หลังจากนั้นไม่นาน โหย่วซินนำทรัพยากรจำนวนมากในการทำค่ายกลมาให้กับเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว เฟิ่งหยูไม่รอช้า เขาจัดวางค่ายกลลวงตาไว้รอบ ๆเหมืองแร่ด้วยความคล่องแคล่ว ไม่นานค่ายกลก็เสร็จสมบูรณ์มันเป็นค่ายกลสามชั้นชั้นนอกสุดเป็นค่ายกลลวงตา ชั้นที่สองเป็นค่ายกลป้องกันและชั้นในสุดจะเป็นค่ายกลโจมตีที่แม้แต่ระดับเทวะขั้นที่สามก็ไม่สามารถก้าวล้ำเข้ามาได้โดยง่าย
เฟิ่งหยูทำการติดตั้งค่ายกลมิติไว้ที่เหมืองแร่แห่งนี้ด้วยเผื่อมีเหตุการณ์จำเป็นต้องเดินทางรีบด่วนมาที่เหมืองแร่จะได้ไม่ต้องเสียเวลา
“ท่านผู้อาวุโสท่านพอจะรู้ไหมว่าตระกูลเจียวและองค์ชายห้านั้นมีรายได้ส่วนใหญ่จากที่ไหน”
“เรียนนายน้อย ส่วนรายได้หลักนั้นมาจากการจำหน่ายโอสถ ซึ่งพวกเขาจำหน่ายโอสถให้ในอาณาจักรจันทร์เสี้ยวแห่งนี้เพียงรายเดียวและสังกัดตำหนักปฐพีสวรรค์ รายได้ส่วนหนึ่งของพวกเขามากจากการแย่งชิงเหมืองแร่ของคนอื่นมาเป็นของตนเองซึ่งพวกเขาเองก็ไม่ได้มีแรงงานจำนวนมากพอที่จะทำเหมืองแร่พวกนั้นได้”
“ตำหนักปฐพีสวรรค์อย่างนั้นหรือ น่าสนใจเหมือนกัน ท่านว่าอาณาจักรของท่านมีตระกูลใหญ่อยู่สี่ตระกูลใช่หรือไม่หากข้าจำไม่ผิด”
“ใช่ขอรับนายน้อย ยังมีตระกูลว่าน และตระกูล หลันอีกสองตระกูลที่เป็นตระกูลใหญ่ในอาณาจักรนี้ แต่ทั้งสองตระกูลนั้นค่อยข้างแย่กว่าตระกูลโหย่วของพวกเราเพราะโดนองค์ชายสี่และตระกูลเจียวยึดครองเหมืองแร่และแหล่งค้าขายของพวกเขาไปจนเกือบหมดแล้ว”
“แล้วทางเมืองหลวงไม่รับรู้เรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?”
“ไม่มีใครกล้าไปรายงานกับองค์กษัตริย์หรอก เพราะคนในราชสำนักส่วนใหญ่เป็นคนขององค์ชายห้าเสียเป็นส่วนใหญ่หากใครไปรายงานหรือร้องเรียนเรื่องก็ไปไม่ถึงองค์กษัตริย์หรอก”
“เช่นนี้เอง......”
