"โสมโลหิตัพันปี นับว่าเป็สมบัติ์ชั้นสูงใน่ชีวิตแรกของข้า หากเป็ในชาติแรกเื่ดีๆเช่นนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นเป็อันขาด หรือต่อให้มี สถานที่แห่งนั้นคงกลายเป็สนามรบนองเืยาวนับพันลี้ และยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตังกุยกิเลนคราม อั่งคักสิบรวงพันปี โกฐเชียง์สามสี ซัวเอียะปฐีนิล สมุนไพรทั้งห้าชนิดล้วนแล้วแต่เป็สมุนไพรเซียนที่หาพบได้ยากเมื่อครั้งอดีตกาล การได้พวกมันทั้งห้ามาไว้ในเช่นนี้ ์ช่างเมตตาข้าอย่างแท้จริง"
เออิจิหวนรำลึกถึงความหลังขณะที่เขากำลังนั่งรวบรวมสมาธิ ใน่ชีวิตแรก เขาเคยเป็นักดาบที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานจนยากที่จะหาคู่ต่อกรได้ แต่ทุกครั้งที่มีสมุนไพรเซียนปรากฏ สำนักน้อยใหญ่ต่างๆในยุทธภพก็จะส่งจอมยุทธหรือคนในสำนักออกไป่ชิงสมบัติที่ปรากฏขึ้นมา และทุกครั้งที่มีการต่อสู้แย่งชิงเกิดขึ้น แม่น้ำโลหิตก็มักจะหลั่งไหลยาวไกลนับพันลี้
"ว่าไปแล้วเส้นทางที่ข้าเคยเดินใน่ชีวิตแรก ช่างเป็เส้นทางที่น่ารันทดและยากเย็นแสนเข็ญ ตลอดเส้นทางคือต้องมีจิตใจที่เหี้ยมหาญดุดัน จะอ่อนข้อให้กับศัตรูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นทะเลโลหิตและเรือกระดูกที่ข้าได้พบเห็นถึงได้ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา หากจิตใจไม่เข้มแข็งเหี้ยมเกรียมมากพอ ข้าคงเป็หนึ่งในยอดฝีมือเ่าั้ ที่ไม่อาจข้ามผ่านทะเลโลหิตและเรือกระดูกจำนวนนับไม่ถ้วนเ่าั้ไปได้"
"ชาตินี้ของข้า แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะแตกต่างกันออกไป แต่มีหนึ่งสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม นั่นก็คือผู้แข็งแกร่งกดขี่ผู้อ่อนแอ ผู้อ่อนแอก็ทำได้เพียงแค่ยอมรับชะตากรรม ในชาตินี้ปกครองด้วยระบอบขุนนางศักดินา นั่นก็คือการปกครองที่ชนชั้นสูงเป็ใหญ่ ไพร่หรือสามัญชนทั่วไปจะไม่มีนามสกุลต่อท้ายชื่อ ผู้ที่มีนามสกุลต่อท้ายชื่อล้วนแล้วแต่เป็ลูกหลานของชนชั้นสูง"
"ซึ่งชนชั้นทั้งหมดจะแบ่งออกเป็เก้าขั้น โดยที่อำนาจสูงสุดคือจักรพรรดิ รองลงมาจะเป็เเกรนด์ดยุก และต่ำลงไปกว่านั้นจะเรียกว่า อาร์คดยุก ดยุค มาร์ควิส มาร์กราฟ เอิร์ล ไวเคานต์และบารอนที่เป็ลำดับสุดท้าย ซึ่งท่านลอร์ดที่ปกครองป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่าแห่งนี้ ก็คือบารอนไบลท์ คัตลาส ไอ้อ้วนที่ลักพาตัวน้องสาวของเ้าของร่างนี้ไป"
กล่าวมาถึงตรงนี้ใบหน้าของเออิจิก็เต็มไปด้วยความโกรธ แต่เพียงไม่นานความโกรธแค้นนั้นก็ค่อยๆสงบลง เออิจิรวบรวมสมาธิโคจรเคล็ดวิชาเทพหยินหยางฟ้าดิน เพื่อชักนำฤทธิ์ของสมุนไพรและไขกระดูกของสัตว์อสูรสายเืชั้นยอดเข้าสู่ร่างกาย รูขุมขนทุกจุดของเขาเปิดออก พวกมันต่างก็ดูดซับไขกระดูกและฤทธิ์ของสมุนไพรเซียนเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
ทำให้กระดูกที่หักอยู่ทั่วทั้งร่างของเออิจิค่อยๆถูกหลอมขึ้นมาใหม่ ในขั้นแรกของผู้ฝึกลมปราณจะเรียกมันว่าหลอมกายา นั่นก็คือการผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น ทำให้ร่างกายยกระดับขึ้นไปอีกขั้น หรือจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าการเกิดใหม่
สิ่งนี้จะช่วยให้ร่างกายของจอมยุทธ์แข็งแกร่งขึ้น อีกทั้งยังเป็การวางรากฐานที่แ่าให้กับจอมยุทธ์ เพื่อที่ในอนาคตเหล่าจอมยุทธ์จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไม่ติดขัด หากรากฐานในขั้นแรกไม่มั่นคง เช่นนั้นขีดจำกัดในภายภาคหน้าจะต่ำเป็อย่างมาก
จากเดิมที่เคยไปมนุษย์ธรรมดาเมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝนลมปราณ เมื่อผ่านการวางรากฐานมาอย่างแ่า โอกาสสำเร็จในอนาคตบางทีอาจได้กลายเป็ท่านเซียน แต่สำหรับผู้มีพร์ที่มีรากฐานมั่นคง อย่างน้อยความสำเร็จของพวกเขาก็ไม่มีทางต่ำไปกว่าระดับจักรพรรดิ ฉะนั้นแล้วระดับหลอมกายาถือว่าสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้ฝึกฝนพลังลมปราณ
แกร๊ก!
