ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญ
ในขณะที่กัสเก็บตัวเพื่อพักผ่อนร่างกายและจิตใจอยู่นั้น สถานการณ์ในโลกภายนอกก็ยังคงเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างหายไป มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นทุกคนแห่ง
ไม่ว่าจะเป็นเมืองแห่งดันเจี้ยนที่กัสอยู่หรือเมืองแห่งดันเจี้ยนเมืองอื่นๆ ไปจนถึงเมืองใหญ่น้อยในอาณาจักรทั้ง 12 ที่เริ่มมีการขยับขยายและพัฒนาด้วยความเร็วที่สูงยิ่ง
มีเมืองมากมายถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่รกร้างและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเมืองแห่งการเกษตรเพื่อผลิตอาหารจำนวนมากให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้คน
เมืองประเภทนี้เป็นเมืองที่เพิ่มจำนวนขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุด ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ ‘หญ้าสีฟ้า’ ของสมาคมหญ้าสีฟ้าที่มีพลังในการพลิกเปลี่ยนดินแดนรกร้างให้กลายเป็นทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์
ขอเพียงมีน้ำและแสงแดด ดินแดนที่ไร้ชีวิตก็สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้
เมื่อผู้คนมีความเข้าใจที่มากขึ้นต่อหญ้าสีฟ้า พวกเขาเหล่านั้นก็เริ่มใช้ประโยชน์จากพวกมันมากยิ่งขึ้น
ดินแดนรกร้างหลายแห่งได้รับการบุกเบิก เริ่มต้นจากดินแดนที่อยู่ในอาณาจักรทั้ง 12 ก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ขยายตัวเข้าไปในอาณาจักรปีศาจ ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับเมืองแห่งดันเจี้ยน
ต่อจากนั้นเมืองมากมายก็ถูกสร้างขึ้นทีละแห่งๆ จากตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่มีความกล้ามากพอที่จะสร้างเมืองของตัวเองขึ้นบนดินแดนรกร้าง
ความกล้านี้ได้รับการสนับสนุนจากสันติสุขที่ยืนยาวมานานกว่า 2 ปีในปัจจุบันและมาจากความมั่นใจของกัสที่เป็นเหมือนผู้นำในสายตาของทุกคน
ต่อจากนั้นตระกูลใหญ่น้อยที่มีความกล้าน้อยกว่าก็เริ่มต้นบุกเบิกเมืองของตัวเองบ้าง ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบเมืองแห่งดันเจี้ยนเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง
ทุ่งหญ้ามากมายถูกพลิกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทางการเกษตร เป็นหมู่บ้าน เป็นเมืองแห่งการเกษตรไปจนถึงเมืองขนาดเล็กใหญ่ที่มีประชากรจำนวนน้อยอาศัยอยู่ภายใน
ผลลัพธ์จากการเติบโตนี้ส่งผลให้หายนะแห่งความอดอยากบรรเทาลงอย่างรวดเร็ว ผลผลิตจำนวนมากถูกส่งออกมาจากเมืองแห่งการเกษตรนับร้อยนับพันแห่งที่ถูกสร้างขึ้นจากตระกูลใหญ่น้อยมากมาย
จนท้ายที่สุดมันก็ทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของหายนะค่อยๆ บรรเทาลง ราคาอาหารก็ค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ ตามมาด้วยการเจริญเติบโตของเมืองหลายๆ แห่งที่อยู่ในอาณาจักรปีศาจ
ผลลัพธ์จากความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เมืองของกัสเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยราคาของอาหารที่ลดลง ส่งผลให้จำนวนคนที่สามารถเข้ามาฝึกฝนในห้องฝึกฝนเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากเดิมที่มีเพียงตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยเท่านั้นที่มีความสามารถมากพอที่จะหาเสบียงอาหารจำนวนมากมาให้กับลูกหลานเพื่อฝึกฝนในห้องฝึกของกัส