“ข้าพอเข้าใจแล้ว พวกเรากลับกันก่อนเถอะ ยังไงที่นี่ก็ปลอดภัยแล้วรอกำลังเสริมจากเมืองจินเฟิงมาถึงก็ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้วพรุ่งนี้ข้าคงต้องไปเฝ้าองค์กษัตริย์สักหน่อยแล้ว”
“เช่นนั้นข้าจะส่งคนไปรายงานให้กับทางเมืองหลวงก่อน นายน้อยจะได้ไม่ต้องรอนาน”
“ก็ดีเหมือนกัน เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านผู้อาวุโสว่าเถอะ”
พวกเขาทั้งหมดเดินทางกลับไปยังตระกูลโหย่ว เฟิ่งหยูจึงได้ทำการติดตั้งค่ายกลมิติที่ตระกูลโหย่วอีกที่หนึ่งเพื่อที่จะได้ง่ายในการไปมาหาสู่กัน และขนถ่ายสินค้าไปยังเมืองจินเฟิงได้อย่างรวดเร็วด้วย
สองชั่วยามต่อมา
“ทำไมถึงยังไม่มีข่าวอันใดส่งกลับมาเลย ปกติเจียวจ้านต้องส่งข่าวกลับมาแล้ว เหตุใดวันนี้ทุกอย่างกลับเงียบสนิทแบบนี้” ผู้นำตระกูลเจียวหั่วเดินไปมากด้วยความร้อนใจ
“พวกเจ้าไปสืบดู ที่เหมืองแร่ของพวกมันเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น ทำไมเจียวจ้านถึงไม่ยอมส่งข่าวกลับมาเสียที”
เพียงไม่นานคนที่เจียวหั่วส่งไปสืบข่าวก็หายไปอีกเขาส่งคนออกไปเท่าไหร่ก็ไม่มีใครกลับมารายงานสักคน
“องค์ชายข้าว่ามันชักจะแปลก ๆ แล้วหละคนที่เราส่งไปก็ไม่ยอมกลับมาด้วย หรือจะมีเหตุอันใดเกิดกับพวกเขากัน”
“วันนี้ปล่อยพวกมันไปก่อน รอดูพรุ่งนี้เผื่อว่าจะมีใครกลับมารายงานหากไม่มีใครกลับมารายงาน พวกเราคงต้องลองไปดูสักหน่อยแล้วหละ”
“ขอรับองค์ชาย”
วันต่อมาเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อเดินทางไปยังวังหลวงของอาณาจักรจันทร์เสี้ยวเขาเดินทางไปพร้อมกับผู้นำตระกูลโหย่ว โหย่วจินและโหย่วซิน เมื่อไปถึงหน้าวังหลวงเฟิ่งหยูแจ้งแก่ทหารยามหน้าประตูวังหลวง
“ข้าเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อจากอาณาจักรเมฆาหวนขอเข้าพบองค์กษัตริย์และองค์ชายจื่อโหยว”
ทหารยามรีบไปรายงานให้กับองค์กษัตริย์และองค์ชายจื่อโหยวไม่นานทหารยามที่ไปรายงานกลับมาพร้อมกับนำทางเฟิ่งหยูและพวกเข้าไปพบองค์กษัตริย์และองค์ชายจื่อโหยวที่ท้องพระโรงซึ่งองค์กษัตริย์และเหล่าขุนนางต่างรอเฟิ่งหยูและองค์หญิงอยู่ก่อนแล้ว
“ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายบังคมองค์ชาย”
“เจ้ามาถึงอาณาจักรจันทร์เสี้ยวแล้วทำไมไม่ยอมบอกข้า”องค์ชายจื่อโหยวเอ่ยขึ้นมาทันที
“ขออภัยองค์ชายพอดีข้าแวะดูเหมืองแร่ที่ทางเราได้ลงทุนร่วมกับตระกูลโหย่วเอาไว้ก่อนเลยมิได้แจ้งให้ท่านทราบ”
“พวกท่านลงทุนเหมืองแร่ในอาณาจักรของพวกเราด้วยอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วองค์ชาย เราค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลังตอนนี้ข้าขอทำงานของข้าให้เสร็จก่อนแล้วเราค่อยมานั่งดื่มและคุยกันอีกที”
“ได้ ได้ เดี๋ยวข้าจะจัดสุราอาหารไว้ต้อนรับเจ้าเอง”
“ท่านช่วยเชิญผู้นำตระกูลว่าน และผู้นำตระกูลหลันมาร่วมดื่มด้วย”เฟิ่งหยูเข้าไปกระซิบองค์ชายจื่อโหยว องค์ชายพยักหน้ารับรู้
“พระบิดาพวกเราพาเฟิ่งหยูไปยังสถานที่ติดตั้งค่ายกลกันเถอะ....”