กระดูกทุกท่อนภายในร่างกายของเออิจิกรีดร้องคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง เหงื่อเย็นไหลออกมาจากหน้ากลางผากเออิจิเป็เม็ดๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของขั้นนี้จะเต็มไปด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัส
เออิจิขมวดคิ้วเข้าหากัน เขากัดฟันเพื่อทนรับกับความเ็ปที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่รู้จบ
เวลาค่อยๆไหลผ่านไป ไขกระดูกที่เคยมีสีแดงทองบัดนี้ทั้งหมดล้วนแต่ถูกแปรเปลี่ยนจนกลายเป็สีดำทมิฬ และของเหลวสีดำนั้นก็ปล่อยกลิ่นเหม็นหืนออกมาราวกับสุนัขตายก็ไม่ปาน
เออิจิเลิกโคจรพลังลมปราณ เขาลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ก้าวขาแล้วเดินออกไปจากถังไม้ใบใหญ่ ออร่าที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาเต็มไปด้วยความสูงศักดิ์ จากเดิมที่มีใบหน้าหล่อเหลาและหุ่นที่เพอร์เฟคอยู่แล้ว หลังจากที่เขาออกมาจากการแช่ไขกระดูกและสมุนไพรเซียนห้าชนิด ตอนนี้ร่างกายของเขาราวกับถูกหล่อหลอมด้วยเหล็กกล้าชั้นดี มันเปล่งประกายจนทำให้ผู้ที่พบเห็นนั้นแทบจะตาบอด
เออิจิก้มหยิบอาภรณ์ที่กองอยู่กับพื้นของเขาขึ้นมาสวมใส่ ในตอนนี้เขารู้สึกสดชื่นเป็อย่างมาก ราวกับว่าสิ่งสกปรกในร่างกายได้ถูกขับออกไปจนหมดสิ้น
เออิจิเรียกหอกไม้เล่มยาวของเข้ามาถือไว้ในมือ จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูแล้วออกไปจากห้องอาบน้ำ ด้านนอกห้องอาบน้ำไม่มีวี่แววของใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว แม้แต่กิลด์มาสเตอร์ที่ก่อนหน้านี้ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำอย่างใจจดใจจ่อ ในตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาหายไปที่ไหน
เออิจิเดินไปที่ห้องโถงของสำนักงานกิลด์นักผจญภัย เวลานี้ไม่มีพนักงานคนไหนทำงานอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความมืดมิดและเงียบสงัด ซึ่งมันต่างกับตอนกลางวันอย่างลิบลับ เพราะใน่เวลากลางวันเหล่านักผจญภัยจะมากินดื่มสังสรรค์กันที่ห้องโถงกิลด์แห่งนี้
เออิจิเปิดประตูแล้วเดินออกไปจากห้องโถงของสำนักงานกิลด์นักผจญภัย
ด้านนอกเองก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดเช่นเดียวกัน จะได้ยินก็แต่เสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังลอยมาตามลม ด้านนอกถูกปกคลุมไว้ด้วยความมืดมิดแห่งม่านราตรีกาล เออิจิแหงนหน้ามองดวงดาวที่ส่องแสงสุกสกาวอยู่เต็มท้องฟ้า
ในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงความเงียบงันเบื้องหน้าเขา ตอนที่เขาเข้ามาในกิลด์คือ่หัวค่ำ และเวลาตอนนี้คงผ่านไปไม่ต่ำกว่าหกชั่วโมงเป็แน่ หากสังเกตดูจากดวงดาวท้องฟ้า ่เวลาคงอยู่ประมาณตีหนึ่งถึงตีสอง
"เทียบกับค่ำคืนของกรุงเทพฯและมหานครขนาดใหญ่ในรัฐต่างๆของอเมริกาเมื่อ่ชีวิตที่สองแล้ว ดวงดาวบนท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ช่างงดงามอย่างไร้ที่ติ ไม่มีแสงไฟด้านล่างที่คอยบดบังทิวทัศน์เบื้องบน แหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างไรก็งดงามเสมอ"
เออิจิะโขึ้นไปเหยียบอยู่บนหลังคาบ้านไม้เก่าๆหลังหนึ่ง เขายืนหลับตาซึมซับกับบรรยากาศที่ได้พบเห็นในค่ำคืนนี้ เข้าสูดลมหายใจเข้าไปในปอดให้ลึกที่สุด เพื่อให้จิตใจของเขาสงบลง เออิจิยืนสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นราวครึ่งชั่วโมง โดยไม่ขยับไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ณ สำนักงานกิลด์นักผจญภัย
