นายตัวป่วนกับก๊วนออนไลน์ (BEO)

    บทที่ 69

    ในที่สุดงานสวดอภิธรรมที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ในคืนแรกก็จบลง แม้ว่าพวกแขกบางคนจะหน้าด้านพยายามยื้ออยู่จนวินาทีสุดท้ายเพื่อจุดประสงค์ทางธุรกิจ แต่ทางเจ้าภาพงานก็ไม่อาจไล่กลับไปได้ตามมารยาทแต่สุดท้ายพวกเขาก็กลับไปจนหมดเมื่อถึงเวลาที่สมควร เอก และอารียาก็ทำเพียงนั่งรออยู่ในมุมมืดของศาลาวัด เพื่อรอคนมากมายกลับไป ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มที่กลับไปเป็นกลุ่มสุดท้ายจะเป็นพวกหนุ่มสาวเกมเมอร์ BEO ที่ชายหนุ่มรู้จักนั่นเอง แม้ในใจของเขาจะอยากรู้เรื่องราวความสนิทสนมของคุณลุงผู้ล่วงลับ กับคนเหล่านั้นก็ได้แต่ต้องอดทนรอไปก่อนเท่านั้น ยิ่งเมื่อได้ยินคำพูดแปลกๆของกายแล้ว เอกยิ่งมีความรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดอาจจะมีเบื้องหลังอะไรที่ตนไม่รู้อยู่แน่ๆ ซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีผลกระทบต่อตัวของเขาอย่างไรบ้าง“เอ้ะ!” เอกอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ เมื่อกาย และเกลเดินเข้ามาหาตนกับแม่ที่ศาลา เพราะตัวเขาคิดว่าทั้งสองคนน่าจะกลับไปพร้อมกับเกมเมอร์คนอื่นๆ“สวัสดีค่ะคุณอาแอน พวกญาติๆเขาจะเริ่มประชุมกันแล้ว พวกเรารีบเข้าไปกันเถอะค่ะ” เกลหันมาไหว้ทักทายอารียา แล้วยังเป็นคนกล่าวเชิญอีกด้วย“เดี๋ยวนะ! นี่มันอะไรกัน?” เอกโพล่งออกมาด้วยความสับสนไม่เข้าใจ“อีกเดี๋ยวเอกเข้าไปก็จะรู้เอง” เกลกล่าวเล็กน้อยด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง จากนั้นก็รีบเดินหันหลังนำทางไปทันที โดยมีอารียาผู้เป็นแม่ของเอกลุกเดินตามไปโดยไม่พูดอะไร ทิ้งไว้ให้ชายหนุ่มผมดำจากบ้านนอกต้องงงอยู่แบบนั้น กายที่ยังคงยืนรอเพื่อนเขารู้ว่าเอกนั้นจะต้องสับสน และเกิดคำถามมากมายขึ้นมาในใจแน่ๆ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะพูดออกมาได้ ตอนนี้จึงได้แต่ต้องเรียกสติเพื่อนสนิทขึ้นมาก่อน“เอก ฉันว่าเรารีบตามไปกันเถอะ เรื่องราวมากมายที่แกยังไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับตัวเองจะเปิดเผยออกมาในคืนนี้นี่แหละ” ชายหนุ่มผมเขียวจ้องไปในดวงตาของเพื่อนที่ยังคงสับสนอยู่ แต่นั่นก็ทำให้เอกได้สติ และพยายามสงบอารมณ์ได้ พร้อมกับเดินตามไปด้วยใจอันลุ้นระทึก ประตูกระจกของศาลาติดแอร์เปิดออก ภายในนี้มีคนอยู่ประมาณสิบคนพวกเขายกเก้าอี้พลาสติกมานั่งล้อมรอบโซฟาประธานที่มีชาย และหญิงชราในชุดสีดำนั่งอยู่ ทุกสายตานั้นจดจ้องมาที่คนทั้งสี่ที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ แต่ยังไม่ทันที่จะมีใครกล่าวอะไร อารียาก็รีบเข้าไปนั่งคุกเข่าที่พื้นพร้อมกับกอดหญิงชราไว้“แม่คะ! ฮือๆๆ...” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหญิงชราผู้นั้นเป็นมารดาของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยววัยกลางคน เสียงร้องไห้ของเธอทำให้บรรยากาศของศาลาศพแห่งนี้หดหู่ลงไปอีก เอกที่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการตายของคุณลุงอยู่แล้วก็ได้แต่เบือนหน้าหนีไปมองคนอื่นแทนที่จะมองแม่ของตนร้องไห้ นั่นทำให้เขาได้เห็นแววตาของคนอื่นๆที่มองมายังแม่ของตน มีทั้งสายตาเห็นใจ สงสาร โกรธเคือง สมเพส เวทนา และเฉยๆ แม้ว่าเอกจะไม่รู้จักคนเหล่านั้น แต่ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าพวกเขาก็คือญาติของตน หรือไม่ก็คนสำคัญของบริษัทในเครือเอสคอร์ทกรุ๊ป แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็ไม่ได้ทำให้เกล และกายต้องชะงักแต่อย่างใด พวกเขาก็ลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ แล้วก็ดึงเอกมานั่งเงียบๆด้วยกัน กว่าน้ำตาแห่งความเสียใจของอารียาจะหมดลงก็ปาเข้าไปเกือบสิบนาทีที่ทุกคนรอให้เธอ และมารดาปลอบโยนซึ่งกันและกัน แม้ว่าเรื่องราวที่เอกได้มโนในหัวไปก่อนหน้าว่าพ่อกับแม่ของเขาคงหนีตามกันไป เพราะถูกตากับยายกีดกันความรัก แต่ทั้งการแสดงออกของคนชราทั้งสองกับแม่ของเขาก็เหมือนกับว่าไม่เคยโกรธเคืองใดๆมาก่อนเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นคงจะมีเหตุผลบางอย่างเป็นแน่“เอาล่ะๆ แอนขึ้นไปนั่งก่อนนะลูก พวกเราคงจะต้องรีบเข้าเรื่องกันก่อน” ชายชราผู้เป็นประธานการประชุมครอบครัวในครั้งนี้ได้ตัดบท เพราะเวลาได้ล่วงเลยมานานเกินไปแล้ว อารียาจึงลุกขึ้นปาดน้ำตาแล้วมานั่งเก้าอี้ที่ข้างๆเอก “อย่างที่ทุกคนทราบดีตอนนี้คุณอาทิตย์ประธานบริษัทของเราได้เสียชีวิตไปแล้ว ฉันตะวัน พิทักษ์ตระกูลในตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส และหุ้นส่วนหลักจึงได้รับหน้าที่รักษาการประธานชั่วคราว ที่ฉันขอให้พวกเราอยู่ประชุมกันในเวลานี้ก็เพื่อแนะนำทายาทที่จะขึ้นมาช่วยบริหารบริษัทของเรา” ชายชราร่างผอมผมสั้นขาว ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งความชรา แต่น้ำเสียงแหบแห้ง และแววตานั้นยังแสดงให้เห็นถึงพลังที่น่าเกรงขาม“อ้าว! แล้วท่านรองประธานล่ะครับ ไม่ใช่ว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น...” ชายอ้วนวัยกลางคนหน้าตาเหมือนตัวโกงในละครหลังข่าว ในชุดสูททางการกล่าวขึ้นเสียงดัง แต่เขาก็ถูกขัดขึ้นมาเสียก่อน“กรรมการผู้ถือหุ้นยังไม่เคยประชุมเรื่องประธานคนต่อไปมาก่อน บริษัทเรามีรองประธานสองคนก็ต้องใช้เวลาเลือกหน่อยสิ ฉันคิดว่าเราน่าจะเพิ่มตัวเลือกไปอีกสักคนสองคนก็น่าจะไม่เป็นไร เราจะได้มีเวลาดูความสามารถของรองฯทั้งสองอีกด้วย เข้าใจนะคุณผู้จัดการแผนกพัสดุ” ประธานตะวันไม่ปล่อยให้ตัวยุแยงพูดมากเพียงแค่สิ่งที่ชายชรากล่าวออกมาอย่างไม่เป็นทางการนี้ เหล่าผู้บริหารก็รู้แล้วว่านี่เป็นสิ่งที่คุณตะวันเตรียมการเอาไว้แล้วให้กับทายาทของเขา