“ได้สิ ไปกันเถอะ” กษัตริย์จื่อหรงชิงเดินนำเฟิ่งหยูไปยังสถานที่ติดตั้งค่ายกล เมื่อไปถึงยังจุดที่จะติดตั้งค่ายกลมิติเฟิ่งหยูพิจารณาดูแล้วจึงกล่าวกับองค์กษัตริย์จื่อหรงซิง
“สถานที่ที่ท่านจัดไว้ให้ไม่เหมาะสมที่จะติดตั้งค่ายกลมิติเพราะสถานที่แห่งนี้แคบเป็นอย่างมากและยังเสี่ยงต่อการบุกโจมตีได้ง่าย การรักษาความปลอดภัยเป็นไปได้ยาก หากมีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆจะไม่สามารถป้องกันได้ทัน”
“เจ้าหนู เจ้าอย่าทำเป็นเรื่องมากนักเลยข้าจัดสถานที่นี้ให้เจ้าเพราะเห็นว่ามันเหมาะสมแล้ว” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา
เฟิ่งหยูมองไปที่กษัตริย์จื่อหรงซิง
“ข้าเป็นคนมอบให้ เพ่ยผิง เขาดูแล และจัดเตรียมสถานที่เองหากเจ้าไม่พอใจ ข้าจะให้คนจัดหาสถานที่ให้เจ้าใหม่อีกครั้ง”
“แต่ว่าองค์กษัตริย์พวกเราลงความเห็นกันแล้วว่าที่ตรงนี้เหมาะสมแล้วนะพะยะค่ะ”เพ่ยผิงกล่าวขัดขึ้นมา
“เช่นนั้นข้าก็จะติดตั้งค่ายกลให้กับพวกท่านที่นี่ก็ได้แต่หากข้าพัฒนาค่ายกลขึ้นมา และมันมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมท่านคิดว่าคนจำนวนนับพันจะมาอออยู่ที่ตรงนี้ได้อย่างนั้นหรือที่นี่จุคนได้มาที่สุดอย่างมากก็ สองร้อยคน พวกท่านก็เตรียมทรัพยากรใหม่ทั้งหมดในคราวหน้าก็แล้วกันหากข้าสามารถพัฒนาค่ายกลได้”
“การสร้างค่ายกล ค่ายกลหนึ่งใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ท่านเองก็น่าจะรู้ดีเอาเถอะในเมื่อพวกท่านยืนยันเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ขัดพวกท่าน”
“เจ้า เจ้า .......”
“เอาหละ เอาหละ พวกเจ้าไม่ต้องมาทะเลาะกัน เฟิ่งหยูบอกว่ามันแคบไปก็ไปหาสถานที่ใหม่ก็แล้วกัน เอาหละจื่อโหยวเจ้าไปจัดการแทน เพ่ยผิงก็แล้วกัน”
“ขอรับพระบิดา”
“เอาหละแยกย้ายกันไปก่อนละกัน หากได้สถานที่ใหม่ค่อยว่ากันอีกที” กษัตริย์จื่อหรงชิงบอกกับทุกคน
“เฟิ่งหยู องค์หญิง ทุกท่านเชิญทางนี้”องค์ชายจื่อโหยวนำพวกเฟิ่งหยูไปยังตำหนักของเขาเอง
“เพ่ยผิง คงเป็นคนขององค์ชายห้าสินะ?”เฟิ่งหยูเอ่ยถามองค์ชายจื่อโหยวหลังจากพวกเขาเดินออกมาได้สักพักหนึ่ง
“เจ้ารู้ ………?”
