๆเพิ่มขึ้นจากระดับเลเวล27 เป็นระดับเลเวล28 ระดับเลเวล29... จนเวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง ระดับเลเวลของฉิงเหม่ยได้เพิ่มขึ้นมาถึงระดับเลเวล30 หลังจากนั้นไม่นานพลังปราณอสูรได้หยุดหลั่งไหลเข้าไปตรงบริเวณหน้าท้องของนางและแสงจันทร์ที่สาดส่องมาที่ฉิงเหม่ยก็ได้จางหายไป
           เมื่อยามเช้ามาถึง ไอร้อนจากแสงแดดอ่อนๆ ได้ส่องผ่านบานหน้าต่าง เข้ามาสัมผัสเข้ากับใบหน้าของฉิงเหม่ย
           “หืม? เช้าแล้วสินะ” ในขณะกำลังงัวเงียนางได้ใช้มือลูบที่หน้าท้องของนางตามสัญชาตญาณ จากนั้นนางได้ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของตัวนางเองด้วยเช่นกัน
           "ข้ามีระดับเลเวล30แล้ว อีกทั้งร่างกายของข้ายังแข็งแกร่งขึ้นอีกเล็กน้อย" ในขณะที่นางกำลังตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของตนเอง เหม่ยหลินและเหม่ยจูได้มาหานางตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน
           “ฉิงเหม่ย วันนี้พวกข้าคงจะยุ่งอยู่กับการดูแลหน่วยงานบัญชีทั้งวัน หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับเจ้า ให้เจ้ารีบบอกพวกข้า พวกข้าจะรีบมาหาเจ้าในทันที”
           “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณพวกเจ้าทั้งสองมาก”
           หลังจากทั้งสองคนกลับออกไปจากที่พักของนางแล้ว ฉิงเหม่ยได้เริ่มนั่งสมาธิเพื่อดูดซับพลังปราณอสูรจากภายในมิติแดนอสูรตามปกติ
           “วันนี้ข้าเริ่มดูดซับพลังปราณอสูรได้ช้าลงเป็นเพราะอะไรกันนะ” ฉิงเหม่ยได้พึมพำด้วยความสงสัย
           “เป็นเพราะพลังปราณอสูรในร่างกายของเจ้าเริ่มมีมากเกินกว่าที่เจ้าจะรับไหวน่ะ หลังจากนี้เจ้าควรเริ่มฝึกฝนทักษะกรงเล็บราตรีทลายพิภพ ขั้นที่สองมายาราตรี เพื่อปรับสมดุลพลังปราณอสูรในร่างกายเจ้า”
           หลังจากกล่าวจบ หวังเหว่ยได้นำเม็ดยาสมุนไพรปรับสมดุลพลังปราณอสูรระดับชั้นเลิศ ความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน ที่เขาได้หลอมขึ้นเมื่อวานมอบให้กับนาง
           “นี่คือเม็ดยาสมุนไพรปรับสมดุลพลังปราณอสูร ที่ข้าได้หลอมให้เจ้าด้วยตัวเองเมื่อวานนี้ เจ้าควรที่จะกินในตอนนี้และเริ่มต้นฝึกฝนทักษะ”
           ฉิงเหม่ยได้ยื่นมืออันเรียวงามของนางออกมารับเม็ดยาสมุนไพร นางรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากหวังเหว่ย
           “ขอบคุณนายท่านเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยได้มีท่าทีลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามหวังเหว่ยขึ้นมาว่า
           “วิหคน้อยจะไม่เป็นอะไรหรือเจ้าค่ะนายท่าน หากข้าฝึกฝนทักษะการต่อสู้ที่รุนแรงมากเกินไป”
           “วิหคน้อย! ฮ่าๆ นี่เป็นชื่อที่ดี ต่อไปข้าก็จะเรียกดวงจิตของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหควายุมิติ ว่าวิหคน้อยเช่นกัน เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องของวิหคน้อย ข้าได้ลองสังเกตุดูแล้วเมื่อวาน ยิ่งเจ้าแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นตามเจ้าไปด้วย !” หวังเหว่ยได้กล่าวยืนยันด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
           “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายท่าน ข้าจะทำตามคำแนะนำของท่านเจ้าค่ะ”
           ฉิงเหม่ยได้ออกจากที่พักโดยมีหวังเหว่ยติดตามไปด้วย นางได้เดินไปยังสถานที่เงียบสงบที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง จากนั้นนางได้กินเม็ดยาสมุนไพรปรับสมดุลพลังปราณอสูรและเริ่มฝึกฝนทักษะกรงเล็บราตรีทลายพิภพ ขั้นที่สองมายาราตรี เพื่อปรับสมดุลพลังปราณอสูรภายในร่างกายในทันที
           เวลาผ่านไปสิบนาทีเมื่อผลของเม็ดยาสมุนไพรเริ่มออกฤทธิ์ ร่างกายของฉิงเหม่ยได้เปล่งแสงสว่างสีขาวออกมาจากทั่วทั้งร่างของนาง และในขณะที่นางปลดปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มที่ ฉิงเหม่ยได้แยกร่างของนางออกมาเป็นสี่ร่างอย่างรวดเร็ว จากนั้นร่างแยกทั้งสี่ได้พุ่งเข้าไปโจมตีต้นไม้ใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของนางจากหลายทิศทางตามความต้องการของนาง
           แควก
           ต้นไม้ขนาดใหญ่ได้ถูกออร่ากรงเล็บสีขาวที่น่าครั่นคร้ามของฉิงเหม่ย ตัดขาดเป็นสองท่อนในทันที!