แม้ว่าอำนาจบริหารตอนนี้จะอยู่ที่รองประธานอีกสองคนมากกว่า แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคอผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ดี ซึ่งทุกคนในที่นั้นก็อดจะเหลือบมองไปยังคนหนุ่มทั้งสามที่นั่งอยู่ด้านขวามือของพวกเขาไม่ได้ แต่ก็เหมือนกับว่าคนเหล่านี้จะยังไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นทายาทสองคนที่รักษาการประธานบริษัทกล่าวถึง อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เสียเวลาชายชราก็ได้เรียกชื่อขึ้นมา“นี่คือแอน หรืออารียา เจนกิตติชัย ลูกสาวของฉันกับคุณมุกดา เธอเป็นน้องสาวของอาทิตย์ แต่เธอไม่ใช่ทายาทที่จะมาทำงานในบริษัทหรอกนะ” ตะวันแนะนำตัวลูกสาวของตนก่อน เพราะคนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้พบเธอมาหลายปีแล้ว ซึ่งก็ทำให้บางคนที่ลุ้นอยากเห็นหน้าทายาทต้องชะงักไปเพราะยังไม่ใช่คนที่พวกเขาอยากเจอ เพียงการแนะนำตัวลูกสาวตัวเองที่ไม่ได้ปรากฏตัวมาหลายปี ที่แม้จะไม่ได้เป็นทายาทธุรกิจที่คุณตาเพิ่งบอกไป แต่เท่านี้เอกก็พอจะเดาได้แล้วว่ารักษาการประธานตรงหน้านี้จะบอกอะไรต่อ“เอาล่ะๆ ฉันจะแนะนำทายาทตัวจริงสักที นี่คือลูกชายของอารียา เอกภพ เจนกิตติชัย เขาจะเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น และผู้บริหารของเรา เอกยืนขึ้นโชว์ตัวหน่อยสิ” ชายชราผายมือแนะนำไปที่เอก หนุ่มแว่นผมดำที่เข้าใจเรื่องราวที่เขาต้องมาในวันนี้แล้วก็ลุกขึ้นยืนไหว้สวัสดีทุกคนด้วยความสุภาพเรียบร้อย‘โอ้! มายก้อด อิหยังวะ เป็นเราจริงๆด้วยแล้วนี่ต่อไปต้องทำตัวไงฟะ? ตอนนี้ผมยังเรียนไม่จบเลยนะคร้าบ! จะให้มาบริหารบริษัทได้ไงง่ะ? สนิทก็ไม่สนิทนี่คุณตาที่ไล่แม่เราออกจากบ้านไปต้องการใช้ประโยชน์จากเราเหรอเนี่ย?’ หนุ่มแว่นผมดำได้แต่ตีหน้านิ่ง แต่ในใจกลับตื่นเต้นสับสนจนบอกไม่ถูก สายตาของผู้บริหารทุกคนที่มองดูเอกตั้งแต่หัวจรดเท้า สำหรับชายหนุ่มเขารู้สึกอย่างกับว่าคนเหล่านั้นกำลังมองหนูสกปรกอยู่ก็ไม่ปาน ท่าทางรังเกียจที่มีต่อหนุ่มบ้านนอกที่อยู่ดีๆก็ตกถังข้าวสาร มันเป็นอย่างนี้นี่เอง แต่ด้วยความที่ไม่ได้คาดหวังอะไรเขาก็ได้แต่ปล่อยผ่านมุมมองของคนแปลกหน้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ประหลาดใจยังไม่หมดไปเท่านั้น“ต่อไปเป็นทายาทของฉันอีกคนที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารเช่นกัน เธอจะเป็นคนดูแลงานทั้งหมดในส่วนการรับผิดชอบของเอกภพ ในระหว่างที่เขายังเรียนหนังสืออยู่ นี่คือ เกวลิน วาโย ลูกสาวเพียงคนเดียวของอาทิตย์ พิทักษ์ตระกูล” คุณตาตะวันกล่าวจบทุกคนในที่ประชุมยังตกตะลึงมากกว่าตอนที่เปิดตัวเอกภพเสียอีก เพราะว่าเธอคือลูกสาวของสุดยอดนักธุรกิจแห่งอาเซียนนั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องนายตัวป่วนกับก๊วนออนไลน์ (BEO) ที่คุณอ่าน