พลิกบทนางร้าย : ทะลุมิติมาเป็นปีศาจบุปผาสื่อรัก

    บทที่ 34 คนปัญญาทึบกลายเป็นเสาหลัก

    บทที่ 34 คนปัญญาทึบกลายเป็นเสาหลัก


    มารดาหยุนอินหยุนอินและหมอชราต่างก็จ้องมือของหนานลี่ที่กำลังใช้เข็มและด้ายเย็บแผลที่เต็มไปด้วยเลือด บาดแผลเหวอะถูกเย็บปิดอย่างรวดเร็ว เลือดก็หยุดไหลเหลือแค่รอยเย็บเล็กๆ


    หยุนฝานหมดสติไปตอนที่หนานลี่กำลังเย็บแผลให้เขา เขาไม่ยอมหมดสติตอนถูกโจรแทงที่นอกเมือง เขาพยายามมากเพื่อให้สามารถกลับมาถึงบ้าน ระหว่างทางเลือดไหลออกมาจากแผลไม่หยุด ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าชีวิตของเขาคงกำลังจะหมดลง 


    เขาได้สั่งเสียไว้หมดแล้ว สิ่งเดียวที่เขาห่วงก็คือบุตรชาย หากเขาตายไป ตระกูลหยุนก็จะไม่มีเสาหลัก เหลือแค่ภรรยากับลูกจะทำอย่างไรดี?


    แต่ไม่คิดเลย ว่าพออาลี่เข้ามาก็บอกว่านางมีวิธีรักษา มันทำให้เขาเกิดความหวัง ถึงแม้ว่าจะมีความหวังแค่หนึ่งในสิบส่วน แต่เขาก็จะกัดฟันยอมรับเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป


    หยุนอินหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมานั่งยองๆอยู่ข้างๆหนานลี่ ซับเหงื่อให้นาง หนานลี่ชะงัก หันไปมองหยุนอิน ผุดยิ้มออกมาแล้วก้มหน้าลงทำแผลต่อ


    เห็นหนานลี่ทำแผลเสร็จ หมอชราก็รีบจับชีพจรของหยุนฝาน "ชีพจรคงที่ดีมาก สาวน้อย เจ้าทราบได้อย่างไรว่าการเย็บแผลที่ลึกเช่นนี้จะสามารถห้ามเลือดได้อย่างรวดเร็ว"


    "ถึงแม้ว่าแผลจะลึก แต่ไม่ได้โดนอวัยวะภายใน ขอแค่ดูดเลือดที่อยู่ในช่องท้องออกให้หมด ฆ่าเชื้อให้ดี ป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อซ้ำก็พอ อ้อ ท่านอย่าลืมจ่ายยาแก้อักเสบให้เขาสักหน่อย พอผ่านคืนนี้ไปได้ก็จะพ้นขีดอันตรายแล้วเจ้าค่ะ" หนานลี่ล้างมือไปพลางอธิบายไปพลาง


    หมอชราลูบเคราของตัวเองพลางครุ่นคิด "สมุนไพรจีนสำหรับใช้แก้อักเสบมีพูกงอิง ป่านหลานเกิน หวางฉิน หวางไป่ ต้าชิงเย่ จินอินฮวา ขู่เฉิน ตี้กู่ผี ซางจือ ซือกวาลั่ว ชีจูฉ่าว อินเฉิน ฉุยเผินฉ่าว เป่ยหมู่ กวาโหลว เฉียนหู ...เจ้าว่าควรเลือกตัวไหนดี"


    หนานลี่กระพริบตาปริบๆ นางรู้จักแค่แอสไพริน เซฟิซิม ฯลฯ ไม่รู้เรื่องสมุนไพรจีนเลย แต่หมอชราคนนี้กลับมาถามนางว่าควรจ่ายยาแบบไหน


    อย่างไรก็ตาม แม้ในหัวไม่มีความรู้ แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ มิเช่นนั้นบุคลิกที่วางไว้อาจพังพินาศ


    หนานลี่ทำสีหน้าเรียบเฉย โบกมือสั่งว่า "จ่ายยาตามอาการของเหลาแหย ข้าเชื่อว่าเรื่องนี้ท่านจัดการได้ "ในเมื่อไม่มียาเซฟิซิม นางก็จนปัญญา


    หมอชราพยักหน้ารับทราบ หันกลับไปจ่ายยา 


    หยุนอินมองหนานลี่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม "อาลี่เจ้าเก่งจัง"