           แปะๆๆ
           หวังเหว่ยได้ปรบมือเสียงดัง “ยอดเยี่ยม! ในที่สุดเจ้าก็สำเร็จทักษะกรงเล็บราตรีทลายพิภพ ขั้นที่สองมายาราตรี ข้ายินดีกับเจ้าด้วยฉิงเหม่ย”
           “ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยหน้าแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยความเขินอาย เมื่อได้รับชมจากหวังเหว่ย
           “ในตอนนี้เจ้ามีร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะฝึกฝนทักษะกรงเล็บราตรีทลายพิภพ ขั้นที่สามพสุธาราตรีแล้ว หลังจากเจ้าฝึกฝนทักษะในขั้นที่สองจนชำนาญ เจ้าสามารถเริ่มฝึกทักษะในขั้นที่สามได้ทันที”
           “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเจ้าค่ะ”
           “นายท่านขอรับพวกข้าทั้งสองคน ฝึกฝนทักษะการหลอมสร้างสำเร็จแล้วขอรับ” เฟิงเค่อกับเฟิงเป้าได้กล่าวกับหวังเหว่ย ในขณะเดินเข้ามาหาหวังเหว่ยและฉิงเหม่ย
           “พวกเจ้าทั้งสองทำได้ดีมาก พวกเราจะเดินทางเข้าเมืองแห่งนักประดิษฐ์ในทันที”
           หวังเหว่ยได้หันไปมองฉิงเหม่ย “หากช่วงนี้เจ้าพอมีเวลาว่าง เจ้าก็แวะไปเล่นกับลู่เมิ่งน้องสาวข้าได้ แต่ข้าว่าอีกประเดี๋ยวนางคงมาหาเจ้าเอง เพราะข้าได้ยินมาว่านางติดเจ้ามาก ฮ่าๆ”
           “ใช่แล้วเจ้าค่ะนายท่าน นายหญิงน้อยนางมักจะมาเล่นกับข้าวันละหลายชั่วโมง ก่อนที่นางจะออกเดินเที่ยวเล่นไปจนทั่วเจ้าค่ะ”
           “ดีแล้วที่นางมีความสุข ข้าไม่ค่อยมีเวลาได้ดูแลนาง ข้าฝากเจ้าดูแลนางแทนข้าด้วย”
           “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน”
           เฟิงเค่อ เฟิงเป้า ข้าจะผนึกระดับเลเวลของข้าจากระดับเลเวล34ลงเหลือระดับเลเวล20 ส่วนพวกเจ้าทั้งสองให้ใช้ระดับเลเวลตามปกติได้เลย
           “รับทราบขอรับนายท่าน”
           “เช่นนั้นพวกเราก็ออกไปกันได้แล้ว”
           “ดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าค่ะนายท่าน ท่านเฟิงเค่อ ท่านเฟิงเป้า”
           ทั้งสามคนได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของฉิงเหม่ย จากนั้นหวังเหว่ยได้นำเฟิงเค่อและเฟิงเป้ารวมถึงตนเองออกไปจากมิติแดนอสูรในทันที
           วูบ
    ณ บริเวณรอบนอกของเมืองแห่งนักประดิษฐ์
           หวังเหว่ย รูปร่างหน้าตาใหม่ผนึกระดับเลเวลจากเดิมระดับเลเวล34 เหลือระดับเลเวล20
           เฟิงเค่อ ร่างมนุษย์ระดับเลเวล35
           เฟิงเป้า ร่างมนุษย์ระดับเลเวล34
           หลังจากออกมาจากมิติแดนอสูรหวังเหว่ย เฟิงเค่อ เฟิงเป้า ได้เดินทางเข้าไปภายในเมืองแห่งนักประดิษฐ์ในทันที โดยหวังเหว่ยได้จ่ายค่าผ่านเข้าเมืองเป็นเงิน30เหรียญทองแดงให้กับทหารยามหน้าประตูเมือง
