ตอนที่ 112:คนรู้จัก
กว่าจะได้ออกมาจากสนามบินก็ปาเข้าไปเจ็ดโมงเช้าเเล้วมือข้างที่ใช้เซ็นลายเซ็นของหลิวจือเซียแทบจะยกไม่ขึ้นเเต่รอยยิ้มบนหน้าของเขาก็ยังไม่เหือดหายไปแม้เเต่นาทีเดียว
ด้วยฐานแฟนคลับที่มีจำนวนมากต่อให้เป็นนักร้องแถวหน้าก็คงจะทนไม่ได้ขนาดนี้ล่ะมั้ง ?
ก่อนที่จะออกจากสนามบิน หลิวจือเซียก็เริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้นครั้งนี้เขาไม่เพียงเเต่ปกปิดตัวเองเท่านั้นเขายังได้เอาหน้ากากอนามัยสวมให้หนูน้อยเยว่เยว่เห็นเเค่ดวงตาโตสองข้างส่องประกายออกมาเท่านั้น
และนอกสนามบินก็มีคนของบริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์รอรับหลิวจือเซียอยู่เเล้ว
หลังจากที่เขาขึ้นรถไปคนขับรถก็พาสองพ่อลูกมุ่งหน้าไปที่โรงแรมห้าดาวทันที
เหตุเพราะยังมีเวลาอีกเยอะกว่าจะถึงเวลาอัดรายการฮัวเซียนิววอยซ์ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น.ดังนั้นหลังจากที่วางกระเป๋าสัมภาระต่าง ๆ ลง หลิวจือเซียก็ให้คนขับรถพาทั้งสองไปที่ถนนเหอฝาง
ถนนเหอฝางตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของภูเขาอู๋ซานที่นี่มีขนมที่ขึ้นชื่อ มีของเล่น และภาพเขียนโบราณ มีร้านรวงต่าง ๆ มากมายมีร้านเจ้าเก่าดั้งเดิม มีร้านขายของที่เป็นจุดเด่นของเมืองอวี๋หางมากมายประมาณ100 กว่าร้าน ส่วนของขึ้นชื่อของเมืองอวี๋หางก็ได้เเก่ แป้ง กรรไกร พัด ยาสูบและเชือกมีให้พบเห็นที่นี่ทั้งสิ้น
ตอนที่มาอัดรายการฮัวเซียนิววอยซ์ครั้งก่อนนั้นหลิวจือเซียไม่ได้มีเวลามาเดินเที่ยวเตร่เลย เเค่ได้เดินดูรอบ ๆ ไม่กี่รอบกับซื้อเสื้อผ้าและของฝากให้เยว่เยว่กับหลี่เมิ้งอีเท่านั้น
ในเมื่อครั้งนี้อุตส่าห์ได้พาเยว่เยว่มาทั้งทีที่ถนนเหอฝางนั้นมีสถานที่ดัง ๆ มากมาย เลยต้องพาเยว่เยว่มาเที่ยวเล่นที่นี่ให้ได้
ไม่นานนักก็มาถึงถนนเหอฝางเมื่อยืนอยู่ตรงทางเข้าก็เห็นผู้คนเดินพลุกพล่านมีร้านขายของต่าง ๆ ตั้งอยู่บนถนนคนเดินของเมืองอวี๋หาง เยว่เยว่ตื่นเต้นกับภาพที่เห็นจนหน้าเเดงระเรื่อ
“พ่อคะ ที่นี่คือที่ไหนหรือ ? ” มือน้อย ๆของเยว่เยว่กระตุกมือของหลิวจือเซียพลางมองซ้ายมองขวาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ที่นี่น่ะหรือ ? ”หลิวจือเซียมองผู้คนที่เดินเบียดเสียดกันไปมา เขาจึงอุ้มเยว่เยว่ขึ้นมาขี่คอของตัวเองซะเลย“เห็นหรือยัง ถนนสายนี้เต็มไปด้วยของกินอร่อย ๆ ทั้งนั้นเลย เยว่เยว่ชอบไหม ? ”
