บทที่ 38
เรื่องราวในอดีตแล้วข้อตกลง
ในขณะที่สองพ่อลูกเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้
“ท่านกับท่านอาจารย์ตกลงอันใดกันเอาไว้” อยู่ๆในขณะที่เดินเล่นเจียงเฟิงก็ถามขึ้นมา
เจียงเฉินที่เดินอยู่ข้างๆก็ไม่ได้แสดงสีหน้าลำบากใจที่จะเล่า
“ในวันนั้นที่ตัวของเจ้าล้มป่วย ดูเหมือนว่าอาการของเจ้าจะแย่ลงเรื่อยๆ”
“แล้วก็มีท่าทางว่าเจ้านั้นจะไม่สามารถทนไหวและกำลังจะสิ้นลม”
“ในตอนนั้นเองท่านผู้นั้นก็ปรากฏกายขึ้นมา”
“ท่านผู้นั้นบอกว่าเขาจะช่วยชีวิตเจ้า แล้วจะเอาวิญญาณของเจ้าไปก่อน และท่านผู้นั้นจะรับเจ้าเป็นลูกศิษย์”
“ในช่วงเวลาที่เจ้ายังไม่ตื่นให้พ่อดูแลร่างกายของเจ้าให้ดี”
“รอเพียงแค่วันที่ตัวของเจ้าฟื้นตื่นขึ้นมาเท่านั้น”
“แล้วก็บอกว่าถ้าเกิดว่าเจ้าฟื้นตื่นขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องสงสัยอันใดมากมาย”
เจียงเฟิงได้ยินคำพูดเช่นนั้นก็เริ่มจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
เขาพยักหน้าก่อนที่จะถามคำถามอีกอย่าง “แล้วที่เดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้”
“เป็นเพราะว่าท่านอาจารย์ของข้าบอกให้ท่านพ่อมาลงหลักปักฐาน ที่แดนรกร้างทางเหนือแห่งนี้อย่างนั้นหรือ?”
เจียงเฉินพยักหน้า “ท่านผู้นั้นบอกหลายอย่าง รวมไปถึงเรื่องที่ต้องมาตั้งหลักที่สถานที่แห่งนี้ด้วย”
“ในช่วงนั้นเองก็เป็นช่วงที่สงครามจบพอดี”
“แน่นอนว่าด้วยเรื่องของเจ้าพ่อเลยได้ถอนตัวออกมาแล้วก็มาปกครองแดนรกร้างทางเหนือแห่งนี้”
“ถือได้ว่าช่วงเวลาต่างๆดูเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการที่เจ้าล้มป่วย ท่านผู้นั้นก็ปรากฏกายขึ้นมาพอดี ผนวกกับสงครามรุกรานที่จบลงพอดิบพอดี”
“แล้วตัวของพ่อก็สามารถถอยหลังออกมาจากแดนกลางของราชวงศ์ได้”
“แล้วก็มาที่แดนรกร้างทางเหนือแห่งนี้ได้พอดิพอดีตามคำแนะนำของท่านผู้นั้น”
เจียงเฟิงยกมือขึ้นมาลูกปลายคางของตนเอง “ดินแดนรกร้างทางเหนือแห่งนี้มีอันใดกันแน่”
“เหตุใดท่านอาจารย์ถึงให้ท่านพ่อมาปกครองที่ดินแดนรกร้างทางเหนือแห่งนี้”
เจียงเฟิงแม้ว่าจะอยู่กับอาจารย์ของตนเองมาเป็นเวลานาน
อันที่จริงแล้วตัวของเขาแทบจะไม่สามารถคาดเดาความคิดของตาแก่นั่นได้เลยแม้แต่น้อย
อีกฝ่ายมีความคิดมากมายที่ดูซับซ้อน เห็นท่าทีที่สบายๆเช่นนั้น แต่ความคิดทุกอย่างล้วนแล้วแต่ไม่สามารถคาดเดาได้ทั้งสิ้น
แม้กระทั่งการให้บิดาของเขามาลงหลักปักฐานที่แดนรกร้างที่แทบจะไม่มีทรัพยากร และก็ยังไม่ได้บุกเบิกแห่งนี้
ดูเหมือนว่าน่าจะมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ท่านอาจารย์ของเขาแนะนำให้ท่านพ่อเดินทางมาที่ดินแดงแห่งนี้