แต่เมื่อราคาอาหารลดลง จำนวนคนที่สามารถเข้าถึงห้องฝึกได้ก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้นเป็นธรรมดาและเมื่อจำนวนคนเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ ‘ความขัดแย้ง’
เมื่อมีผู้คนที่แตกต่างกันจำนวนมากเข้ามาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียวกัน ความขัดแย้งก็ย่อมก่อตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้คนที่มีอำนาจ หรือเกิดกับผู้เข้มแข็งและผู้อ่อนแอ
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ความขัดแย้งก็สามารถเกิดขึ้นได้และทำให้บรรยากาศภายในเมืองของกัสเริ่มแปรเปลี่ยนไป
ทว่าความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นและหายไปในเวลาอันสั้น เนื่องจากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารชุดใหม่ที่ถูกส่งตัวมาจากตระกูล
ประสิทธิภาพที่น่าตระหนักนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงและลอบประทับใจอยู่ลึกๆ ที่ผู้บริหารของเมืองสามารถจัดการกับปัญหาที่กำลังจะก่อตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็วแบบนี้
ผลลัพธ์จากการจัดการที่มีประสิทธิภาพนี้ยังช่วยให้ความเชื่อมั่นของผู้คนที่เข้ามาสู่เมืองแห่งนี้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยและส่งผลให้ธุรกิจของเขาเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
กัสที่ได้รับข่าวนี้หลังจากปัญหาทั้งหมดถูกแก้ไขก็ยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจและประทับใจ
แม้กระทั่งเหล่าภรรยาที่รักของเขาที่เคยทำงานบริหารในส่วนนี้มาก่อนก็ยังรู้สึกประทับใจ แต่ในขณะเดียวกันพวกเธอก็รู้สึกขัดเขินและอับอายที่พวกเธอไม่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้
ทว่าความรู้สึกนี้ก็คงอยู่ไม่นานนักเพราะหลังจากที่พวกเธอได้รับการปลอบโยนจากกัส พวกเธอก็ตระหนักได้ว่าพวกเธอประเมินตัวเองสูงจนเกินไป
ผู้บริหารชุดใหม่ที่ถูกส่งตัวมานั้นไม่มีใครเลยที่มีอายุเท่ากับพวกเธอ มีแต่จะสูงกว่าและสูงกว่าอย่างน้อย 1 เท่า ความชำนาญในการบริหารและจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารธุรกิจหรือบริหารความสัมพันธ์ พวกเขาเหล่านั้นต่างเป็นผู้เชี่ยวชาญที่พวกเธอไม่สามารถเอาตัวเองเข้าไปเปรียบเทียบได้
“ใช่ไหมล่ะ! พวกเจ้าเพิ่งจะอายุเท่าไหร่กัน! แล้วพวกเจ้าทำงานแบบนี้มานานแค่ไหน! พวกเจ้าต้องเข้าใจว่าพวกเรายังเด็ก! ยังอ่อนประสบการณ์ แต่ทว่า! พวกเราก็ยังเรียนรู้ได้!!”
เมื่อได้รับคำปลอบโยน เหล่าหญิงสาวก็มีไฟที่จะสู้อีกครั้ง ทว่าพวกเธอก็ไม่รีบร้อนที่จะออกไปฝึกฝนและสัมผัสกับประสบการณ์ที่ว่าเนื่องจากพวกเธอมีสิ่งที่ต้องทำอยู่
นั่นคือการฝึกฝนและขัดเกลารากฐานเพื่อเตรียมพร้อมที่จะก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์ไปยังขอบเขตของเทพเทวะ
เป้าหมายนี้ใหญ่มากสำหรับพวกเธอ ทำให้พวกเธอจำต้องเตรียมตัวและมีสมาธิกับการฝึกฝนมากเป็นพิเศษจนไม่สามารถแบ่งเวลาไปให้กับการทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้
ด้วยเหตุนี้สิ่งเดียวที่พวกเธอพอจะทำได้ก็มีเพียงการศึกษาจากรายงานที่ถูกส่งมาทุกวันและพยายามเรียนรู้ด้วยการทำความเข้าใจกับเหตุและผลในการตัดสินใจของผู้บริหาร
แม้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้พวกเธอได้รับประสบการณ์และความเข้าใจที่จำกัด แต่มันก็ยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย นอกจากนั้นพวกเธอยังใช้เวลาพักจากการฝึกฝนเพื่อศึกษาจากรายงานพวกนี้ได้อีกด้วย มันจึงไม่รบกวนการฝึกฝนของพวกเธอมากนัก
เมื่อรวมกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในโลกภายนอกที่ทำให้ราคาอาหารลดลง กัสจึงสามารถเพิ่มปริมาณอาหารที่ใช้ในการฝึกฝนของเหล่าภรรยาที่รักของเขาได้
สำหรับน้องสาวทั้งสองของเขาที่ฝึกฝนมาในเส้นทางของเทพอสูรมาก่อนนั้น พวกเธอไม่ได้ประโยชน์มากนัก เนื่องจากพวกเธอฝึกฝนร่างกายมาจนถึงระดับสูงแล้ว การเพิ่มขึ้นของปริมาณอาหารจึงไม่ส่งผลกับพวกเธอมากเท่าไหร่
แตกต่างจากบลูอายกับคริสตัลที่กำลังฝึกฝนเพิ่มเติมในเส้นทางของเทพอสูรและทำการฝึกฝนร่างกายของพวกเธอ พวกเธอมีความต้องการอาหารเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้พืชกินแมลงยักษ์ต้องทำงานหนักขึ้นในการผลิตออริจินฟู้ดให้กับพวกเธอ
แต่ผลตอบแทนที่ได้รับก็เป็นอะไรที่หอมหวานและทำให้พวกเธอพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่เดือนต่อจากนั้นจากร่างกายที่มีความแข็งแกร่งในระดับสูงของนักรบทั่วไป พวกเธอก็ก้าวมาถึงขอบเขตของระดับเตรียมเทพอสูรในด้านของร่างกาย
ส่วนพลังชีวิตนั้น พวกเธอยังต้องรออีกระยะหนึ่ง รอจนกว่าหายนะที่เกิดขึ้นกับดันเจี้ยนจะผ่านพ้นไป ถึงตอนนั้นกัสก็สามารถเก็บเกี่ยวพลังชีวิตปริมาณมหาศาลให้กับพวกเธอจากพวกมอนเตอร์ในดันเจี้ยนได้
ในขณะที่ปัจจุบันสิ่งที่พวกเธอพยายามทำอยู่ก็คือ การปรับปรุงร่างกายให้เหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งซากสังขารในแบบที่พวกเธอต้องการ
ขั้นตอนนี้เป็นเหมือนขั้นตอนของการเสริมสร้างรากฐานและเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ได้มาซึ่งร่างกายที่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับพลังชีวิตปริมาณมากในภายหลัง
แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน กัสก็พบว่าตัวเขาประเมินความตั้งใจของเหล่าภรรยาที่รักต่ำเกินไป อีกทั้งยังประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์เวทมนตร์รุ่นใหม่ผิดพลาดไปอีกด้วย
ผลลัพธ์จากการประเมินที่ผิดพลาดนั้น ทำให้แผนการที่เขาวางไว้คลาดเคลื่อนไปมาก ส่งผลให้เหล่าภรรยาที่รักและข้ารับใช้ของเขาพัฒนาร่างกายของพวกเธอจนถึงจุดสูงสุดของระดับเตรียมได้ก่อนที่ดันเจี้ยนจะฟื้นฟูนานนับปี
“นึกไม่ถึงจริงๆ นี่ข้าพลาดไปขนาดนี้เลยหรือเนี่ย”
กัสโอดครวญออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ใจหนึ่งเขาดีใจมากที่ภรรยาของเขาก้าวหน้าไปเร็วมาก ทั้งยังพัฒนาไปถึงจุดที่เขาหวังเอาไว้เร็วแบบนี้
แต่อีกใจหนึ่งเขาก็แอบตกใจและผิดหวังที่ตัวเขาให้ความสำคัญกับพวกเธอน้อยจนเกินไป จนทำให้เขาประเมินความก้าวหน้าของพวกเธอพลาดไปแบบนี้
“เรื่องนี้ท่านกัสไม่ผิดหรอกค่ะ ขนาดข้าเองก็ยังไม่อยากเชื่อเช่นกันว่าผลลัพธ์จากการรวมปราณลึกลับของท่านกัสเข้ากับผลึกเจตจำนงของท่านบลูอายจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งแบบนี้”
“จริงด้วย! มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งสุดๆ ไปเลยละกัส ข้าเองยังไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่าข้าจะทำอะไรแบบนี้ได้!!”
บลูอายเองก็แปลกใจไม่แพ้กันที่ผลลัพธ์จากการรวมปราณลึกลับกับผลึกเจตจำนงจะดีขนาดนี้ มันทำให้พวกเธอสามารถฝึกฝนร่างกายได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า ทั้งยังใช้ความพยายามน้อยกว่าเดิมมากอีกด้วย
ด้วยการปรับปรุงอุปกรณ์เวทมนตร์ใหม่จนมีความสามารถใกล้เคียงกับเตียงนอนโลกวิญญาณ ที่เพียงแค่เข้าไปนอนและเปิดใช้งาน ร่างกายของพวกเธอก็จะแข็งแกร่งขึ้นได้เองโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ
วิธีการเช่นนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากเพราะมันทำให้พวกเธอสามารถฝึกฝนในขณะที่นอนหลับได้ ส่งผลให้ความก้าวหน้าของพวกเธอก้าวไปไกลกว่าที่กัสคิดเอาไว้
“ก็จริงนะ..ถ้าฝึกฝนตอนพักได้ ยังไงๆ มันก็ต้องเร็วขึ้นอยู่แล้ว แต่ก็นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าประสิทธิภาพของมันจะดีขนาดนี้..คงต้องยกความดีความชอบให้เจ้าแล้วนะแองจี้”
แองจี้ยิ้มรับน้อยๆ ด้วยความขัดเขิน แต่ก็ไม่ปฏิเสธความดีความชอบนี้เช่นกันเพราะกว่าจะได้อุปกรณ์เวทมนตร์รุ่นใหม่นี้ เธอใช้ความพยายามมากจริงๆ
“ด้วยความยินดีค่ะท่านกัส! แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียวหรอกนะคะท่านกัสเพราะถ้าไม่มีพลังเวทเหลวปริมาณมหาศาลที่ได้จากแผนการของท่านละก็ พวกเราก็คงดึงประสิทธิภาพของมันออกมาได้ไม่เต็มที่แบบนี้แน่”
“ก็จริงนะ..แต่เรื่องนี้ก็เป็นเพราะเจ้าไม่ใช่หรือไงแองจี้ที่แนะนำพลังเวทเหลวให้กับข้า แถมยังพัฒนาระบบเก็บรวบรวมพลังเวทและกลั่นจนสมบูรณ์แบบนี้”
“ไม่จริงหรอกค่ะท่านกัส ข้าก็แค่เอาของที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้เท่านั้น มันเทียบไม่ได้กับแผนการของท่านกัสหรอกค่ะ โดยเฉพาะอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ใช้ หากไม่มีพลังของท่านพวกเราก็คงทำอะไรแบบนี้ไม่ได้”
“นั้นมันก็จริงอยู่นะ..แต่ถ้าข้าไม่มีเจ้า ข้าก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำแบบนี้ได้ยังไง”
เมื่อพูดคำพูดนี้ออกมากัสก็สบเข้ากับดวงตาของแองจี้และพยายามบอกให้เธอรู้ว่าเขารู้สึกชื่นชมและขอบคุณเธอมากขนาดไหนที่ยอมอยู่ข้างกายเขาและช่วยเหลือเขามานานขนาดนี้
สัญญาที่ถูกต่อครั้งแล้วครั้งเล่าจาก 1 ปี เป็น 2 ปี มาจนถึง 5 ปีในปัจจุบัน สัญญาว่าจ้างที่ยาวนานเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก หากวิศวกรรมมนตราไม่พึงพอใจในแผนการพัฒนาของนายท่านของพวกเธอมากจริงๆ
แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้นแองจี้ก็ยังยินดีที่จะต่อสัญญากับเขาและยังเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอระยะยาวถึง 5 ปีกับเขาอีกด้วย การสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่นี้ช่วยเหลือเขาเอาไว้มากจริงๆ จนกัสอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณที่แองจี้ยินดีที่จะอยู่เคียงข้างเขาและช่วยเหลือเขามาตลอดแบบนี้
เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณของกัส ใบหน้าของแองจี้ก็แดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความขัดเขินจนไม่กล้าสบตากับเขา
ในขณะนั้นบลูอายที่มองภาพของนายบ่าวที่เอาแต่ชมกันเองอยู่นานสองนานก็หัวเราะออกมาเบาๆ จนทำให้กัสได้สติกลับมาและทำให้แองจี้หน้าแดงขึ้นด้วยความขัดเขิน
“พอแล้วๆ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าสองคนรักกันมากขนาดไหนแล้ว ตอนนี้พวกเรามาดูรายงานฉบับล่าสุดกันดีกว่า ดูเหมือนว่ามันจะเป็นรายงานด่วนด้วยนะ”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังทันที เช่นเดียวกับแองจี้ที่รีบสลัดความเขินอายของเธอทิ้งไปและรีบขยับนิ้วควบคุมบันทึกโลกวิญญาณของเธออย่างรวดเร็ว
เพียงอึดใจภาพของเอกสารก็ถูกฉายขึ้นจอจนเผยให้เห็นเนื้อหาภายใน รวมไปถึงภาพถ่ายของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ผ่านประตูเมืองไป
“คนพวกนี้!! ตระกูลล้านเผ่า!! นี่เรื่องจริงงั้นหรือ”
เนื้อหาที่อยู่ในรายงานนั้นทำให้กัสตกใจเล็กน้อย แต่ไม่นานนักเขาก็สงบลงและตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่สักเท่าไหร่
ทว่ามันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มแรกที่มาจากตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่เข้ามาในเมืองของเขาแบบเป็นทางการเช่นนี้
กัสรีบอ่านเนื้อหาของรายงานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ด้วยความแปลกใจ ก่อนจะหันไปมองบลูอายที่มีสีหน้าคล้ายๆ กัน
“เจ้าคิดว่ายังไง คนพวกนี้จะเข้ามาสร้างปัญหาไหมอาย”
“ข้าคิดว่าไม่นะ..ดูจากสีสันของความรู้สึก พวกเขาเพียงแค่ตื่นเต้นและรอคอย..ไม่มีจุดประสงค์ที่เลวร้ายอะไร”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็โล่งใจไม่น้อย ก่อนจะคิดทบทวนถึงคำขอที่อีกฝ่ายส่งมาให้แบบเปิดเผย แล้วพยักหน้ารับน้อยๆ เป็นเชิงเข้าใจ
“ก็จริงของเจ้านะอาย..ถ้าพวกมันคิดที่จะเข้ามาสร้างปัญหา พวกมันคงไม่ยื่นคำขอมาตรงๆ แบบนี้แน่”
“แล้วเจ้าจะทำยังไงละกัส..ตอบรับไหม หรือจะปฏิเสธ”
กัสนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พลางคิดถึงข้อดีและข้อเสียจากการตอบรับ ก่อนจะตัดสินใจส่งเรื่องนี้กลับไปยังตระกูลแทนที่เขาจะตัดสินใจด้วยตัวเอง
เหตุผลที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะว่า ‘ตระกูลล้านเผ่า’ ใช้วิธีส่งคำขอมาอย่างเป็นทางการ จึงทำให้มันกลายเป็นการติดต่อกันระหว่างสองตระกูล ซึ่งต่อให้เขาไม่ใช่ตัวแทนของตระกูลก็ตามที
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกระทำของเขายังส่งผลกระทบต่อตระกูลโดยตรง ด้วยเหตุนี้กัสจึงไม่อยากตัดสินใจด้วยตัวเอง หากแต่เลือกที่จะส่งเรื่องนี้ไปยังตระกูลของเขาแทน
หลังจากนั้นพวกเขาก็เฝ้ารอคำตอบอย่างสงบ ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่ทำให้บลูอายแอบหมั่นไส้จนอยากจะหยิกเขาแรงๆ ที่ดันโยนปัญหานี้ไปให้ตระกูลเอาง่ายๆ แบบนี้
“นิสัยเสียแล้วนะกัส..”
“ก็ทำไงได้ละ! แบบนี้มันสบายกว่ากันเห็นๆ ข้าขี้เกียจคิดให้ปวดหัว อีกอย่าง..ทำแบบนี้เวลาเจอปัญหาข้าจะได้ข้อความช่วยเหลือได้ง่ายๆ แบบนี้ง่ายดีไม่เหนื่อย ฮะๆ”
พูดจบกัสก็หัวเราะออกมาด้วยความสมใจ ซึ่งทำให้เหล่าภรรยาของเขาถึงกับยิ้มอ่อนเพราะถึงสิ่งที่กัสพูดจะเป็นเรื่องจริง แต่มันก็ฟังดูไร้ความรับผิดชอบไปหน่อย
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นพวกเธอก็ยังสนับสนุนเพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุดเพราะกัสสามารถหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดได้
เพียงแต่การทำเช่นนี้ก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเช่นกัน เช่น การสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจระยะยาวเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ ในการจัดการกับกฎระเบียบภายในเมืองของเขา
ทว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่กัสให้ความสำคัญเพราะเดิมทีสิ่งที่เขาต้องการจากแผนการของเขาก็ไม่ได้มากมายอะไรอยู่แล้ว
ต่อให้มีการปรับปรุงบางส่วน เพิ่มเติมบางอย่างและทำให้เขาสูญเสียผลประโยชน์ไปบ้าง แต่ผลประโยชน์ที่เขาได้รับก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
สิ่งเดียวที่ดูจะเปลี่ยนคือ แรงต้านที่มาจากภายนอกที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ ที่ส่งผลต่อผลประโยชน์ของคนที่มีส่วนร่วมในเมืองของเขา
ซึ่งจุดนี้กัสไม่ได้สนใจมากนัก เขาเพียงส่งคำขอบางส่วนเพื่อสนับสนุนกลุ่มคนยากไร้ให้เข้าถึงประโยชน์ได้ง่ายกว่าเพียงเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าตระกูลของเขาย่อมไม่ปฏิเสธเรื่องนี้แน่เพราะสัดส่วนของผลประโยชน์ที่ได้รับจากกลุ่มตระกูลที่มีอำนาจกับคนยากไร้นั้น แตกต่างกันมากเกินไป
คิดเป็นสัดส่วนแล้ว คนยากไร้ที่เข้ามาใช้ห้องฝึกฝนของเขานั้น มีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคนทั้งหมดด้วยซ้ำ มันจึงไม่ยากเท่าไหร่ที่จะให้สิทธิพิเศษบางอย่างกับคนกลุ่มนี้
ในขณะที่เฝ้ารอคำตอบจากตระกูลอยู่นั้น กัสก็มองดูภาพบนหน้าจอด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขามองดูกลุ่มคนที่มาจากตระกูลล้านเผ่าด้วยความสนใจ
“ถ้าจำไม่ผิด..ตระกูลล้านเผ่านี่ชำนาญการเลี้ยงดูแมลงสินะ”
“ค่ะ! ตระกูลล้านเผ่ามาจากอาณาจักรล้านแมลงค่ะท่านกัส พวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนที่เต็มไปด้วยอสูรแมลงนานาพันธุ์และมีศาสตร์ในการฝึกฝนแมลงค่ะ”
กัสนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ก่อนจะเปิดบันทึกโลกวิญญาณเพื่อค้นหาเอกสารที่เกี่ยวกับอาณาจักรล้านแมลง จนกระทั่งพบภาพที่ทำให้เขาอึ้งไป
ภาพที่ฉายขึ้นหน้าจอนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แม้กระทั่งกัสก็ยังอดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่เมื่อเห็นภาพของแมลงนับไม่ถ้วนที่เกาะกลุ้มรวมกันเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ราวกับทะเลสาบ
“แมลงมัน..มีเยอะขนาดนี้เลยงั้นหรือ!!”
ชั่วพริบตานั้นความคิดบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในใจของเขา ก่อนจะก่อตัวเป็นรูปร่างอย่างรวดเร็วด้วยการช่วยเหลือของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์
‘เป็นความคิดที่มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว ข้าแนะนำให้ทำการทดลอง’
“นั่นสินะ..เมื่อพูดถึงพวกแมลงแล้ว จุดเด่นของพวกมันก็คือการขยายพันธุ์ใช่ไหม! แล้วถ้าข้านำพวกมันมาเพาะพันธุ์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังชีวิตกับพลังวิญญาณละ..”
ทันทีที่ทุกคนได้ยินข้อเสนอของกัส สีหน้าของสาวๆ ก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกหวาดกลัวและขยะแขยงแมลงที่มีจำนวนมหาศาลแปรเปลี่ยนเป็นความสนใจในทันที
“แหล่งพลังชีวิตและพลังวิญญาณหรือคะ..แบบนั้นมัน มีความเป็นไปได้สูงมากเลยค่ะ!! ถ้าจำไม่ผิดพลังชีวิตของพวกแมลงนั้นโดดเด่นมากเลย! แต่เรื่องพลังวิญญาณนั้น..ข้าไม่มั่นใจนักว่ามันจะดีไหม”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ข้าคิดว่าชนิดของแมลงในอาณาจักรนี้มีหลายชนิดมาก มันก็น่าจะมีสักชนิดที่มีพลังวิญญาณสูงอยู่บ้าง เจ้าไม่คิดแบบนั้นหรือ”
“ค่ะ! มันมีความเป็นไปได้สูงมากค่ะท่านกัส ถ้ายังไงข้าจะรีบหาข้อมูลนะคะ!!”
“อืม..ฝากด้วยนะแองจี้”