การจัดการประลองของสำนักหุบเขาสภาได้เริ่มขึ้น ศิษย์ในสำนักล้วนแล้วแต่แปลกใจทำไมชายหนุ่มที่มีอายุเพียงยี่สิบปีถึงได้นั่งที่ไกล้กับประมุข ซึ่งนั้นแสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มผู้นั้นมีถานะเทียบเคียงกับประมุขของสำนัก สำนักหุบเขานภาถูกสร้่งขึ้นโดยประมุขคนปัจบันและสำนักถูกสร้างขึ้นเมื่สิบปีก่อนดังนั้นประมุขและเจ้าสำนักนั้นคือคนเดียวกัน
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างประมุขมีสายตาที่เย็นชาเขามองไปที่เหล่าศิษย์ในสำนัก “นั้นนะหรอที่เจ้าว่าเป็นเหล่าอัฉริยะ ช่างน่าขำเสียจริง มีพลังเพียงแค่พื้นฐานก็เท่านั้น”เขานั้นพูดอย่างไร้อารมณ์ ศิษย์ในสำนักที่เป็นอัจฉริยะคิ้วกระตุก
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันถึงกล้ามาว่าพวกข้ามีพลังเพียงระดับธรรมดา”ศิษย์ที่เป็นอัฉริยะคนหนึ่งพูดขึ้นเขานั้นมีพลังบ่มเพาะถึงเปิดประตูบานที่หกและอีกเพียงไม่กี่ปีเขาก็จะสามารถเปิดประตูบานที่เจ็ดได้แล้ว เขานั้นมีความยิ่งทนงอย่างมาก
ชายหนุ่มขมวดคิ้วและรู้สึกไม่สบอารมณ์เขานั้นชี้ดีชนีไปที่ชายหนุ่มที่บอกว่าตัวเองคืออัฉริยะ พลังพุ่งออกจากดัชนีของชายหนุ่ม ประมุขขมวดคิ้ว พลังนั้นรุ่นแรงอย่างมาก ชายหนุ่มที่เป็นอัจฉริยะนั้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่ชายหนุ่มผู้นั้นปล่อยออกมาทำให้เขานั้นเข่าอ่อนและล้มลงไป
“ข้า ข้าขอโทษอย่าฆ่าข้าเลย”ชายหนุ่มอัฉริยะนั้นรู้สึกรนราณอย่างมาก แต่แล้วก็ได้มีเงาสายหนึ่งมาป้องกันการโจมตีนั้นไว้ เมื่อชายหนุ่มที่เห็นว่าเป็นท่านประมุขเขาจึงรู้สึกโล่งใจอย่างมาก
“ท่า…น” “หุบปาก!!” ชายหนุ่มนั้นยังพูดไม่จบ ก็ถูกเจ้าสำนักหยุดเอาไว้ “พวกเจ้าจงจำไว้ชายที่นั่งอยู่บนนั้น แม้แต่ข้าก็ไม่อาจที่จะแตะต้องเขาได้ ดังนั้นถ้าพวกเจ้าไม่พอใจก็จงต่อว่าข้าเองเถิญที่ทำให้สำนักพวกเราแข็งแกร่งไม่พอ” ประมุขกัดฟันพูด
“พูดได้ดี” ชายกนุ่มผู้นั้นปรบมือ ออร่าของเขานั้นมีพลังแห่งความตายแพร่ออกมาเล็กน้อย 'ถ้าเจ้าไม่ใช่ศิษย์ของผู้อาวุโสจากสำนักปีศาจฟ้าดินข้าก็คงจะสังหารเจ้าไปแล้ว' ถึงแม้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าเขามีพลังบ่มเพาะเปิดประตูบานที่หกก็ตาม แต่มีข่าวว่าเขานั้นสามารถเอาชนะคนที่เปิดประตูบานที่เจ็ดได้สใแล้วที่เป็นศิษย์ขากสำนักปีศาจฟ้าดิน
ทางด้านหวังอีฮังนั้นเขาถูกประมุขของสำนักหมาป่าสีเงินนั้นโจมตีทำให้บาดเจ็บ”ข้าไม่คิดเลยว่า ข้าจะถูกผู้อาวุโสของสำนักอื่นทำร้ายเอาได้” หวังอีฮังกัดฟันถ้าเป็นชีวตก่อนของเขา ชายที่โจมตีเขาอยู่คงถูกสังหารด้วยดัชนีเดียว
“เจ้ามาที่แห่งนี้เพื่ออะไร”ประมุขของสำนักหมาป่าสีเงินยังคงถามหวังอีฮัง เขานั้นไม่อยากที่จะมีเรื่องกับสำนักปีศาจฟ้าดินสักเท่าไหร่ เพียงศิษย์ของสำนักหนึ่งคน ก็สามารถทำลายสำนักของเขาได้เพียงคืนเดียว
หวังอีฮังนั่นยังคงไม่ตอบเพราะเขานั้นไม่เข้าใจว่าประมุขสำนักหมาป่าสีเงินนั้นต้องการถามอะไรกับเขากันแน่ หวังอีฮังยังคงวิ่งหนีต่อไป ประมุขหมาป่าสีเงินมีใบหน้าที่มืดลง