“ชอบมากค่ะ ! ” เยว่เยว่ตื่นเต้นจนตาลุกวาวเป็นประกาย “พ่อคะทางนั้นคืออะไรหรือ ? ดูน่าสนใจมาก ! และก็ และก็นี่คือน้ำตาลปั้นใช่มั้ยคะ ?หนูเคยกินตอนอยู่ที่จิงฮัว…”
เมื่ออยู่บนที่สูงก็จะมองเห็นได้ไกลขึ้นเดิมทีหลิวจือเซียก็เป็นคนร่างสูงอยู่เเล้ว เมื่อเยว่เยว่ได้ขี่คอของหลิวจือเซียจึงสามารถมองเห็นภาพถนนเหอฝางทั้งหมด
มือสองข้างของหลิวจือเซียกุมขาน้อย ๆ ของเยว่เยว่เอาไว้จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในหมู่ฝูงชน
สองมือของเยว่เยว่จับศีรษะของหลิวจือเซียเอาไว้คอยควบคุมการขยับซ้ายขวาของหลิวจือเซีย หยุดแวะที่ร้านเล็ก ๆ ข้างทางบ้างแวะนั่งในร้านบ้าง…
นี่ก็เพิ่งจะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นแต่ในมือของเยว่เยว่กลับเต็มไปด้วยของกินจนล้นมือและหลิวจือเซียยังได้แขวนตะกร้าเล็กๆ ไว้ตรงเอวเพื่อสะดวกต่อการใส่ของ และตอนนี้มันก็ถูกบรรจุจนเต็มแล้วเช่นกัน
ข้างในถุงสีน้ำตาลนั้นมีขนมถั่วตัดจากตี๋ยิงจาย มีขนมต่าง ๆจากจือเว่ยกวน เเละมีขนมต่าง ๆ จากจัตุรัสอู๋ซาน…
ด้วยของกินเต็มตะกร้าขนาดนี้ต่อให้มีคนกระเพาะใหญ่อย่างหลี่เมิ้งอีมากินด้วยกันก็เกรงว่าคงจะกินไม่หมดล่ะมั้ง?
“เยว่เยว่ เรามาหาที่พักกันสักหน่อยดีไหม เเล้วค่อยเดินต่อ ? ”
หลังจากที่เดินผ่านร้านต่าง ๆ มากมายหลิวจือเซียจก็รู้สึกได้ว่าตะกร้าเล็ก ๆ ตรงเอวนั้นน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเขาจึงเริ่มถามความเห็นของเยว่เยว่
ในมือซ้ายของเยว่เยว่มีเเป้งห่อต้นหอมส่วนมือขวาเป็นเนื้อย่างเสียบไม้ บนใบหน้าของเธอก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมัน
เพราะหลิวจือเซียรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเขาจึงสวมชุดคลุมให้เยว่เยว่ซึ่งเป็นชุดที่ยาวคล้ายกับผ้ากันเปื้อน
หากไม่ทำเช่นนี้เกรงว่าเยว่เยว่คงทำน้ำมันเลอะเสื้อผ้าอย่างแน่นอน
“พ่อเหนื่อยเเล้วหรือคะ ? ”เยว่เยว่ที่กำลังกินอย่างมีความสุขก็หยุดทันที “งั้น เรามาพักกันก่อนดีกว่าพอดีเลยคุณพ่อจะได้กินของอร่อย ๆ บ้าง ! ”