    "หากเหลาแหยเป็นอะไรไป ข้าจะให้เจ้าชดใช้ด้วยชีวิต" มารดาหยุนอินผลักหนานลี่ออก นั่งลงที่ข้างเตียง หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อให้หยุนฝาน นังหนูนี่กล้าอวดโอ้ ดังนั้นเจ้าย่อมต้องรับผลที่ตามมา


    "ท่านหมอก็บอกแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะว่าชีพจรของเหลาแหยคงที่แล้ว พอผ่านคืนนี้ไปก็จะพ้นขีดอันตราย ถ้าท่านไม่วางใจ ก็ดูแลเขาเองสิเจ้าคะ" หนานลี่ถอยหลังไปสองก้าว สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์


    มารดาหยุนอินเงยหน้าขึ้นมองหนานลี่ รู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูแปลกไป เมื่อก่อนนางไม่เคยเป็นเช่นนี้ มักขี้ขลาดตาขาวไม่กล้าเผชิญหน้า


    หยุนอินมองมารดาสลับกับหนานลี่ รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตร เขาจึงเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าหนานลี่ บดบังสายตาของมารดาหยุน "ท่านแม่ ข้าเชื่ออาลี่ ท่านพ่อจะไม่เป็นอะไร"


    มารดาหยุนอินมองใบหน้าที่ใสซื่อของหยุนอินก็ได้แต่ถอนหายใจ รู้สึกเศร้าใจที่บุตรชายไม่อยู่ข้างตน


    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครึ่งชั่วยามต่อมา หยุนฝานก็เริ่มตัวร้อน ยาที่หมอชราจ่ายให้ก็ต้มเสร็จพอดี จึงป้อนให้เขากิน แล้วก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้เขา กว่าจะหายไข้ก็ต้องดูแลเขาทั้งคืน


    มารดาหยุนดูแลหยุนฝานมาทั้งคืน เกิดความเหนื่อยล้า หนานลี่จึงอาสาดูแลเขาต่อ ถึงแม้ว่ามารดาหยุนอินจะไม่ชอบหนานลี่ แต่เห็นแก่ที่หยุนฝานอาการดีขึ้นเพราะการรักษาของหนานลี่ นางจึงไม่แสดงท่าทีรุนแรงอะไร


    เช้าวันรุ่งขึ้น ระหว่างหนานลี่ป้อนข้าวต้มและยาให้หยุนฝานกิน ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้น มารดาหยุนอินดีใจมาก โผเข้าไปกอดหยุนฝาน ร่ำไห้น้ำตาไหลเป็นสาย


    ระบบ:  โฮสต์ เหตุใดท่านถึงได้เปลี่ยนเนื้อเรื่องไปเช่นนี้ ในเนื้อเรื่องเดิมหยุนฝานตายในวันเกิดของหยุนอิน พระเอกจึงรู้สึกเสียใจมาก ถูกกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงจนฉลาดขึ้นมา สามารถรับช่วงต่อกิจการของตระกูล แต่ตอนนี้หยุนฝานไม่ตายแล้ว พระเอกจะผงาดขึ้นได้อย่างไร?


    หนานลี่ : เจ้ากำลังจะบอกว่าหยุนฝานสมควรตายเพื่อปลุกสติปัญญาของหยุนอินรึ? ไม่หรอก เจ้าเข้าใจผิดแล้ว นั่นไม่ใช่วิธีเดียวที่จะใช้เรียกสติปัญญากลับมา


    ระบบ : เอาเถอะโฮสต์ วันนี้พระเอกจะได้เจอกับนางเอกแล้วก็ตกหลุมรักนางเอกตั้งแต่แรกพบ ท่านอย่าเปลี่ยนเนื้อเรื่องหลักอีกก็แล้วกัน


    หนานลี่ : ระบบนางเอกมีภูมิหลังอย่างไร


    ระบบ : ฮี่ ฮี่ ทำไมหรือโฮสต์ ท่านเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจแล้วรึถึงได้มาถามเรื่องของนางเอก


    หนานลี่ : ข้าไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม จะไปชอบพระเอกที่เป็นกบเขียวตัวอ้วนได้อย่างไร?


    ระบบ : กบเขียว? โฮสต์ท่านว่างมากหรือถึงได้มาตั้งฉายาให้พระเอก?


