หลังจากครบหนึ่งเดือนมีผู้ที่ผ่านการทดสอบรอบที่สองนี้จำนวนหกคนนับว่าเป็นจำนวนที่มากพอสมควร วันนี้เป็นวันที่ทั้งหกคนต้องทดสอบรอบที่สามเพื่อเข้าเป็นศิษย์สายในเหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักอักษรสวรรค์ต่างพากันมาร่วมชมอย่างคึกคัก
“วันนี้เป็นการทดสอบในรอบสุดท้ายพวกเจ้าต้องแสดงฝีมือของพวกเจ้าให้สุดความสามารถ”
ด้านหน้าของพวกเขาทั้งหกคนมีตัวอักษรอยู่หนึ่งตัวบนแท่นหินขนาดใหญ่ที่ถูกยกมาไว้บนกลางลานทดสอบ
“พวกเจ้ามีเวลาศึกษาอักษรตัวนี้ก่อนพระอาทิตย์จะตกดินพวกเจ้าต้องแสดงให้เหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักได้เห็นความสามารถของพวกเจ้า”พอผู้อาวุโสอู๋เจ๋อกล่าวเสร็จ ทุกคนก็เริ่มส่งจิตสัมผัสไปยังตัวอักษรตัวนั้นทันที
เฟิ่งหยูเริ่มปล่อยจิตสัมผัสออกไปยังตัวอักษรตัวนั้นฉับพลันภายในห้วงจิตวิญญาณของเฟิ่งหยูพลันขาวโพลนชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเฟิ่งหยู
“คารวะท่านผู้อาวุโสข้าน้อยซิงเหยียนขอรับการสั่งสอน”
แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา ฉับพลันห้วงจิตวิญญาณของเฟิ่งหยูที่มีสีขาวโพลนกลับกายเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ผู้อาวุโสนั้นเริ่มร่ายรำอย่างช้าๆ เฟิ่งหยูเริ่มจดจำท่าร่ายรำทั้งหมดในทันที เขาเริ่มร่ายรำตามชายชรา
เพียงไม่นานท่าร่ายรำของผู้อาวุโสเริ่มชักนำพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดหลอมรวมเข้าด้วยกันน้ำในมหาสมุทรเริ่มลอยขึ้นมาหลอมรวมกับพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดก่อเป็นรูปลักษณ์ของมังกรขึ้นมา มังกรตัวนี้ก่อกำเนิดมาจากน้ำในมหาสมุทรมันดูยิ่งใหญ่และสง่างามมันเวียนว่ายอยู่กลางท้องฟ้าไปมาตามท่าร่ายรำของชายชราเพียงไม่นานมันกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าของชายชรา มันใดนั้นชายชรากระโดดขึ้นไปยืนบนศีรษะของมันได้อย่างง่ายดาย
ชายชราบังคับมังกรตัวนั้นล่องลอยไปยังท้องฟ้าวนเวียนอยู่ครู่หนึ่งจึงได้บังคับมังกรลงมาเบื้องหน้าของเฟิ่งหยู
ฉับพลันเบื้องหน้าของเฟิ่งหยูที่เคยเป็นมหาสมุทรกลับกลายเป็นสีแดงฉานความร้อนแผดเผาแผ่ไปทั่วบริเวณ เฟิ่งหยูมองดูชายชราที่ยืนอยู่กลางท้องฟ้า เหนือภูเขาไฟขนาดใหญ่ ชายชรายังคงร่ายรำเช่นเดิมไม่นานนักพลังฟ้าดิน และพลังต้นกำเนิดเริ่มหลอมรวมกัน เปลวเพลิงที่อยู่ด้านล่างเริ่มลอยขึ้นมาปรากฏเป็นนกเพลิงตัวมหึมาบินวนอยู่บนท้องฟ้า หลังจากสิ้นสุดการร่ายรำชายชราเริ่มขึ้นไปยืนบนตัวนกเพลิงอย่างสง่างาม
เฟิ่งหยูเริ่มทำความเข้าใจในแต่ละท่วงท่าที่ท่านผู้อาวุโสนั้นร่ายรำให้ดูเฟิ่งหยูเริ่มฝึกฝนตามเขาเริ่มเข้าใจรายละเอียดและกระบวนท่าที่ร่ายรำออกมาเฟิ่งหยูฝึกฝนวนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งเริ่มควบคุมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดได้เขาค่อย ๆ หลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดทั้งสองเข้าด้วยกันและเริ่มดึงพลังของธรรมชาติมาหลอมรวมกับพลังทั้งสอง