           เมืองแห่งนักประดิษฐ์เป็นเมืองขนาดกลางที่อยู่ในเขตปกครองของอาณาจักรมนุษย์ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเทพมังกร เมืองแห่งนักประดิษฐ์นั้นมีความเจริญรุ่งเรืองไม่ด้อยไปกว่าเมืองขนาดใหญ่มากนัก ภายในเมืองมีร้านค้าแผงลอยอยู่ตลอดสองข้างทางถนน และมีร้านค้า โรงเตี้ยมรวมถึงร้านอาหารตั้งอยู่ทั่วทั้งเมือง ทางสัญจรคับคั่งไปด้วยผู้คนและรถม้าที่เบียดเสียดกัน
           “พวกเราจะไปที่ไหนกันดีขอรับนายท่าน” เฟิงเค่อได้กล่าวถาม
           “อืม เรื่องนี้ข้าจัดการเอง” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้เดินเข้าไปถามชายชราที่เปิดร้านขายของแผงลอยคนหนึ่ง
           “ท่านปู่ พอดีข้าพึ่งเดินทางมาถึงเมืองนี้เป็นครั้งแรก ท่านปู่พอจะช่วยแนะนำสถานที่ให้กับข้าได้หรือไม่ขอรับ ?”
           “เจ้าช่างมีหน้าตาที่น่าเอ็นดูเหมือนหลานของข้านักหนุ่มน้อย เจ้าอยากจะไปที่ไหนล่ะ ?”
           “ข้าอยากจะไปสถานที่ ที่มีการรับสมัครอาจารย์สอนเกี่ยวกับการหลอมสร้างขอรับ”
           “โอ้ !” ผู้เฒ่าเจ้าของร้านแผงลอยได้แสดงท่าทีประหลาดใจออกมา
           “แสดงว่าชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มาด้วยกันกับเจ้าทั้งสองคน คงต้องการสมัครเป็นอาจารย์หลอมสร้างสินะ ในเมืองแห่งนี้มีสถาบันที่สอนเกี่ยวกับการหลอมสร้างอยู่สองสถาบัน
           สถาบันแรกมีชื่อว่าสถาบันอัคคีหมอก สถาบันที่สองมีชื่อว่าสถาบันอัสนีพิรุณ สำหรับสถาบันอัคคีหมอกเจ้าเดินไปทางซ้าย500เมตร
           ส่วนสถาบันอัสนีพิรุณเจ้าเดินไปทางขวา700เมตร หลังจากที่เจ้าไปถึงเจ้าจะได้เห็นสถาบันสอนขนาดใหญ่เอง”
           “ขอบคุณท่านปู่มากขอรับ”
           หวังเหว่ยได้มองไปทางกองเศษหินแร่ที่วางรวมอยู่กับสิ่งของที่ชายชรากำลังวางขายอยู่ “ท่านปู่ขอรับเศษหินแร่ที่ท่านกำลังขายอยู่ข้าขอซื้อทั้งหมดเลยได้หรือไม่ขอรับ ?”
           “เจ้าต้องการพวกมันทั้งหมดเลยงั้นรึ? ข้าขายพวกมันมานานหลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังหาคนที่สนใจซื้อเศษหินแร่พวกนี้ไม่ได้เสียที หากเจ้าต้องการข้าจะขายพวกมันทั้งหมดให้กับเจ้าในราคา1เหรียญทอง”
           “นี่ขอรับเงิน1เหรียญทอง” หลังจากจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยหวังเหว่ยได้เก็บเศษหินแร่เข้าไปภายในแหวนมิติ
           “ขอบคุณขอรับท่านปู่ ข้าขอตัวเดินทางไปที่สถาบันก่อนขอรับ”
           หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้เดินไปหาเฟิงเค่อและเฟิงเป้า
           “พวกเราจะเดินทางไปสถาบันอัคคีหมอก พวกเจ้าทั้งสองตามข้ามา”
           “ขอรับนายท่าน”
           ระหว่างทางก่อนจะไปถึงสถาบันอัคคีหมอกหวังเหว่ยบังเอิญได้ยินกลุ่มนักเรียนของสถาบันอัคคีหมอกกำลังพูดคุยกันอยู่ข้างร้านแผงลอยขายแร่โลหะดำ ที่ใช้สำหรับหลอมสร้างอุปกรณ์วิเศษระดับธรรมดา
           “เฮ้อ พวกเจ้าคิดว่าอาจารย์จากสถาบันของเราจะพ่ายแพ้การแข่งขันประลองการหลอมสร้างประจำปีเป็นครั้งที่สิบหรือไม่ ?”