    หนานลี่ : ก็ความประทับใจแรกมันฝังลึกในใจนี่นา


    "อาลี่ รีบมากินข้าวกับข้าเร็ว!" เสียงที่ดูใสซื่อของพระเอกที่เป็นกบเขียวอ้วนๆดังมาจากระยะไกล หนานลี่จึงไม่ได้คุยกับระบบต่อ ลุกขึ้นไปกินข้าวกับพระเอกอย่างมีความสุข


    "วันนี้ท่านตั้งใจจะทำอะไรหรือเจ้าคะ" หนานลี่ถาม


    หยุนอินเงยหน้าขึ้น มุมปากมีเศษข้าวติดอยู่โดยที่เขาไม่รู้ตัว ตอบหนานลี่อย่างจริงจังว่า "ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อบาดเจ็บต้องพักผ่อนนานๆ กิจการของครอบครัวไม่สามารถขาดคนดูแลได้ วันนี้ท่านแม่ให้ข้าไปที่ร้านเพื่อเรียนรู้การทำกิจการ"


    หนานลี่ : ให้คนปัญญาทึบไปดูร้าน? ไม่กลัวว่าร้านจะเจ๊งเรอะ ระบบบอกว่าพระเอกจะได้เจอกับนางเอกในวันนี้ หรือว่านางเอกคือคู่ค้ารายใหญ่ที่มาซื้อข้าว?


    หนานลี่พยักหน้ารับ "อ้อ เช่นนั้นก็ดีนะเจ้าคะ แต่น่าเสียดาย วันนี้ข้ามีงานต้องทำ คงไปกับท่านไม่ได้เจ้าค่ะ"


    หยุนอิน "ข้ารู้ อาลี่ยุ่งตลอดเวลา ต้องซักเสื้อผ้าให้ทุกคน ต้องทำความสะอาดบ้าน ต้องเอาข้าวไปให้อาหวงกิน"


    หนานลี่ใจหายวูบ "อาหวงคือใครหรือเจ้าคะ"


    หยุนอินกระพริบตาปริบๆ "อาหวงก็สุนัขที่ข้าเลี้ยงไว้ไง เจ้าลืมไปแล้วหรือ"


    หนานลี่ยกมือขึ้นลูบหัวของหยุนอิน รีบปฏิเสธ"ข้าไม่ได้ลืมเจ้าค่ะ แค่อยากจะทดสอบความจำท่านเท่านั้น !เวลาไม่คอยท่า ท่านรีบไปที่ร้านเถอะ"


    หลังจากที่ส่งหยุนอินไปแล้ว หนานลี่ก็เดินไปที่กรงที่ขังอาหวงไว้ สุนัขขนดำตัวใหญ่ในกรงเหล็กจ้องมองหนานลี่ด้วยดวงตากลมโต ส่งเสียงครางในลำคอ เหมือนจะเอาใจนาง


    หนานลี่เปิดกรงออก ลูบหัวของอาหวง "อาหวงออกมาทำงานได้แล้ว"


    อาหวง : ข้าเป็นสุนัข ต้องทำงานอะไร?


    หนานลี่ : "ช่วยข้าซักผ้าและกวาดบ้าน"


    อาหวง : เจ้าฟังภาษาสุนัขออกรึ


    หนานลี่ : "ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น หลังจากที่เป็นปีศาจในโลกที่แล้ว ข้าก็ฟังภาษาสัตว์ออก ... นึกถึงโลกที่แล้ว ก็ชักอยากกินเนื้อย่างจัง ต่อไปก็คงจะไม่มีใครย่างเนื้อสัตว์ให้ข้ากินแล้ว..."


    อาหวง : โฮ่งๆๆเจ้ามีเนื้อสัตว์รึ? เหตุใดไม่รีบเอาออกมา หากไม่มีเนื้อสัตว์ข้าจะไม่ยอมทำงาน!


    หนานลี่ : เจ้านี่เรื่องมากจริงๆ!


    ผ่านไป 1 เค่อ หนานลี่นั่งกินเมล็ดทานตะวันอย่างเอร็ดอร่อย มองอาหวงคาบไม้กวาดกวาดบ้านอย่างเชื่อฟังดูตลกจริงๆ


    อาหวง : ใช้ข้าเช่นนี้ ข้าโกรธแล้วนะ!


    หนานลี่ : ทำงานให้ดี ถ้าทำเสร็จแล้วข้าจะพาเจ้าไปกินเนื้อสัตว์ในเมือง


    อาหวงตาเป็นประกาย ทำงานอย่างขยันขันแข็ง พอหนานลี่เอาเสื้อผ้าที่ตากไว้บนราวตากผ้าลงมาก็เห็นรอยเท้าของสุนัขอยู่บนเสื้อผ้าอย่างชัดเจนซึ่งทำให้ดวงตาของนางกระตุก!

    คล้ายกับเรื่องพลิกบทนางร้าย : ทะลุมิติมาเป็นปีศาจบุปผาสื่อรัก ที่คุณอ่าน