เฟิ่งหยูเริ่มสร้างรูปลักษณ์ภายในจิตใจและปลดปล่อยมันออกมาหลอมรวมกับพลังธรรมชาติเฟิ่งหยูเริ่มสร้างนกเพลิงขึ้นมา ถึงแม้ตัวของมันจะไม่ใหญ่เท่าของชายชราแต่มันก็เพียงพอให้เฟิ่งหยูมีความมั่นใจมากขึ้น เฟิ่งหยูเริ่มบังคับนกเพลิงตัวนั้นด้วยท่าร่ายรำตามชายชรา เมื่อท่าร่ายรำจบ นกเพลิงตัวนั้นพลันมาอยู่ด้านหน้าของเฟิ่งหยูเฟิ่งหยูลองกระโดดขึ้นไปบนหลังของนกเพลิงและค่อย ๆ ปล่อยจิตสัมผัสของเขาออกไปควบคุมนกเพลิงตัวนั้นเพียงไม่นานนกเพลิงตัวนั้นพลันบินขึ้นไปบนท้องฟ้า มันบินวนไปมาอยู่พักหนึ่งเฟิ่งหยูจึงบังคับมันให้ลงมายังด้านล่าง เมื่อเฟิ่งหยูลงมาจากหลังนกเพลิง
สภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนแปลงอีกครั้งคราวนี้เฟิ่งหยูกลับยืนอยู่บนยอดเขาพร้อมกับชายชรา
“จงใช้จินตนาการและสัมผัสกับธรรมชาติรอบๆตัวทุกอย่างสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์หากเจ้ารู้จักใช้มัน” เสียงชายชราดังขึ้นมาเป็นครั้งแรก
“ขอรับท่านผู้อาวุโส”เฟิ่งหยูตอบรับพร้อมกับเริ่มร่ายรำ เขานำพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดหลอมรวมกันดังเช่นครั้งก่อนแต่ครั้งนี้เขาดึงพลังของสายลมเข้ามาหลอมรวม เขาเริ่มกำหนดรูปลักษณ์ภายในจิตใจเพียงไม่นานเฟิ่งหยูสามารถสร้างเรือจากสายลมขึ้นมา เฟิ่งหยูยังคงฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เขาเปลี่ยนจากสายลมเป็นใบไม้ หรือแม้กระทั่งใช้แสงในการหลอมรวมเข้ากับพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดเขาสามารถใช้ทุกอย่างที่อยู่ในธรรมชาติมาหลอมรวมและสร้างรูปลักษณ์ได้ทุกอย่าง เพียงแต่การจะดึงสิ่งที่นำมาใช้ความยากง่ายจะแตกต่างกันออกไป
“หากเจ้าต้องการโจมตีก็แค่เพียงใช้พลังของธรรมชาติเกื้อหนุนเจ้าก็จะโจมตีได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงหากเจ้าต้องการป้องกัน เจ้าก็ใช้พลังของธรรมชาติป้องกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะใช้พลังของธรรมชาติไปในรูปแบบใดยิ่งจินตนาการและความคิดของเจ้าหลากหลายเจ้าก็สามารถใช้ประโยชน์จากพวกมันได้หลากหลายยิ่งขึ้น”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ชี้แนะ”เฟิ่งหยูเริ่มทำการฝึกฝนใช้พลังธรรมชาติในการโจมตีดู เขาลองใช้สายลมหลอมรวมกับพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดจากนั้นสร้างเป็นรูปดาบขึ้นมา เฟิ่งหยูลองโจมตีไปยังจุดต่างๆอานุภาพที่เกิดขึ้นตอนเริ่มแรกนั้นยังไม่มากมายเท่าไหร่ แต่ยิ่งเฟิ่งหยูฝึกฝนพลังและอนุภาพของมันเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เฟิ่งหยูปรับเปลี่ยนรูปแบบของพลังธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและหลากหลายทั้งโจมตี ทั้งป้องกัน จนเขาสามารถควบคุมมันได้อย่างง่ายดาย
“จงใช้ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเจ้าให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด” เสียงสุดท้ายของผู้อาวุโสกล่าวออกมาเฟิ่งหยูคำนับไปยังผู้อาวุโสก่อนที่ร่างนั้นร่างของผู้อาวุโสจะจางหายไป