           “ข้าว่ายังไงก็แพ้เหมือนเดิมอีกแน่นอน แผนกหลอมสร้างของสถาบันอัสนีพิรุณมีอาจารย์ผู้ทรงเกียรติที่สามารถหลอมสร้างอุปกรณ์วิเศษระดับพิเศษได้อย่างชำนาญอยู่ถึงสองคน”
           “นั่นสินะ ข้าไม่น่าถามคำถามนี้เลย น่าเห็นใจอาจารย์ของข้าจริงๆ ที่ถูกเลือกเป็นหนึ่งในตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้”
           “อืม การแข่งขันประลองการหลอมสร้างงั้นรึ ช่างน่าสนใจ” หวังเหว่ยได้กล่าวพึมพำเบาๆ
           เวลาผ่านไปห้านาที หวังเหว่ย เฟิงเค่อ เฟิงเป้า ได้มาถึงยังหน้าสถาบันอัคคีหมอก
           “ไม่ทราบว่าพวกท่านทั้งสามมาพบใครหรือขอรับ” ยามหน้าประตูสถาบันอัคคีหมอกได้กล่าวถาม
           “พวกเราทั้งสามคนเป็นนักหลอมสร้างที่เดินทางมาจากทะเลสาบอันไกลโพ้นทางด้านตะวันออกขอรับ ไม่ทราบว่าทางสถาบันอัคคีหมอกเปิดรับสมัครอาจารย์สอนหรือไม่ขอรับ”
           “โอ้! พวกท่านเดินทางมาไกลถึงเพียงนั้นเชียว พวกท่านกรุณารออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะเข้าไปถามท่านอาจารย์ภายในสถาบันให้ขอรับ” ยามเฝ้าหน้าประตูได้เข้าไปภายในสถาบันอย่างรวดเร็วเพื่อแจ้งเรื่องของ หวังเหว่ย เฟิงเค่อ เฟิงเป้า
           ผ่านไปสิบนาที ได้มีอาจารย์ของสถาบันอัคคีหมอกคนหนึ่ง ออกมาจากภายในสถาบันอัคคีหมอกพร้อมกับยามเฝ้าหน้าประตู
           “ยินดีที่ได้พบพวกท่านทั้งสาม ข้ามีชื่อว่าชงไฉ่ เป็นที่ปรึกษาของท่านอาจารย์ใหญ่ไม่ทราบว่าเป็นท่านใดที่มาสมัครเป็นอาจารย์หรือขอรับ”
           “พวกเราทั้งสามคนเลยขอรับ ท่านอาจารย์ชงไฉ่”
           “รวมถึงคุณชายด้วยหรือขอรับ !”
           “ถูกแล้วขอรับ ท่านอาจารย์ชงไฉ่ สถาบันของท่านรับสมัครอาจารย์ตำแหน่งใดบ้างหรือขอรับ” หวังเหว่ยได้กล่าวถามชงไฉ่ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเอง
           “คือ... สถาบันของเราแบ่งการสอนออกเป็นสองแผนก
           แผนกที่หนึ่ง แผนกหลอมสร้าง แผนกนี้สอนเกี่ยวกับการหลอมสร้างศาสตราวุธและชุดเกราะประเภทต่างๆ รวมถึงการอนุมานเพื่อขึ้นรูปสิ่งของที่ต้องการจะสร้าง
           แผนกที่สอง แผนกอุปกรณ์ต่างๆ แผนกนี้สอนเกี่ยวกับการประดิษฐ์อุปกรณ์ชนิดต่างๆ 
           ส่วนตำแหน่งอาจารย์ที่เปิดรับสมัครมีสามตำแหน่ง ตำแหน่งอาจารย์ทดลองงาน ตำแหน่งอาจารย์ประจำ ตำแหน่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ
           พวกท่านต้องการที่จะสมัครเป็นอาจารย์ในแผนกไหนและตำแหน่งอะไรหรือขอรับ ?”
           “ข้าอยากสมัครตำแหน่งอาจารย์ทดลองงานของแผนกหลอมสร้างขอรับ ส่วนอาจารย์อีกสองท่านที่อยู่ข้างข้า...
           ท่านอาจารย์ที่ปรึกษาฉงไช่ขอรับ สถาบันของท่านมีตำแหน่งอาจารย์ผู้ทรงเกียรติของแผนกหลอมสร้างหรือไม่ขอรับ ?”
           “อาจารย์ผู้ทรงเกียรติของแผนกหลอมสร้าง !”

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน