“ทะ ทหารรรร .... ฟึบบบ ๆๆๆ เคร้ง ๆๆ...” เมื่อจู่ ๆเทียนคงก็ปรากฏตัวขึ้นมาเอาดื้อ ๆ ทั้งห้องรับรองก็เงียบกริบด้วยความประหลาดใจส่วนทหารที่กำลังคุกเข่ารายงานอยู่ เขาจำเสียงนี้ได้จึงเงยหน้ามองขึ้นมาตามเสียงก็พบกว่าเป็นชายปิดหน้าก่อนหน้านี้ เขาจำได้ว่าไม่มีใครตามมาแล้วกว่าจะมาที่นี่ก็ใช้เวลาราว 10 นาที แล้วหมอนี่มาตอนไหนกัน แต่ช่างเรื่องนั้นก่อนเขาจึงตะโกนเรียกทหารที่อยู่ด้านนอก ซึ่งก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ทหารราว 20 คนก็ถือหอกและเข้ามาล้อมเทียนคงเอาไว้ และตั้งกำแพงกำบังซินเหยียนและไหเจิน
ซินเหยียนมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าก็เอามือตบหน้าผากแล้วหันไปกระซิบที่ข้างหูคุณหนูโจวว่า “เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าเจ้าควรไปพอเขามาด้วยตัวเองไม่รู้ว่าทหารเจ้าไปทำอะไรมา มันถึงลงเอยแบบนี้ ...”
คุณหนูโจวตอนนี้เหงื่อเริ่มซึมออกมานิดหน่อยแล้วนางไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องได้ขนาดนี้นางรู้สึกไม่ดีที่จะต้องลดตัวไปเชิญใครก็ไม่รู้มาเพื่อพบซินเหยียนนางจึงให้ทหารออกไปแทน แต่เดี๋ยวนะ เมื่อครู่เทียนคงบอกว่า เขากำลังช่วยคนอยู่ ช่วยอะไรล่ะในเมื่องานประลองก็เพิ่งจบไปแล้วมันจะมีอะไรได้ แสดงว่าเขาจะต้องหาเรื่องบ่ายเบี่ยงเพื่อถ่วงเวลาเป็นแน่
แต่ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นเทียนคงก็ชิงฉายภาพสามมิติเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กลางห้องรับรองซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่ตระกูลหยางมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคุณชายเหลย ซึ่งภาพทั้งหมดก็ได้มาจากโดรนที่เทียนคงปล่อยไว้นั่นเอง
“ปะเป็นแบบนี้เอง .... พวกเจ้าถึงกลับละเลยความปลอดภัยของประชนชน แถมยังลงมือต่อคนที่ข้าให้พามางั้นหรือช่างบังอาจนัก ... ทหาร นำตัว 4 คนนี่ไป รอฟังคำสั่งข้า”
แม้จะแปลกใจว่าเทียนคงฉายภาพเหล่านี้มาจากไหนและทำได้อย่างไร เพราะมุมมองของภาพคือบนฟ้า แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพมันชัดเจนว่าคนของนางทำเกินกว่าเหตุ แถมยังใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกอีกด้วยประชาชนบาดเจ็บอยู่ตรงหน้ากลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย และตอนนี้คุณหนูโจวก็โมโหและเสียหน้ามาก ๆ
ซินเหยียนถอนหายใจและตัดสินใจที่จะพูดแทรกขึ้นมาว่า “พอเถอะ ซุ่อิ่ง ข้าว่ายิ่งเจ้าทำอะไรเรื่องมันยิ่งบานปลาย ... แล้วก็พวกเจ้าก็ออกไปก่อน เดี๋ยวข้าจัดการต่อเอง”
เมื่อซินเหยียนออกคำสั่งทหารทั้งหมดรวมถึงตัวการก็ออกไปกันทันที และเมื่อเหลือแต่คนกันเองแล้วเทียนคงก็ดึงผ้าปิดหน้าลง แล้วโค้งคำนับให้ซินเหยียนแล้วพูดว่า “ยินดีที่ได้พบอีกครั้งองค์หญิงสาม และองค์ชายสิบห้า ส่วนท่านนี้คือ ...”
“รู้แล้วว่าคนตรงหน้าเป็นใครเหตุใดถึงไม่คุกเข่า .... โอ้ยยยยย ....”
“ข้าบอกให้เจ้าพอได้แล้วไงหรือว่าข้าควรไล่เจ้าออกไปด้วยดี ....”
“แต่ว่าองค์หญิง... โอ้ยยย”
“เขาเป็นสหายของข้าและน้องชายข้า แถมยังเป็นผู้มีพระคุณด้วยเจ้าจะให้ผู้มีพระคุณของข้าคุกเข่าให้ข้าหรือไง”
“หะ ....เขาไปเป็นผู้มีพระคุณเจ้าเมื่อไหร่ อื้อออออ พอแล้ว อย่าหยิกข้าได้ไหม ...เนื้อข้าจะหลุดอยู่แล้วเนี่ย” พอเจ็บมาก ๆเข้าคุณหนูโจวก็หลุดสบถออกมาแต่ซินเหยียนก็หาได้โกรธเคืองไม่ แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย
“นี่ไงเจ้าเองก็เป็นสหายของข้า ดังนั้นทั้งการพูดและการกระทำ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องมากพิธีกับข้าไม่ใช่หรือไงแล้วสหายข้าคนอื่นจะทำแบบที่เจ้าทำไม่ได้รึ ไม่ต้องนับว่าเป็นผู้มีพระคุณก็ได้ ขอแค่ข้านับเขาเป็นสหายแค่เคารพทักทายกันปกติก็เพียงพอแล้ว”
“อือออก็ได้ ข้าเข้าใจแล้ว ว่าแต่เจ้า เทียนคง ทำไมเจ้าถึงได้ไปอยู่ที่ตระกูลหลิว หรือว่าเจ้าแท้จริงแล้วเป็นคนของตระกูลหลิวแล้วเจ้าเป็นอะไรกับหลิวเย่อิ๋ง แล้วเจ้ารู้จักช่างผู้ตีดาบเพลิงเมฆาของตระกูลหลิวหรือไม่แล้วนั่น แล้วนี่ แล้วนู่น .....” คุณหนูโจวเมื่อถูกต้อนจนมุมก็ปล่อยเรื่องศักดิ์ฐานะแล้วหันมาถามสิ่งที่ซินเหยียนน่าจะอยากรู้ที่สุดก่อน จากนั้นจึงเป็นคำถามของตัวเองที่ต้องการแล้วก็ยิงคำถามอีกรัว ๆ จนเทียนคงไม่มีโอกาสได้ตอบเลย
“เอ่อออ.... เดี๋ยว ... หยุด .... หยุดก่อน ท่านจะอยากรู้เรื่องของข้าไปทำไมกัน แล้วก็เอาเป็นว่าที่ข้าอยู่ที่ตระกูลหลิวก็เป็นเพราะเรื่องบังเอิญน่ะ”
“ท่านบังเอิญตีดาบให้คุณหนูหลิวด้วยงั้นรึ ....” ซินเหยียนที่เงียบมาตลอดพลันเอ่ยคำถามขึ้นมา
“ใช่บังเอิญน่ะ ....” เทียนคงตอบโดยไม่ต้องคิดเลยสักนิด
“เป็นท่านจริงๆด้วย ... ข้าเองก็อยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นมาอย่างไร ท่านสะดวกเล่าให้ข้าฟังไหม”ซินเหยียนนั่งลงยังที่ตัวเอง รินชาแล้วยื่นถ้วยชาให้เทียนคง
“อ่ออสรุปคนที่อยากรู้ว่าข้าไปทำอะไรมา คือท่านหรือ ก็ไม่ถามเองเสียแต่แรกล่ะ ให้คุณหนูหยาบกระด้างนี้มาถามข้าคงจะอยากตอบหรอก” เทียนคง นั่งลงตรงข้ามซินเหยียนรับถ้วยชามาแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียว
“เจ้า ...เจ้าว่าอะไรนะ ข้าเนี่ยนะหยาบกระด้าง .... ดูสิ ... นี่ ... ผิวพรรณข้าออกจะเนียนนุ่มอยาบกระด้างตรงไหน ...” คุณหนูโจวได้ยินเทียนคงกล่าวว่านางแบบนั้นก็ไม่พอใจแต่ดูนางจะเข้าใจไปคนละเรื่องนะ จากนั้นก็ถลกชายเสื้อขึ้นจนเห็นเอวขอดกิ่วขาวเนียนแล้วดึงมือเทียนคงไปสัมผัสหน้าท้อง
O_O “หือออเห้ยยย ... เจ้าทำอะไรน่ะ” เทียนคงแม้จะได้สัมผัสกับเรือนร่างของสตรีบ่อย ๆจากวิคทอเรีย แรก ๆเขาก็ตกใจแต่ตอนนี้ก็เริ่มชินแล้ว แต่กลับคุณหนูโจวนั้นมันทำให้เขาตกใจอีกครั้ง แล้วรีบดึงมือกลับ ไม่พอยังหยิบกระดาษที่วางที่โต๊ะมาเช็ดมืออีกด้วย
“ว้ายยย... ซุอิ่ง หยุดเลยนะ ทำอะไรของเจ้าน่ะ จะบ้าหรือไง หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ..”ซินเหยียนเองก็ตกใจจนกระเด้งตัวออกจากโซฟาแล้วพุ่งเข้าไปดึงชายเสื้อคุณหนูโจวลงมา