หรือว่าดินแดนแห่งนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่
เจียงเฉินที่เดินอยู่ราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ ท่านผู้นั้นบอกว่าถ้าเกิดว่าเจ้าฟื้นขึ้นมาแล้ว”
“ให้บอกเจ้าว่า ให้เจ้าลงไปดูภายใต้ทะเลสาบคลื่นสวรรค์”
เจียงเฟิงขมวดคิ้วเข้าหากัน “ลงไปดูภายใต้ทะเลสาบใต้ทะเลสาบมีอันใดกัน”
เจียงเฉินยิ้มแล้วก็ส่ายหัว “เรื่องนี้ไม่รู้ คำสั่งของท่านผู้นั้นไม่ให้ใครลงไปดูยกเว้นเจ้า”
“ถ้าเช่นนั้นพ่อจะกล้าให้ใครลงไปด้านล่างได้อย่างไร พ่อยังคงรักชีวิตของตนเองอยู่”
ด้วยคำสั่งของท่านผู้นั้น อย่าว่าแต่เพียงเขาเจียงเฉินเลย ต่อให้เป็นพวกผู้ฝึกตนที่มีขอบเขตตั้งแต่ขอบเขตสิบขึ้นไป คนพวกนั้นอยู่เบื้องหน้าของท่านผู้นั้นแม้แต่ลมหายใจยังไม่กล้าปล่อยเลยด้วยซ้ำ
เจียงเฟิงพยักหน้า
“เอาไว้เดี๋ยวตัวของข้าลงไปดูด้านล่าง”
ในขณะนั้นเองเจียงเฟิงก็หันไปมองบิดาของตน เขาเพ่งสายตาของตนเองอยู่สักพักนึงก่อนที่จะอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจ็ด”
เจียงเฉินยิ้มและพยักหน้า
เจียงเฟิงรู้ได้ว่าบิดาของตนเองเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ด
นั่นก็เป็นเพราะว่าการรับรู้ของเขาสามารถรับรู้ตัวตนของพวกผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกปราณขอบเขตเจ็ดได้ ถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายไม่ปิดบังขอบเขตพลังของตนเอง
เพราะแบบนั้นตัวของเขาจึงรู้ได้ในทันทีว่าบิดาของตนเองกลายเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดแล้ว
เมื่อห้าปีก่อนก่อนที่ตัวของเขาจะหลับ
ในตอนนั้นบิดาของเขายังคงเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตหกเท่านั้น
ใช้เวลาห้าปีสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีตระกูลหรือไม่ได้อยู่ภายในสำนักเทพเซียน สามารถก้าวจากผู้ฝึกยุคขอบเขตหกขึ้นไปสู่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจ็ดได้
ดูเหมือนว่าบิดาของเขาเองก็จะเป็นอัจฉริยะเช่นเดียวกัน
ไม่สิต้องพูดว่าเป็นอัจฉริยะนั่นแหละถูกแล้ว เพราะว่าก่อนหน้านี้ตอนที่บิดาของเขาพบเจอกับมารดาตอนนั้นบิดาของเขาที่ยังคงเป็นวัยหนุ่ม ก็เป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าแล้ว
เจียงเฉินยื่นมือไปโอบไหล่บุตรชาย “ไปเถอะกินข้าวกัน”
“พวกเราสองพ่อลูกไม่ได้นั่งกินข้าวกันมาเป็นเวลานานแล้ว”
“ในวันนี้กินข้าวดื่มสุรา”
เจียงเฟิงยิ้มพยักหน้า
หลังจากนั้นทั้งสองก็ไปนั่งทานอาหารกัน
แน่นอนว่าในขณะที่ทานอาหารกันมีคนมากมายที่มายื่นขอพบบิดาของเขา
