เงาแค้นกระบี่มังกร

    สตรีปริศนา 2

    ณ เรือนพักรับรองลับซ่อนรูปหลังเก่าทางทิศตะวันตกของเมืองหลิงหยวน บรรยากาศภายในห้องโถงมืดสลัว มีเพียงแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านร่องหน้าต่างไม้เข้ามากระทบ ร่างระหงในชุดไหมครามเข้มยื่นมือเรียวงามออกไปคลี่ม้วนกระดาษหนังแกะแผ่นเดิมกางลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง

    ผ้าคลุมหน้าสีโปร่งถูกปลดออกแล้ว เผยให้เห็นดวงตาคมกริบและวงหน้าอันหมดจดงดงาม ทว่ายามนี้คิ้วเรียวคู่สวยกลับขมวดม้วน สายตาจับจ้องไปยังจุดแต้มสีแดงตรงพิกัดหอสังเกตการณ์ฝั่งตะวันออกของเมืองหน้าด่านอย่างเคร่งเครียด

    “คุณหนูใหญ่… ได้ความว่าอย่างไรบ้างขอรับ?”

    ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ยามปกติสตรีตรงหน้าไม่เคยมีท่าทีลังเลเช่นนี้มาก่อนในการวางยุทธศาสตร์

    “ข้อมูลชัยภูมิที่ข้าร่างไว้ตอนแรก มีจุดที่ต้องปรับเปลี่ยนทั้งหมด” นางเอ่ยเสียงเรียบพลางจรดปลายพู่กันตวัดวงกลมล้อมรอบพื้นที่ฝั่งตะวันออก “สายรายงานเดิมของเราบอกว่าการป้องกันของเมืองหลิงหยวนแน่นหนาไร้ช่องว่าง ทว่าแท้จริงแล้วกลับมี ‘จุดบอดใหญ่’ ซ่อนอยู่”

    “จุดบอดงั้นหรือขอรับ?”

    “หอสังเกตการณ์ฝั่งตะวันออก…” หญิงสาวลึกลับเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ แววตาฉายประกายลึกล้ำ “ยามเที่ยงวัน แดดเมืองหน้าด่านจะแผดเผาจนทหารยามฝั่งนั้นมักแอบอู้งีบนอน ระบบเวรยามที่ดูภายนอกขึงขังแท้จริงแล้วหละหลวมราวกับตาข่ายขาด หากกองทัพฝั่งเราเลือกใช้ช่วงเวลานั้นในการลอบจู่โจมหรือส่งสายลับแทรกซึม ย่อมสามารถหักเอาหอส่งสัญญาณฝั่งตะวันออกได้โดยที่เมืองหลวงของพวกแคว้นจิ่งหลงจะไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ”

    หัวหน้าองครักษ์เงาเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง “ข้อมูลนี้ล้ำค่ายิ่งนัก! คุณหนูใหญ่สืบมาได้อย่างไรหรือขอรับ? ทหารยามพวกนั้นปกปิดกลไกเวรยามแน่นหนามาก”

    เมื่อโดนถาม หญิงสาวในชุดไหมครามกลับนิ่งไปครู่หนึ่ง ภาพของบัณฑิตหนุ่มในชุดผ้าป่านสีขาวหม่นขาดกะรุ่งกะริ่ง หน้าตาเลอะฝุ่นดินที่ยืนลูบท้องส่งยิ้มกะล่อนพลางบ่นอุบอิบเรื่องความซวยลอยเข้ามาในหัว

    ‘ค่ายทหารเมืองหลิงหยวนน่ะป่าเถื่อนสิ้นดี… ทหารยามชอบแอบอู้งีบหลับตอนเที่ยงวันเพราะแดดมันร้อน หลวมโพรกราวกับตาข่ายดักปลาที่ขาดวิ่น…’

    นางแค่นเสียง “เหอะ” ออกมาเบาๆ ในลำคอ ทัศนคติที่มีต่อชายผู้นั้นยังคงก้ำกึ่งระหว่างความหมั่นไส้และความเคลือบแคลง

    “ได้มาจากบัณฑิตถังแตกสติไม่ดีคนหนึ่ง…” นางตอบปัด ทว่าแววตาคู่คมกลับแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “แต่ข้าไม่เชื่อว่าจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้ในเมืองชายแดน ข้อมูลวงในระดับนี้ หากไม่ใช่คนของทางการแคว้นนี้แอบคายออกมา ย่อมต้องเป็นผู้มีปัญญาชั้นเลิศที่แฝงกายมาส่งข่าวให้เรา… เจ้าไปสืบเรื่องของมันมาได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”

    องครักษ์เงาก้มหัวลงต่ำทันที “เรียนคุณหนูใหญ่ สายสืบของเราเพิ่งจับตาดูมันเดินออกจากหอร้าง ยามนี้มันพกเงินอีแปะที่คุณหนูโยนให้ วิ่งหน้าตั้งไปนั่งกินซาลาเปาอยู่ที่แผงลอยท้ายตลาดเก่าราวกับคนอดอยากมาแรมเดือน… ทว่า…”

    “ทว่าอะไร?” นางหรี่ตาลง

    “รอบๆ แผงลอยซาลาเปานั้น ยามนี้กลับมีชายฉกรรจ์ชุดรัดกุมสีดำกลุ่มหนึ่งกำลังซุ่มกระจายกำลังโอบล้อมประกบตัวมันอยู่เงียบๆ ดูจากท่วงท่าและระเบียบวินัย… น่าจะเป็นคนของ ‘จวนอ๋องหลี่’อ๋องผู้ครอบครองปราณมังกรนิลกาฬขอรับ!”

    ปัง!

    มือเรียวงามตบลงบนโต๊ะยุทธศาสตร์เบาๆ ทว่าเฉียบขาด ดวงตาของหญิงสาวลึกลับลุกวาวขึ้นทันที

    “คนของจวนอ๋องหลี่งั้นรึ? ที่แท้เจ้าบัณฑิตชุดขาวหม่นคนนั้นก็เป็นคนของฝั่งอ๋องหลี่! มิน่าเล่ามันถึงได้รู้กลไกภายในของทหารยามดีนัก การที่มันแสร้งทำเป็นถังแตกมาพูดจาเลอะเทอะใส่ข้าบนหอร้าง… หรือจะเป็นแผนการ ‘ยืมมือฆ่าคน’ หรือคิดจะล่อลวงข้าให้ติดกับดัก?”

    นางหมุนตัวกลับไปคว้ากระบี่คู่กาย รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้า

    “ในเมื่อหมากตัวนี้เริ่มขยับ และคนของจวนอ๋องหลี่ขยับตาม… ข้าก็อยากจะรู้นักว่าพวกมันกำลังเล่นงิ้วฉากใดกันอยู่ กระจายกำลังของเราออกไป ล้อมพวกจวนอ๋องหลี่ไว้ ยามนี้บัณฑิตแซ่กู่คนนั้นคือหัวใจหลักของกระดาน ห้ามให้สายของฝั่งไหนชิงตัวมันไปได้เด็ดขาด!”

    “รับบัญชา!”

    หงส์เหินขยับปีกเตรียมทะยานสู่สมรภูมิตลาดเก่า โดยที่เจ้าตัวต้นเรื่องอย่างกู่เหวินเทียนยังคงนั่งเคี้ยวซาลาเปาไส้หมูสับอยู่หน้าตาเฉย!

    คล้ายกับเรื่องเงาแค้นกระบี่มังกร ที่คุณอ่าน