“อะไร... นี่เจ้ารังเกียจข้าขนาดต้องเช็ดมือเลยรึ จะมากไปแล้วนะ ... ซินเหยียนเจ้าดูมันผู้นี้ทำกับข้าสิ เจ้าไปชอบคนแบบนี้ได้อย่างไรกัน ไร้มารยาทสิ้นดีเลย”คุณหนูโจวโมโหสุด ๆที่เทียนคงทำ แล้วเผลอหลุดปากพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปเสียแล้วและซินเหยียนก็ห้ามไม่ทันเสียด้วย ได้แต่อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แต่นางก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็วแล้วรีบอธิบายว่า
“คุณชายเทียนคงท่านอย่าได้เข้าใจผิด ที่ข้าบอกนางว่า ข้าชื่นชอบท่านเป็นเพราะเรื่องต่าง ๆของท่านต่างหากมะ ไม่ได้หมายความว่าอย่างอื่นเลย ....” ซินเหยียนอธิบายไปก็เหล่สายตามองเทียนคงไปด้วย แม้จะเป็นคุณหนูโจวที่หลุดปากไป แต่เมื่อพูดไปแล้วนางก็อยากรู้เช่นกัน ว่าเทียนคงจะมีปฎิกิริยาอย่างไร
“งั้นหรือข้าก็พอเดาได้แหละนะ ว่าข้านั้นน่าชื่นชอบเพียงไร มีแต่คนอย่างคุณหนูโจวนี่แหละที่หยาบกระด้างเกินกว่าจะมองเห็นสิ่งที่ข้าทำ ท่านว่าจริงไหม”
“หึ... คิกกก” ซินเหยียนได้ยินสิ่งที่เทียนคงตอบ ก็พลันหัวเราะคิกขึ้นมานางไม่คิดว่าเทียนคงจะหลงตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ก็อดผิดหวังในความซื่อบื้อ เรื่องหญิงสาวของเทียนคงแต่ก็อดขำไม่ได้ที่เทียนคงเองก็แขวะคุณหนูโจวไม่เลิก”
“จะเจ้า เจ้า ... หึยยยย ข้าไม่พูดกับหมอนี่แล้ว เจ้าอยากรู้อะไรก็ถามเองแล้วกัน อ้อแล้วก็อย่าลืมถามเรื่อง ดาบเพลิงเมฆาให้ข้าด้วยล่ะว่าเขาจะตีดาบแบบนั้นให้ข้าด้วยสักเล่มได้หรือไม่ .................. หือออเดี๋ยวนะ ขะ เขาเป็นคนตีดาบเพลิงเมฆา ........... เอ่ออออ คุณชายเทียนคงไม่ทราบว่าท่านจะตีดาบแบบนั้นให้ข้าสักเล่มได้หรือไม่”
คุณหนูโจวพอได้เถียงกับเทียนคงเรื่องความหยาบกระด้าง ก็พลันลืมสิ่งที่ซินเหยียนได้ถามออกไปแล้ว และก็ได้คำตอบแล้วด้วยพอได้สติ ก็นึกขึ้นได้ แล้วรีบเปลี่ยนน้ำเสียงเวลาพูดกับเทียนทันทีดูท่านางจะชื่นชอบอาวุธจริง ๆ และอยากจะได้อาวุธระดับ 5 ขั้นสูงสุดมาครองด้วยสักชิ้น
ไหเจินที่อยู่วงนอกของการสนทนานี้ไปแล้วก็ถอนหายใจ พลันคิดในใจว่า “นี่พี่ชาย จะหว่านเสน่ห์แบบนี้ไปทั่วไม่ได้นาไม่อย่างนั้นพี่สาวข้าได้มีคู่แข่งเยอะแน่ ๆ”
“นี่เจ้าเพิ่งรู้ตัวเหรอเนี่ย..... แต่ก่อนจะไปเรื่องนั้น ให้คุณชายเล่าเรื่องต่าง ๆให้ข้าฟังก่อนดีกว่า ....เชิญคุณชาย”
“เฮ้อออเล่าแล้วมันก็ยาว เรื่องมันก็มีอยู่ว่า .....” เทียนคงถอนหายใจ แล้วเล่าเหตุการณ์10 กว่าวันที่เขาอยู่ที่เมืองเพชฆาตอสูรให้ทั้งสามคนฟังคร่าว ๆ แต่ไม่ได้เล่าเรื่องที่อาสามเย่อิ๋ง และอี่ม่านได้คุกเข่าขอติดตาม เพราะเรื่องนี้ยังไม่อาจบอกใครได้ ซึ่งทั้งสามคนก็นั่งฟังอย่างตั้งใจโดยเฉพาะซินเหยียน ที่ทั้งโล่งใจและรู้สึกอิจฉาเย่อิ๋งเล็ก ๆและนางก็เพิ่งจะจำได้เดี๋ยวนี้เอง ว่าเย่อิ๋ง คือหัวหน้าสังกัดที่นางกับไหเจินได้ขอเข้าร่วมไปตอนนั้นถ้าไม่ได้ฟังเทียนคงเล่าเรื่องนี้แล้วล่ะก็ นางคงจำเย่อิ๋งไม่ได้จริง ๆ แต่ดูแล้วเย่อิ๋งจะจำนางกับไหเจินไม่ได้เหมือนกันนะ
“เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านี้... หากท่านอยากพบกับแม่นางหลิว ก็ไปกับข้าเลยเถอะ เพราะข้าก็ยังไม่เอ่ยลาพวกเขา”
“อือออข้าจะไปกับคุณชายด้วย ว่าแต่หลังจากนี้คุณชายจะไปที่เมืองอัญมนีสามสีงั้นหรือถ้าท่านไม่ว่าอะไร ข้าขอติดตามไปด้วยได้หรือไม่” ซินเหยียนพอฟังเรื่องที่เทียนคงได้อยู่กับเย่อิ๋งมาเกือบ10 วัน ก็รู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่างบ้าง
“ไม่มีปัญหาถ้าท่านว่างล่ะก็นะ”
“ข้าก็จะไปด้วย”สองเสียงดังขึ้นมาพร้อมกัน เป็นเสียงของคุณหนูโจวและไหเจินนั่นเอง ถ้าเป็นเรื่องเที่ยวล่ะก็สองคนนี้ย่อมไม่พลาดแน่อยู่แล้ว
ทั้งเทียนคงและซินเหยียนหันไปมองสองคนอย่างเอือมระอาแล้วกำลังจะอ้าปาก สองคนก็พูดขึ้นมาก่อนว่า “ข้าต้องไปด้วยอยู่แล้ว เพราะข้าเป็นองครักษ์ส่วนตัวขององค์หญิงยังไงข้าก็ต้องไป เจ้าห้ามข้าไม่ได้หรอก”
“เอ่อข้าเองก็เป็นองค์รักษ์เช่นกัน ดังนั้นข้าก็ ....”
“ไหเจินเจ้าคิดจะโดดเรียนรึ ...”
“ข้าไม่เอ่อออ .... ข้า .... ท่านพี่ ได้โปรด ... ให้ข้าไปด้วยเถอะนะ ๆ ๆ ๆ..”
“ไม่ได้ยังไงก็ไม่ได้ อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงคราวทดสอบความรู้แล้ว หากเจ้าสอบตกครั้งนี้ล่ะก็อย่าว่าแต่ข้าเลย ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว รู้ไหม”
“........ก็ได้ แต่ถ้าข้าสอบเสร็จเมื่อไหร่ ท่านต้องพาข้าออกไปเพื่อชดเชยนะ”
“แน่นอนข้ากับคุณชายจะพาเจ้าไปเที่ยวด้วยแน่นอน”
สองคนคุยกันเออออกัน โดยที่ไม่ได้ปรึกษาคนที่เอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย เทียนคงจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก
ณตระกูลหลิว
“อะองค์หญิงสาม ที่แท้ .... ทะ ท่านก็คือ สหายของคุณชายเมื่อตอนนั้น จะ จริงเหรอเนี่ย.... บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วแน่ ๆ” เย่อิ๋งที่มารอเทียนคงที่เรือนรับรองแขกเมื่อได้ยินซินเหยียนแนะนำตัว ก็ตกตะลึงไป
“หน้าเหมือนกันขนาดนี้เจ้าดูไม่ออกรึไง” เทียนคงเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่า ทั้งเย่อิ๋งและคนอื่นๆของตระกูลเกาตอนนั้น จะจำซินเหยียนไม่ได้
“ถึงหน้าจะเหมือนกันแต่ใครจะคิดกันเล่า ว่าองค์หญิงจะปลอมตัวมา ข้าก็คิดว่าเป็นเพียงคนหน้าคล้ายก็เท่านั้นส่วนองค์ชาย ข้าไม่เคยเห็นหน้า แล้วจะไปจำได้ ได้อย่างไร ใครจะเหมือนท่านกันล่ะ ....”
ทั้ง5 คนคุยกันอีกเล็กน้อย จากนั้นเทียนคงก็เอ่ยลาแล้วออกเดินทางไปยังเมืองอัญมนีสามสี พร้อมกันกับซินเหยียนและคุณหนูโจว ส่วนไหเจินต้องเดินทางกลับเมืองหลวงเองคนเดียวด้วยความผิดหวัง....