แม้กระทั่งพวกญาติของบิดาที่เรียกได้ว่าเป็นคนในตระกูลครึ่งตัว พวกเขาเองก็ต้องการมาขอพบบิดาของเขาเช่นเดียวกัน
แต่ว่าแม่ทัพใหญ่เจียงเฉินปฏิเสธไปโดยไม่ลังเล บอกว่าในวันนี้ตัวของเขานั้นอยากพักผ่อนไม่รับแขกทั้งสิ้น
แม้แต่พวกญาติที่ตอนนี้มาอาศัยอยู่กับตนเองก็เช่นเดียวกัน
ในสายใต้ของเจียงเฉินอันที่จริงแล้วคนพวกนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนแปลกหน้า เพียงแค่มีสายลื่นของตระกูลเดียวกันอยู่เล็กน้อยเท่านั้น
ทั้งสองคนนั่งทานอาหารแล้วก็พูดคุยเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างมีความสุข
…
กลางราตรีที่เงียบสงัดภายในเมือง
ในตอนนี้บนทางเดินรอบๆทะเลสาบคลื่นสวรรค์
เจียงเฟิงเดินอยู่พร้อมกับเฉินอวี้และซินอวี้
ในขณะที่กำลังเดินเล่นในยามราตรีอยู่นั้น เจียงเฟิงเอ่ยถามขึ้น “เจ้าได้รายงานมารดาของข้าหรือยังว่าข้าฟื้นขึ้นมาแล้ว”
เฉินอวี้ที่อยู่ด้านหลังส่ายหน้าไปมา
เฉินอวี้เป็นคนของมารดาของเขาที่ส่งมาอยู่ข้างกายเขา
แน่นอนว่าส่วนใหญ่นางจะรายงานเกี่ยวกับเรื่องต่างๆของเขาไปตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว
เมื่อเห็นว่านางไม่ได้แจ้งมารดาของเขาเขาก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย หันไปมองเฉินอวี้อย่างสงสัย
เฉินอวี้ยิ้มอย่างอ่อนหวาน “ท่านแม่ทัพใหญ่สั่งเอาไว้”
เจียงเฟิงได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า “ดูเหมือนว่าบิดาของข้าจะบอกเจ้าแล้วสินะ ว่าภายในสำนักเซียนที่มารดาของข้าอยู่มีคนที่เล่นงานข้าอยู่เหมือนกัน”
เฉินอวี้ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอันใด
ใช่แล้วนี่คือความจริง นางเองก็ตั้งใจจะส่งเรื่องที่คุณชายของนางฟื้นแล้วให้กลับมารดาของคุณชาย
แต่ว่าในตอนนั้นถ้าแม่ทัพใหญ่สั่งห้ามนางเอาไว้ แล้วก็บอกว่ารอบตัวมารดาของคุณชายของนาง
มีบางคนที่จ้องจะเล่นงานคุณชายอยู่ พวกมันลงมือไปแล้วหนึ่งครั้งทำให้นายน้อยของนางป่วยก่อนหน้านี้จนเกือบจะจากโลกนี้ไป
ในครั้งนี้ถ้าเกิดว่าคนพวกนั้นรู้ว่าคุณชายของนางฟื้นขึ้นมาแล้ว
สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือคนพวกนั้นจะต้องลงมืออีกอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นเฉินอวี้ก็เลยเลือกที่จะไม่ส่งจดหมายแล้วกับความจริงในข้อนี้ไป
นางคิดว่าการตัดสินใจของนางในครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แม้ว่านางจะต้องปิดบังความลับเกี่ยวกับเรื่องนี้กับคนที่เคยช่วยชีวิตนางก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วนางก็ทำไปเพื่อปกป้องบุตรชายของผู้ช่วยชีวิตนางเอาไว้ จะมีอันใดที่ไม่ถูกต้องละ