เฟิ่งหยูลืมตาขึ้นมาเขาพบว่าตัวเขาเป็นคนสุดท้ายที่ลืมตาขึ้นมาในการทดสอบครั้งนี้เวลาผ่านพ้นไปจนเกือบครบกำหนด
“เอาหละพวกเจ้าจงแนะนำตัวและแสดงสิ่งที่พวกเจ้าได้เรียนรู้ให้เหล่าผู้อาวุโสและท่านเจ้าสำนักได้ดูความสามารถของพวกเจ้า”
“ข้าน้อยซิงอีขอรับการทดสอบขอรับ”
ซิงอีหลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดผสานเข้ากับสายน้ำบริเวณรอบ ๆ จนกลายเป็นกระบี่ยักษ์ขึ้นมา เขาฟาดฟันมันออกไป
ตู้ม.......พลังทำลายล้างระเบิดเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ ต้นไม้หักระเนระนาดไปทั่ว
“ดี ดีเจ้าผ่านการทดสอบ กลายเป็นศิษย์สายในนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส”
“ข้าน้อยว่านอู่เจ๋อขอรับการทดสอบ”
ว่านอู่เจ๋อเริ่มทำการหลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิด เขาหลอมรวมเข้ากับพลังของสายลมเขาแปรเปลี่ยนเป็นธนู เขายิงมันทะลุต้นไม้ขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดายพร้อมกับระเบิดทำลายต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังจนแหลกเป็นจุล
ฟิ้ววว... ตู้ม........
“ดี ดี เจ้าเองก็ผ่านการทดสอบกลายเป็นศิษย์สายในนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
ว่านอู่เจ๋อรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งตอนแรกเขาตั้งเป้าหมายไว้เพียงแค่ศิษย์สายนอกเท่านั้น แต่ตอนนี้เขากลับสามารถเข้าเป็นศิษย์สายในได้อย่างคาดไม่ถึงการทดสอบทุกคนสามารถผ่านไปได้ด้วยดี พวกเขาสามารถผ่านเข้าเป็นศิษย์สายในได้ทั้งห้าคนจนกระทั่งมาถึงการทดสอบของเฟิ่งหยู
“ข้าน้อยซิงเหยียนขอรับการทดสอบ”
เฟิ่งหยูหลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดเข้าด้วยกัน พร้อมๆ กับหลอมรวมพลังแห่งมิติ จนเกิดเป็นลูกบอลขนาดเล็ก ๆ หนึ่งลูกเฟิ่งหยูปาลูกบอลเล็ก ๆ ไปทางเกาะลอยฟ้า ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าห่างออกไปซึ่งเขาคาดว่าคงไม่มีใครอยู่อาศัยเพราะมันมีเพียงก้อนหินไม่มีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว
เมื่อลูกบอลลูกเล็กๆ กระทบโดนเกาะลอยฟ้านั้น ทันใดนั้นเกาะลอยฟ้านั้นพลันหายวับไปกับตาทันทีผู้อาวุโสและเจ้าสำนักต่างพากันลุกขึ้นยืนดูด้วยความตกใจ
หลอมรวมเข้ากับมิติเจ้าหนูนี่มันทำได้ยังไงกันแค่เรียนรู้เรื่องมิติก็เป็นไปได้ยากแล้วนี่สามารถนำศาสตร์แห่งมิติมาหลอมรวมเข้ากับพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดได้ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ทันใดนั้นเจ้าเมืองเอริกที่เดินทางมาถึงได้เข้ามาพบกับเจ้าสำนักอักษรสวรรค์ และกำลังทักทายกันอยู่ ได้พบเห็นเหตุการณ์นั้นเข้าพอดี
“เฟิ่งหยู”เจ้าเมืองเอริกที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เจ้าสำนักอักษรสวรรค์เอ่ยขึ้นมา
“ท่านว่าอะไรนะ”
“ก็ เฟิ่งหยูคนที่ยิ่งลูกบอลเล็ก ๆ ออกไปนั่นไง...”