แม้ว่าเธอจะถูกของอร่อยดึงดูดก็ตามเเต่เธอก็ยังมีความเป็นห่วงเป็นใยผู้เป็นพ่อ
หลิวจือเซียพยักหน้า แล้วหาร้านน้ำชาข้างทางจากนั้นก็เลือกตำแหน่งที่ชิดกับหน้าต่าง แล้ววางเยว่เยว่ลงบนเก้าอี้ก่อนจะสั่งน้ำชาหลงจิ่งมาหนึ่งกา และขนมจำพวกถั่ว เเล้วค่อย ๆ ละเมียดละไมจิบชาช้าๆ
หากจะพูดถึงความแตกต่างระหว่างที่นี่กับจิงฮัวที่จิงฮัวดูเหมือนจะมีลักษณะการใช้ชีวิตที่เร่งรีบมากกว่าส่วนที่อวี๋หางนั้นจะช้าลงมาเล็กน้อย
หลิวจือเซียนั่งพิงพนักเก้าอี้มองนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลกันเข้ามา จู่ ๆหลิวจือเซียก็ผุดความคิดที่อยากจะอาศัยอยู่ที่นี่ขึ้นมาเหมือนกับว่าเขาเหมาะจะอยู่อาศัยในที่ที่มีจังหวะการใช้ชีวิตช้า ๆ เเบบนี้มากกว่าหากได้มาใช้ชีวิตยามเกษียณที่นี่คงจะดีไม่น้อย
ขณะที่คิดอยู่นั่นเอง จู่ ๆ ก็มีฝูงชนหลั่งไหลเข้ามาจากด้านนอกด้านนอกสุดนั้นเหมือนจะเป็นกลุ่มคนที่มามุงดูสถานการณ์ ถัดมามีกลุ่มกล้องถ่ายรูปมากมายและคนกลุ่มหนึ่งที่สวมเสื้อยูนิฟอร์ม ‘สถานีโทรทัศน์เจียงซูและเจ้อเจียง’ข้างในสุดนั้นมีชายหนุ่มและหญิงสาวในชุดสีฟ้า
“เอ๊ะ ข้างนอกทำไมถึงดูคึกคักขนาดนั้นกันนะ ? ”
“ไม่แน่ใจเหมือนกันเหมือนว่าสถานีโทรทัศน์เจียงซูและเจ้อเจียงกำลังจะอัดรายการอะไรบางอย่างล่ะมั้ง ?”
“ไป ๆๆ พวกเราไปดูกันเถอะ”
ในร้านชานอกจากจะมีหลิวจือเซียเเล้วก็ยังมีลูกค้าอีกมากมายเมื่อเห็นเหตุการณ์เเบบนี้เนื่องด้วยคนจีนมีนิสัยอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่เเล้วจึงทำให้พวกเขาพากันออกไปข้างนอกกันหมด
หลิวจือเซียเองก็อยากรู้อยากเห็นมากเช่นเดียวกันเเต่เมื่อมองเห็นเยว่เยว่ที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขาก็ไม่อาจที่จะทิ้งไว้ตรงนี้ได้
หากตัวเองไป เเล้วใครจะมาดูเเลเยว่เยว่กัน ?
“ว้าว พ่อคะ พี่สาวคนนั้น หนูเคยเจอพี่สาวคนนั้นมาก่อนค่ะ ! ”
ความสงสัยใคร่รู้ของเด็ก ๆ นั้นมีมากเสียยิ่งกว่าของผู้ใหญ่เยว่เยว่ที่ยืนบนเก้าอี้ ก็ชี้ไปยังหญิงสาวคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าแล้วตะโกนออกมา
หลิวจือเซียมองตามที่นิ้วของเยว่เยว่ชี้ไปเเละแอบมองอย่างระมัดระวัง
อ้าว ! คนรู้จักนี่หน่า หลิวฉีฉีเธอเป็นนักร้องแถวหน้าของบริษัทเฉิงกวงมีเดีย !