“ใช่ ข้ารู้....พวกเราค่อยพูดเรื่องนี้กันทีหลังตอนนี้รอผู้นำตระกูลว่านและผู้นำตระกูลหลันมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน”พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็มาถึงตำหนักขององค์ชายจื่อโหยว
“เจ้านี่ท่าจะรู้เรื่องราวดีแล้วเป็นแน่ ถึงได้ให้ข้าเชิญพวกเขามาร่วมดื่มด้วย”
“ท่านอยากให้ทั้งสามตระกูลร่วมมือกับท่านหรือไม่ ?”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีนะสิ พวกของน้องห้านั้นมีเยอะมากเกินไปแล้วตอนนี้ราชสำนักเกินครึ่งเป็นคนของเขาแล้ว เสด็จพ่อเองก็เครียดกับเรื่องนี้เช่นกันเพราะว่าพวกเราต่างรู้นิสัยของน้องห้าดีหากเขาปกครองอาณาจักรจันทร์เสี้ยวคงจะวุ่นวายน่าดู”
“ท่านรู้ไหมว่าองค์ชายห้า ส่งคนไปโจมตีเหมืองแร่ของพวกข้าโชคดีที่ข้าให้กองกำลังของเมืองจินเฟิงเฝ้ารักษาการณ์อยู่จึงไม่ได้สูญเสียสิ่งใด”
“เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในอาณาจักรของข้าเช่นนั้นหรือ ?” เสียงกษัตริย์จื่อหรงชิวดังมาจากทางด้านหลังของทั้งสองคน
“ฝ่าบาท”
“ เสด็จพ่อ”
“ไม่ต้องมากพิธี สิ่งที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงเช่นนั้นหรือ?”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
“พวกเจ้าคงนัดแนะกันมาคุยเรื่องอะไรสักเรื่องและคงเกี่ยวข้องกับอาณาจักรของข้า เช่นนั้นข้าขอฟังด้วยคนจะได้ไหม...”
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา
“ได้สิฝ่าบาท พวกเราแค่จะมาคุยเรื่องลงทุนค้าขายกันเท่านั้นพระองค์จะมาร่วมฟังด้วยก็ไม่มีปัญหาอันใด” เฟิ่งหยูกล่าวขึ้นมา
“ลงทุนค้าขายอย่างนั้นหรือ น่าสนใจดีนี่เอาหละพวกเจ้าไปยกสุราอาหารออกมาข้าจะร่วมสนทนากับพวกเขาด้วย”กษัตริย์จื่อหรงชิงเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
เพียงไม่นานผู้นำตระกูลว่านและผู้นำตระกูลหลินก็มาถึงตำหนักขององค์ชายจื่อโหยว
“ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายบังคมองค์ชาย”
“เอาหละในเมื่อมากันครบแล้ว ข้าจะขอแนะนำ พวกท่านให้รู้จัก เฟิ่งหยูเจ้าเมืองจินเฟิง และองค์หญิงหนิงเอ๋อ แห่งอาณาจักรเมฆาหวน” องค์ชายจื่อโหยวแนะนำเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อให้กับผู้นำตระกูลทั้งหลายได้รู้จัก
“ข้าเฟิ่งหยูยินดีที่ได้รู้จักผู้อาวุโสทุกท่านข้าจะขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกันที่ข้าให้องค์ชายเรียกพวกท่านมาในวันนี้ข้าจะร่วมมือกับพวกท่านค้าขายระหว่างอาณาจักรพวกท่านคิดว่าอย่างไร”
“ค้าขายสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?”หลันลู่จิว ผู้นำตระกูลหลันถามขึ้นมา
“นั่นนะสิ ท่านเจ้าเมือง ท่านจะให้พวกเราทำอะไรอย่างนั้นหรือ”ว่านเฟยหยาง ผู้นำตระกูลว่านเอ่ย
“โอสถ..และเหมืองแร่”
“ข้าจะให้พวกท่านจำหน่ายโอสถในอาณาจักรจันทร์เสี้ยวแห่งนี้”
เฟิ่งหยูหยิบโอสถจำนวนมากออกมากองให้พวกเขาได้ดู พร้อมกับป้ายนักหลอมโอสถของเฟิ่งหยู
“นี่มันโอสถคุณภาพสูง ทั่วทั้งอาณาจักรของเรามีจำนวนเพียงน้อยนิดแต่ที่ท่านนำออกมาวางเหมือนขนมเลยอย่างนั้นก็หมายความว่า......”
“ใช่ข้าจะให้พวกท่านสองตระกูลจัดสรรกันเองว่าใครจะจำหน่ายในเมืองใดโอสถของข้าผ่านการรับรองจากตำหนักโอสถสวรรค์ พวกท่านสามารถใช้ชื่อนี้การันตีโอสถได้เลยเพราะตำหนักโอสถสวรรค์เป็นอันดับหนึ่งของทวีปฟ้าครามแห่งนี้อยู่แล้ว”
“ท่านจะให้พวกเราจำหน่ายโอสถเหล่านี้จริง ๆ อย่างนั้นนะหรือ นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า?”
“ส่วนแบ่งของพวกท่านคือสามส่วน พวกท่านจะว่ายังไงบ้าง”
“สามส่วน!!! พวกเราไม่ได้ฝันไปใช่ไหมนี่”
“องค์กษัตริย์ท่านเห็นควรว่าอย่างไรบ้าง ?”
“ได้สิไม่มีปัญหาอะไร แล้วทางอาณาจักรของข้าหละเจ้าเตรียมสิ่งใดไว้..?”
“สำหรับพระองค์และตระกูลโหย่ว ข้าเองก็ได้เตรียมการค้าอีกอย่างหนึ่งไว้ทำร่วมกับพวกท่านแล้ว“เหมืองแร่” ข้าจะรับซื้อแร่ทุกชนิดที่อาณาจักรของท่านที่ขุดขึ้นมาได้ ส่วนเรื่องราคานั้นก็เอาตามที่เคยเสนอให้กับตระกูลโหย่วก็แล้วกัน”
“นายน้อยท่านแน่ใจอย่างนั้นหรือราคาที่เมืองจินเฟิงของพวกท่านรับซื้อกับตระกูลโหย่วนั้นสูงกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัวเลยนะ”
“ข้าเป็นเจ้าเมืองจินเฟิง ในเมื่อผ่านการพิจารณาจากคนของข้าแล้วข้าก็ไว้ใจว่าพวกเขาจะไม่ทำให้เมืองของข้าต้องสูญเสียรายได้อย่างแน่นอนตกลงราคาตามนั้น ก็แล้วกัน องค์กษัตริย์ พระองค์เห็นควรว่าอย่างไรบ้าง”
“เจ้าสร้างคุณประโยชน์ให้กับอาณาจักรของข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะปฏิเสธเจ้าได้อย่างไร?”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทแต่ข้าพระองค์มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งเหมืองแร่ทุกเหมืองจะต้องเป็นของชาวเมืองในอาณาจักรจันทร์เสี้ยวห้ามมิให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่งกว้านซื้อเป็นอันขาด ตระกูลใดค้นพบก็เป็นของตระกูลนั้น และให้มาลงทะเบียนไว้ที่เมืองที่ค้นพบเพื่อจะได้จัดเก็บภาษีพัฒนาเมืองนั้นต่อไปและข้าขอให้องค์ชายจื่อโหยวเป็นคนดำเนินการเรื่องนี้ด้วยตนเองพะยะค่ะ”
“ได้ไม่มีปัญหา ข้าอยากจะรู้จริง ๆเจ้าไปร่ำเรียนเรื่องนี้มาจากที่ไหน ใครกันที่สั่งสอนเจ้าทำให้เจ้าคิดเรื่องเช่นนี้ได้ ข้าเองบริหารบ้านเมืองมานาน ยังทำเช่นเจ้าไม่ได้เลย ”
“องครักษ์ เจ้าไปเรียกเจ้ากรมการค้ามาพบข้าที่นี่เดี๋ยวนี้”
“พะยะค่ะ”
“นับว่าเป็นโชคดีของพวกเจ้าทั้งสามตระกูลที่มาร่วมในวันนี้ข้าเองก็จะสนับสนุนพวกเจ้าอย่างเต็มที่เช่นกัน”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”