“เขาไม่ได้ใช้ชื่อเฟิ่งหยูแต่เขาใช้ชื่อซิงเหยียน ในการเข้าทำการทดสอบขอสำนัก”
“ข้าคิดว่าเขาคงไม่อยากทำตัวให้เป็นจุดเด่นกระมังท่านเจ้าสำนัก ท่านก็ปิดเรื่องนี้ไว้ด้วย ข้าคิดว่าเขาคงมีเหตุผลที่ทำเช่นนี้”
“อื่มก็คงเป็นอย่างที่ท่านกล่าวนั่นแหละ หากใช้ชื่อเฟิ่งหยูทุกคนคงจะจับจ้องเขาเป็นพิเศษเขาอาจจะทำอะไรไม่สะดวกจริง ๆ ก็ดีเหมือนกัน ใช้ชื่อซิงเหยียนก็ไม่แปลกอะไรขอเพียงความสามารถของเขาสามารถนำสำนักอักษรสวรรค์ให้กลายเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงได้ในภายหน้าก็ถือว่าคุ้มค่าต่อการสนับสนุนเขาแล้ว”
“ท่านผู้อาวุโสอู๋เจ๋อข้าผ่านการทดสอบหรือไม่”เฟิ่งหยูเอ่ยถามหลังจากเห็นเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายยังคงตื่นตะลึงอยู่เขาเพียงแค่ลองทดสอบหลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดเข้ากับพลังของมิติเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่คิดว่าผลของมันจะออกมาเป็นเช่นนี้
“ผ่านเจ้าผ่านการทดสอบ เป็นศิษย์ฝ่ายในแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดไปรายงานตัวได้แล้ว”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส”
ว่านอู่เจ๋อรีบเข้ามาหาเฟิ่งหยูในทันที
“ซิงเหยียนเจ้าทำได้ยังไงกันสอนข้าหน่อยจะได้ไหม ลูกบอลลูกเล็ก ๆ แต่กลับทำให้เกาะลอยฟ้าทั้งเกาะหายไปในพริบตา”
“เอาเถอะอย่าพึ่งพูดมากเลยรีบไปรายงานตัวแล้วไปหสห้องพักกันเถอะ”
“จริงด้วยพวกเราได้เป็นศิษย์สายในแล้ว ที่พักของเราก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย ข้าจะรีบให้คนไปแจ้งพ่อและแม่ของข้าว่าข้าสามารถสอบได้เป็นศิษย์สายในของสำนักอักษรสวรรค์แล้วหากพวกท่านทราบคงจะดีใจไม่น้อย”
พวกเขาทั้งหกคนรีบเดินทางไปรายงานตัวพร้อมกับเลือกที่พักอาศัยซึ่งที่พักของศิษย์ฝ่ายในจะเป็นบ้านพักส่วนตัว อยู่ห่างกันออกไปเพื่อไม่ให้ใครรบกวนเวลาฝึกฝน พร้อมกับศิษย์รับใช้อีกสองคน