“พ่อคะ พวกเราจะไปทักทายพี่สาวเขาดีมั้ยคะ ? ”เยว่เยว่จับเเป้งห่อต้นหอมไว้แน่น ใบหน้าน้อย ๆ ก็เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน “หนูจำได้พี่สาวคนนั้นสนิทกับคุณพ่อนี่ค่ะ พี่สาวน่าจะจำหนูได้นะ ! ”
เจ้าหนูน้อยนี้มีมารยาทดีจริง ๆ รู้จักที่จะออกไปยิ้มทักทาย
“พี่สาวเขากำลังอัดรายการอยู่ถ้าพวกเราเข้าไปอาจจะเป็นการรบกวนเวลาทำงานของพี่เขาก็ได้นะ ? ”หลิวจือเซียดึงกระดาษทิชชู่เปียกออกมาเช็ดปากของสาวน้อย “พวกเรามองอยู่ไกล ๆตรงนี้เเหละ”
“อื้อ ก็ได้ค่ะ” เยว่เยว่ทำปากจู๋ “พ่อช่วยกินหน่อยได้ไหมคะเยว่เยว่กินคนเดียวไม่หมดหรอก”
“ได้สิเรามากินด้วยกันนะ” หลิวจือเซียหยิบไก่ขอทานออกมาจากตะกร้าเล็ก ๆ(เมนูขึ้นชื่อของเมืองเจียงซู เป็นไก่ยัดไส้ห่อใบบัวอบ)เขาฉีกน่องไก่ออกมาเเล้วกัดไปหนึ่งคำ
จะว่าไปเเล้ว ของกินที่ถนนเหอฝางก็อร่อยดีนะเนี่ยรสชาติใช้ได้เลยทีเดียว
……………………
ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังกินอาหารกันอย่างมีความสุขนั่นฝูงชนจากตรงนั้นก็เริ่มสลายตัว
คนที่เข้าไปมุงดูก็พากันกลับเข้ามาเเล้วพลางเดินและถกเถียงกันไป
“นี่ คนพวกนั้นบอกว่าชื่อรายการอะไรนะรายการวิ่งเข้าพี่ชายใช่ไหม ? ”
“รายการวิ่งเข้าพี่ชายอะไรกัน ? รายการรันนิ่งแมนต่างหาก ! ”
“เหมือนจะใช่จริง ๆ ด้วย ! เเต่ฉันรู้นะว่าสาว ๆ สวย ๆพวกนั้นเป็นใคร เเต่พวกหนุ่ม ๆ สิ พวกเขาคือใครกัน ? ”
พวกชอบอยากรู้อยากเห็นพวกนี้ช่างน่าเสียดายที่ไม่ได้เข้าร่วมรายการวาไรตี้โชว์เลยพูดกันอย่างเอามันทีเดียว
รายการรันนิ่งแมน ? มันคือรายการอะไรกัน ?เป็นรายการที่พากันวิ่งงั้นหรือ ?
“พ่อค่ะ หนูอิ่มเเล้ว” ในขณะที่หลิวจือเซียกำลังขบคิดอยู่นั่นเองเยว่เยว่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามก็ลูบท้องพลางเอ่ย“เยว่เยว่ก็อยากดื่มชาด้วยค่ะ”
“เจ้าเด็กน้อย จะมาดื่มชาอะไรกันการดื่มชานั้นไม่ดีสำหรับเด็กนะรู้หรือเปล่า ? ” หลิวจือเซียส่ายศีรษะอย่างขบขัน“เดี๋ยวพ่อจะสั่งน้ำผลไม้ให้ดีไหม ? ”
“เเต่ว่า… หนูยังไม่เคยดื่มชาเลยนะคะ” เยว่เยว่กระพริบตาโตปริบๆ เเล้วมองหลิวจือเซียอย่างอ้อนวอน “ให้หนูลองดื่มแก้วเล็ก ๆ ก็ได้นี่นา ! ”
“เด็กคนนี้นี่ ! ” หลิวจือเซียส่ายศีรษะ “เเค่แก้วเล็ก ๆเท่านั้น จะมากไปกว่านี้ไม่ได้เเล้วนะ”
เยว่เยว่พยักหน้าตื่นเต้น “ฮิฮิ ก็ได้ เยว่เยว่ลองเเค่เเก้วเล็กๆ ก็พอค่ะ”
หลิวจือเซียลุกขึ้นไปขอถ้วยชาใบเล็กจากเคาเตอร์ เมื่อกลับมาก็พบว่าที่นั่งของตนนั้นมีคนล้อมเต็มไปหมด
“ขอโทษนะครับ ขอทางหน่อย ขอทางหน่อย” หลิวจือเซียขมวดคิ้วเขาจับถ้วยชาเเน่นเเล้วเบียดเข้าไปด้านใน
“เฮ้ย จะเบียดอะไรกันนักหนาเนี่ย”ชายที่สวมเสื้อสถานีโทรทัศน์เจียงซูและเจ้อเจียงหันกลับไปเหล่มองหลิวจือเซียเเล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ไม่เห็นหรือไงว่ากำลังอัดรายการอยู่รอข้างนอกไปก่อน”
เพราะหลิวจือเซียนั้นสวมหมวกกับแว่นกันแดดดังนั้นจึงไม่ใครจำเขาได้
เมื่อได้ยินผู้ชายคนนั้นตำหนิอย่างไม่เกรงใจหลิวจือเซียยิ่งขมวดคิ้วเเน่นมากกว่าเดิม “ขอโทษนะครับ ขอทางหน่อย ! ”
“ฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือไงห๊ะ” ชายหนุ่มคนนั้นโมโห“จะขอเตือนอีกครั้งว่าอย่ามาสร้างความวุ่นวาย พวกเราอัดรายการกันอยู่ ! ”
“ออกไปเถอะน่า ! ”
หลิวจือเซียนั้นมีนิสัยที่ชอบให้พูดดีๆ ถ้าเกิดว่าชายคนนี้อธิบายอย่างมีมารยาทและหลีกทางให้เขาล่ะก็เขาก็จะมีปฏิบัติกลับอย่างมีมารยาท
เเต่ว่าในเมื่อนายทำตัวไม่มีมารยาทกับฉันก่อนฉะนั้นก็อย่ามาโทษฉันเเล้วกันถ้าฉันไม่มีมารยาทต่อนาย !
และกระบวนท่าหมีสะบัดที่ใช้กระแทกหลี่ตงจนปลิวก็กลับมาอีกครั้งเเต่ว่าท่าหมีสะบัดครั้งนี้เบากว่าของหลี่ตงมากนัก เพียงเเค่ให้พวกเขาถอยสามสี่ก้าวเท่านั้น
การถอยชนของชายหนุ่มในครั้งนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ล้มเป็นโดมิโน
เหล่าตากล้องและผู้กำกับที่ยืนอยู่หลังชายคนนี้เมื่อถูกเขาชนก็ล้มระเนระนาด
“ให้ตายเถอะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน ? ”
“นี่พี่ชายที่อยู่ข้างหลังอย่าเบียดมาสิ ! ”
“อ้าวเฮ้ย เสี่ยวเจียง นายทำบ้าอะไรเนี่ย ? ”
คนที่ถูกชนจนล้มตรงนั้นต่างก็งุนงงและเริ่มสบถด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายขึ้นมา
โดยเฉพาะพวกตากล้องยิ่งด่าเจ็บเเสบทรวงราวกับว่ามีมีดได้กรีดแทงใจพวกเขา เพราะกล้องถ่ายรูปนั้นเป็นดังลูกรักของพวกเขาและอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปเมื่อตกกระแทกพื้น ดีไม่ดี
อุปกรณ์อาจจะพังเลยก็ได้
เมื่อคนล้มเป็นหน้ากอง จึงทำให้สามารถเห็นคนที่อยู่ด้านในได้
เยว่เยว่ยังนั่งอยู่ตำแหน่งเดิมตรงกันข้ามกับเด็กน้อยนั้นมีหลิวฉีฉีและผู้ชายที่หน้าตาดูตลกขบขันคนหนึ่งซึ่งอายุราว30 ปีนั่งอยู่
เมื่อเห็นว่าเยว่เยว่ยังอยู่ตรงนั้นและสบายดีหลิวจือเซียก็สบายใจ
“นี่ นายเป็นบ้าหรือไง ? ”
ชายคนนั้นที่โดนชนก็พุ่งเข้าไปหาไม่แม้เเต่ที่จะขอโทษกลุ่มคนที่พลอยซวยเพราะเขาเลยเขากลับพุ่งเข้าไปด่าหลิวจือเซียเป็นลำดับเเรก
หลิวจือเซียไม่อยากที่จะสนใจคนพวกนี้ดังนั้นเขาจึงเดินผ่านคนที่ล้มลงพวกนี้เเล้วเดินไปทางเยว่เยว่