“ก็ได้เจ้าบังคับให้ข้าต้องใช้วิธีนี้สินะ” จากนั้นก็ได้มีเชือกเส้นหนึ่งลอยออกมา มันลอยไปหมัดร่างกายของหวังอีฮังเอาไว้ หวังอีฮังไม่อาจที่จะต้อนแรงมัดของเชือกนี้ได้เลย”บ้าจริงมันเป็นสมบัตงั่นเหรอ”หวังอีฮังสบดออกมา
ประมุขนั้นใช้วิชาที่สามารถอ่านความทรงจำของอีกฝ่ายได้ แต่เมื่อเขาทำการอ่านความทรงจำของหวังอีฮังนั้นก็ได้มีสิืงหนึ่งแวปเข้าไปในจิตใจของประมุขของสำนักหมาป่าสีเงิน ประมุขหมาป่าสีเงินนั้นมีใบหน้าที่ตกใจและอุทาน “เป็นไปไม่ได้ เป็นกปไม่ได้” เขาพูดซ้ำๆหลายรอบ
หวังอีฮังนั้นสลบหลังจากที่เขานั่นถูกวิชาค้นควาทรงจำเข้าไปจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นทั้วทั้งฟ้าดินก็สั่นสะเทือนด้วยพลังมหาศาล ในตอนนี้หวังอีฮังเขายั้นมีพลังเพิ่ขึ้นอย่างมากแสงไร้ทางต้านนั้น ส่งพลังหนึ่งในหมื่นของมันโจมตี ประมุขหมาป่าสีเงิน
ร่างกายและจิตใจของประมุขหมาป่าสีเงินนั้นแหลกสลายไม่เหลือแม้แต่น้อย จากนั้นแสงไร้ทางต้านก็กลับเข้าไปอยู่ในประตูบานที่หนึ่งของหวังอีฮัง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั่นทำให้ทั่วทั้งทวีปนั้นเกิดการสั่นคลอน “หรือว่าเจ้าอสูรนั่นมันจะตื่นขึ้นมาแล้ว” ชายชราที่เขาชาญอยู่พึมพัมออกมา และชุดของเข้าก็มีป้ายสำนักติดอยู่[ประมุขสำนักปีศาจฟ้าดิน]
สำนักอื่นๆตัวตนระดับตำนานก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาเช่นกัน “เจ้าเด็กนั่นสั่นคลอนไปทั้งโลกแล้วสินะ”เสียงหนึ่งพูดขึ้นมันคือสิ่งมีชีวิตที่คอยจับตาหวังอีฮังในตอนที่เขายังต่อสู้อยู่ที่ชั้นห้าของสุสาน
“ทางนั้นเกิดอะไรขึ้นกัน”ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างประมุขสำนักหุขเขานภารู้สึกรางสังหรไม่ดี จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นและเปิดประตูบานที่เจ็ดขากนั่นก็มีมอนสเตอร์ขนาดใหญ่ออกมา มันคือนกปีศาจระดับเปิดประตูบานที่เจ็ด ชายหนุ่มนั้นกระโดดขึ้นบนนกและไปยังทิศทางที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น
เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสต่างงุนงง มีเพียงประมุขและเซียนอี้เท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เซียนอี้นั้นได้เดินทางตามชายหนุ่มที่มาจากสำนักปีศาจฟ้าดินเพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ วงแหวนวงหนึ่งปรากฏขึ้นข้าหลังของเซียนอี้จากนั้นความเร็วของเขาก็เพิ่มขึ้นมาหาศาลเพียงครึ่งชั่วยามเขาก็ไปถึงจุดที่มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น
เมื่อผ่านไปสองชั่วยามชายหนุ่มที่ตามมานั้นก็มาถึงเขานั้นก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย เห็นเพียงแค่ว่าพึ่งมีการต่อสู้เกิดขึ้นตรงนี้ก็เท่านั้น
เขานั้นกลับสำนักพร้อมกับเซียนอี้จึงทำให้ขากลับนั้นเร็วกว่าเดิม เมื่อกับมาถึงก็พบว่าการประลองนั้นถูกยกเลิกเพื่อไปจัดอีกในวันพรุ้งนี้ เซียนอี้นั้นยังคงประหลาดใจ พลังนั้นทำให้เขานั้นรู้สึกขนลุกอย่างมาก
“เมี้ยว” เมื่อได้ยินเสียงแมวหวังอีฮังนั้นก็เริ่ได้สติขึ้น เมื่อได้สติเขาก็เห็นเจ้าแมวอ้วนตัวสีดำนั้นนั่งเฝ้าเขาอยู่ หวังอีฮังนั้ยรู้ได้ทันทีเลยว่าแมวที่เฝ้าเขาอยู่นั้นไม่ธรรมดาแม้แต่น้อย
“เจ้าจะจ้องนายท่านแมวไปถึงไหนกัน” แม้วตัวอ้วนคำรามอย่างไม่พอใจ