ห้องที่อยู่ชั้นบนสุดซึ่งเป็ห้องทำงานของกิลด์มาสเตอร์แห่งกิลด์นักผจญภัย ด้านในห้องมีชายที่ร่างกายสูงใหญ่กำยำกำลังยืนจ้องมองบางอย่างอยู่ข้างนอกหน้าต่างห้องทำงานของเขา และชายคนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือกิลด์มาสเตอร์แห่งกิลด์นักผจญภัยสาขาป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่า หรือที่ผู้คนจำนวนมากรู้จักเขาในนามนักรบทมิฬ
ตอนนี้กิลด์มาสเตอร์กำลังยืนจ้องมองดูร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งด้วยความสนใจ ั้แ่ที่เด็กหนุ่มคนนั้นก้าวขาออกมาจากห้องอาบน้ำของสำนักงานกิลด์นักผจญภัย กิลด์มาสเตอร์ก็ให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว เขาใช้ััตรวจจับการเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ปล่อยให้เด็กหนุ่มคลาดสายตาไปเลยแม้แต่ก้าวเดียว
และในระหว่างที่กิลด์มาสเตอร์กำลังเพ่งััจับจ้องอยู่ที่ร่างของเด็กหนุ่ม จู่ๆร่างของเด็กหนุ่มก็อันตรธานหายไปจากหลังคาบ้านไม้เก่าๆหลังนั้น กิลด์มาสเตอร์แผ่กระจายประสาทััของเขาออกไปเพื่อตรวจสอบ แต่ไม่ว่าจิตััของเขาจะแผ่ขยายออกไปไกลมากแค่ไหน ก็ไม่อาจััถึงตำแหน่งของเด็กหนุ่มได้เลยแม้แต่น้อย
กิลด์มาสเตอร์ตกตะลึงจนยืนนิ่งค้าง เขาะโออกมาจากหน้าต่างห้องทำงานของเขา มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าสำนักงานกิลด์ จากนั้นก็ะโขึ้นไปบนหลังคาบ้านไม้เก่าๆหลังนั้น เขากวาดสายตามองออกไปรอบๆ แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นร่องรอยของเด็กหนุ่มเลยแม้แต่เงา
หน้าปราสาทของท่านลอร์ดที่ปกครองป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่า เออิจิมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าปราสาทใหญ่หลังนั้น ด้านหน้าปราสาทมีทหารยามที่ใส่เกราะทั่วทั้งตัวยืนเฝ้ายามอยู่สองคน มองดูแล้วทั้งคู่ก็เป็ทหารที่พอจะมีฝีมือบ้าง แต่เออิจิก็ไม่ได้เก็บพวกเขามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขาเดินเข้าไปใกล้หน้าประตูปราสาท จากนั้นก็ะโข้ามประตูปราสาทเข้าไปอย่างง่ายดาย
ทหารยามที่ยืนเฝ้ายามอยู่ทั้งสองคน ไม่ได้สังเกตเห็นถึงตัวตนของเออิจิเลยแม้แต่น้อย พวกเขายังคงยืนเฝ้ายามกันอย่างขยันขันแข็งกันต่อไป โดยไม่รู้ว่ามีคนได้บุกรุกเข้าไปในปราสาทเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
'เร้นกายซ่อนเมฆา คือทักษะซ่อนตัวของเทพนักฆ่าในยุคนั้น ด้วยทักษะที่ยอดเยี่ยมนี้ทำให้ทั่วทั้งยุทธภพตกอยู่ในความโกลาหล มีเ้าสำนักน้อยใหญ่ถูกลอบสังหารโดยเทพนักฆ่าเป็จำนวนมาก แต่น่าเสียดายที่เขาได้เลือกเป้าหมายของเขาผิดไป เขาถึงกับกล้าเข้ามาลอบสังหารข้าในตำหนักเทพเตาเทียน สุดท้ายลอบสังหารข้าไม่สำเร็จยังต้องทิ้งชีวิตของตนเองเอาไว้ที่เทพเตาเทียนของข้าอีกด้วย และบนร่างของเขาก็พกเคล็ดวิชาลับเอาไว้เล่มหนึ่ง นั่นก็คือเคล็ดวิชาเร้นกายซ่อนเมฆาที่ข้ากำลังใช้อยู่ในตอนนี้ ทักษะนี้ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง หากตอนนั้นเทพนักฆ่าไม่หยิ่งผยองบุกเข้ามาลอบสังหารข้าถึงตำหนักเทพเตาเทียน แต่เปลี่ยนเป้าหมายไปลอบสังหารฆ่าข้างนอกแทน ไม่แน่ว่าคนที่พลาดท่าเสียชีวิตอาจจะเป็ข้าก็ได้' เออิจิหวนรำลึกถึงความหลัง เขาเดินเข้าไปในปราสาทของท่านลอร์ดโดยที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นร่องรอยของเขาเลยแม้แต่คนเดียว